โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

หุ้น การลงทุน

คาร์กิลล์ ยักษ์ธุรกิจสินค้าเกษตร-โภคภัณฑ์ใหญ่สุดในสหรัฐ ปลดพนักงาน 8,200 คนทั่วโลก เดินหน้าลดต้นทุนยุบรวมเหลือ 3 ธุรกิจหลัก ผลกำไรสุทธิดำดิ่งหนักในรอบเกือบ 10 ปี

BTimes

อัพเดต 03 ธ.ค. 2567 เวลา 19.24 น. • เผยแพร่ 03 ธ.ค. 2567 เวลา 03.45 น. • อัพเดตข่าวหุ้น ธุรกิจ การเงิน การลงทุน การตลาด การค้า สุขภาพ กับ บัญชา ชุมชัยเวทย์ - BTimes.Biz

คาร์กิลล์ (Cargill) อินคอร์ปอเรชั่น ซึ่งเป็นบริษัทยักษ์ใหญ่ในอุตสาหกรรม การเกษตร และธุรกิจซื้อขายสินค้าโภคภัณฑ์ที่มีขนาดใหญ่ที่สุดในสหรัฐอเมริกา เปิดเผยว่าเตรียมตัดลดค่าใช้จ่ายในระยะกลางถึงระยะยาวด้วยการปลดพนักงานครั้งใหญ่ออกเป็นจำนวน 8,200 คนทั่วโลก หรือคิดเป็น 5% ของจำนวนพนักงานในปัจจุบันที่มีทั้งหมด 164,000 คน การปลดพนักงานดังกล่าวจะเริ่มทยอยตั้งแต่ปี 2025 เรื่อยไปจนถึงปี 2030 หรือเป็นระยะเวลา 5 ปีติดต่อกัน นอกจากนี้ พนักงานที่อยู่ในสายงานเทคโนโลยีสารสนเทศ หรือกลุ่มไอทีจะมีการปลดพนักงานออกเป็นจำนวนมากกว่า 200 คนด้วย

สำหรับพนักงานที่เข้าข่ายในการถูกปลดออกในครั้งนี้เป็นพนักงานระดับกลางตลอดจนแรงงานที่อยู่ในโรงงานต่างๆของคาร์กิลล์ ในขณะที่พนักงานระดับบริหารสูงสุดจะไม่ได้รับผลกระทบแต่อย่างใด

นายไบรอัน ไซค์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร หรือซีอีโอ เปิดเผยว่า การปรับงานจะเริ่มต้นภายในปี 2026 เป็นต้นไปที่สำคัญบริษัทต้องการที่จะปรับโครงสร้างและเพิ่มประสิทธิภาพในการบริหารจัดการและการผลิตให้มีความคล่องตัวสูงมากกว่าเดิม โดยเฉพาะบทบาทและหน้าที่ความรับผิดชอบของระดับบริหารจะมีการเพิ่มภาระความรับผิดชอบดังกล่าวมากขึ้น จากนี้จะมีการปรับโครงสร้างโดยยุบรวมกลุ่มธุรกิจทั้งหมด 5 กลุ่มใหญ่ให้เหลือเพียงแค่ 3 กลุ่มธุรกิจสำคัญเท่านั้น

สาเหตุในการตัดลดค่าใช้จ่ายในช่วงระยะ 5 ปีข้างหน้าจากนี้ไปนั้น เป็นผลจากการดำเนินงานของกลุ่มบริษัทคาร์กิลล์ชะลอตัวลงสะท้อนจากการบริหารจัดการราคาวัตถุดิบของสินค้าเกษตรสำคัญได้แก่ถั่วเหลืองและข้าวโพดมีราคาตกต่ำอย่างรุนแรง ผลประกอบการล่าสุดเมื่อถึงเดือนสิ้นเดือนพฤษภาคมผ่านไปนั้น พบว่าผลกำไรสุทธิ ลดลงมาเหลือที่ 2,480 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือกว่า 86,800 ล้านบาท ทำสถิติผลกำไรสุทธิที่ตกต่ำมากที่สุดในรอบ 8-9 ปี ตั้งแต่ระหว่างปี 2015 ถึง 2016 เป็นต้นมา ผลกำไรสุทธิดังกล่าวยังตกต่ำลดลงไม่ถึงครึ่งหนึ่งของในช่วงปี 2021 ถึง 2022 ที่มีผลกำไรสุทธิสูงถึง 6,700 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือกว่า 234,500 ล้านบาท

คาร์กิลล์ ก่อตั้งขึ้นโดยนายวิลเลียม วอลเลซ คาร์กิลล์ เมื่อปี 1865 หรือเป็นเวลามาอย่างยาวนานถึง 159 ปี ในปัจจุบัน คาร์กิลมีบริษัทกระจายอยู่ใน 70 ประเทศทั่วโลก และมีพนักงานกว่า 155,000 คน ทำให้คาร์กิลเป็นบริษัทอุตสาหกรรมเกษตรที่ทำธุรกิจหลายอย่างมากโดยมีกลุ่ม 5 ธุรกิจ ดังนี้
1. การขนส่งทางทะเล เป็นธุรกิจโลจิสติกส์ในเครือของคาร์กิลที่ควบคุมโดย Cargill Ocean Transportation เริ่มต้นในปี 1956 ซึ่งคาร์กิลเป็นเจ้าของเรือขนส่งสินค้ากว่า 100 ลำ และบริการขนส่งสินค้าไปท่าเรือต่างๆ กว่า 70 แห่งทั่วโลก
2.ฝ้าย เป็นธุรกิจที่คาร์กิลเริ่มทำในช่วงแรก ๆ ของการตั้งบริษัทและยังคงเป็นจุดขายของคาร์กิลมาจนถึงปัจจุบัน โดยฐานการผลิตใหญ่ ๆ อยู่ที่สหรัฐฯ และบราซิล
3. โกโก้ เป็นธุรกิจที่ควบคุมโดย Cargill Cocoa & Chocolate โดยมีฐานการผลิตในไอวอรี่โคสต์ บราซิล กานา แคเมอรูน และอินโดนีเซีย ซึ่งมีการเอาโกโก้ไปแปรรูปทำช็อกโกแลตหลาย ๆ แบรนด์ทั้งในอเมริกาเหนือและยุโรป ไม่ว่าจะเป็นแบรนด์ Wilbur ของสหรัฐฯ, Peter’s ของสวิตเซอร์แลนด์ และ Veliche ของเบลเยียม
4. เกลือ คาร์กิลผลิตเกลือในแบรนด์ Diamond Crystal Salt ที่เริ่มในปี 1962 โดยคาร์กิลกว้านซื้อเหมืองเกลือทั่วสหรัฐฯ ทำให้ในปัจจุบันคาร์กิลเป็นผู้กุมตลาดเกลือรายใหญ่ที่สุดในสหรัฐอเมริกา และ 5.สารให้ความหวานแทนน้ำตาล คาร์กิลร่วมลงทุนกับบริษัทยักษ์ใหญ่ เช่น Coca-Cola พัฒนาสารให้ความหวานแทนน้ำตาลในแบรนด์ Truvia ซึ่งถือว่าเป็นผู้ค้ารายใหญ่ที่สุดในโลก มีส่วนแบ่งการตลาด (Market Share) กว่า 33%

ทั้งนี้ สำหรับในไทยนั้น กลุ่มบริษัทคาร์กิลล์ ได้เริ่มดำเนินธุรกิจในประเทศไทยตั้งแต่ พ.ศ. 2511 โดยจัดตั้งสำนักงานซื้อขายในกรุงเทพมหานคร ตลอดระยะเวลา 50 ปีที่ผ่านมา คาร์กิลล์ดำเนินงานและลงทุนในประเทศอย่างต่อเนื่องเพื่อขยายธุรกิจของเราให้เติบโตไปพร้อมๆกับชุมชนและเศรษฐกิจของไทย โดยมีสำนักงานมากกว่า 14 สาขาทั่วประเทศ และมีพนักงานกว่า 15,000 คน

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...