วิธียื่น ภาษี ที่ถูกต้อง สำหรับร้านค้าออนไลน์ สตรีมเมอร์ อินฟลูฯ
นอกจากงานประจำแล้วหลายคนอาจจะมีอาชีพเสริม ไม่ว่าจะเป็นการขายของออนไลน์ เป็นสตรีมเมอร์/อินฟลูเอ็นเซอร์ หรือบางคนอาจจะทำเป็นอาชีพหลักเลยก็ได้ ซึ่งหากมีรายได้จากอาชีพเหล่านี้ก็ต้องเสีย "ภาษี" ด้วย ดังนั้น ร้านค้าออนไลน์ สตรีมเมอร์ อินฟลูเอ็นเซอร์ ควรศึกษาวิธีเสียภาษีที่ถูกต้องเพื่อไม่ให้โดนเรียกเก็บภาษีย้อนหลัง
ทำไมร้านค้าออนไลน์ถึงโดนเรียกภาษีย้อนหลัง
สาเหตุที่ร้านค้าโดนเรียกเก็บภาษีย้อนหลังเกิดจากการไม่ยื่นภาษี หรือ ยื่นภาษีล่าช้า โดยหากร้านค้าไม่ยื่นภาษีหรือยื่นภาษีล่าช้า จะต้องชำระดังนี้
- ภาษีที่ยังไม่ได้ชำระหรือชำระไว้ขาด
- เบี้ยปรับ
- เงินเพิ่มซึ่งเป็นบทลงโทษเกี่ยวกับภาษีอากรและอาจมีโทษทางอาญาด้วย แล้วแต่ความร้ายแรงของความผิด
ร้านค้าแบบไหนต้องเสียภาษีบ้าง
ร้านค้าที่มีรายได้จากการขายสินค้า ไม่ว่าจะเป็นกรณีร้านค้าทั่วไป หรือร้านค้าที่ผู้ประกอบการจัดจำหน่ายสินค้าผ่านทางช่องทางออนไลน์ โดยสำหรับบุคคลธรรมดากฎหมายได้กำหนดเกณฑ์รายได้ขั้นต่ำที่ต้องยื่นแบบแสดงรายการภาษี
- กรณีเป็นคนโสด มีเงินได้ในปีภาษีที่ล่วงมาแล้วเกิน 60,000 บาท มีหน้าที่ต้องยื่นแบบฯ
- กรณีเป็นคนมีคู่สมรส มีเงินได้ในปีภาษีที่ล่วงมาแล้วเกิน 120,000 บาท มีหน้าที่ต้องยื่นแบบฯ
ร้านค้าออนไลน์ต้องเสียภาษีอะไรบ้าง
รายได้จากการขายสินค้า ไม่ว่าจะเป็นกรณีร้านค้าทั่วไป หรือร้านค้าที่ผู้ประกอบการจัดจำหน่ายสินค้าผ่านทางช่องทางออนไลน์ ถือเป็นเงินได้พึงประเมินตามมาตรา 40 (8) โดยต้องเสียภาษีเงินได้
การเสียภาษีเงินได้มีกี่รูปแบบ
การเสียภาษีเงินได้มี 2 รูปแบบ ได้แก่ รูปแบบบุคคลธรรมดา และรูปแบบนิติบุคคล
1. รูปแบบบุคคลธรรมดา การเสียภาษีจากการขายของออนไลน์แบบบุคคลธรรมดา ต้องยื่นแบบแสดงรายการเสียภาษีสิ้นปี (ภ.ง.ด.90) และครึ่งปี (ภ.ง.ด.94) โดยมีรายละเอียดดังนี้
การคำนวณภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาสิ้นปี (ภ.ง.ด.90)
จะต้องนำเงินได้จากการประกอบกิจการ และเงินได้อื่น เช่น เงินเดือน ค่าเช่า เป็นต้น ที่ได้รับตลอดปีภาษีมารวมคำนวณภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาสิ้นปี เพื่อยื่นแบบแสดงรายการภาษีโดยการคำนวณนั้นจะต้องคำนวณวิธีที่ 1 และวิธีที่ 2 (ถ้าเข้าเงื่อนไข) ดังนี้
วิธีที่ 1
เงินได้พึงประเมิน – ค่าใช้จ่าย – ค่าลดหย่อน = เงินได้สุทธิ
เงินได้สุทธิ X อัตราภาษี = ภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา
*ผู้เสียภาษีสามารถเลือกหักค่าใช้จ่ายแบบเหมา 60% หรือ จะหักต้นทุนค่าใช้จ่ายตามจริงก็ได้ โดยต้องจัดทำบัญชีรายรับรายจ่ายรวบรวมหลักฐานการซื้อขาย
วิธีที่ 2
ให้คำนวณเฉพาะกรณีมีเงินได้พึงประเมินทุกประเภท (ไม่รวมเงินเดือน) จำนวนรวมกันตั้งแต่ 120,000 บาท ขึ้นไป
เงินได้พึงประเมิน X 0.005 = ภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา
หากภาษีที่คำนวณได้ตามวิธีที่ 2 มีจำนวนไม่เกิน 5,000 บาท ได้รับการยกเว้นภาษี
**เมื่อคำนวณภาษีวิธีที่ 1 และวิธีที่ 2 แล้ว ให้ชำระภาษีตามจำนวนที่สูงกว่า หากมีภาษีที่ถูกหัก ณ ที่จ่าย หรือมีภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาครึ่งปีชำระไว้แล้วสามารถนำมาหักอออกจากจำนวนภาษีที่ต้องชำระได้
การคำนวณภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาครึ่งปี (ภ.ง.ด.94)
วิธีที่ 1
นำเงินได้พึงประเมินประเภท 5 – 8 ที่ได้รับตั้งแต่เดือนมกราคม ถึงเดือนมิถุนายน หักค่าใช้จ่าย หักค่าลดหย่อนกึ่งหนึ่ง แล้วนำไปคำนวณภาษีตามบัญชีอัตราภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา จะได้ภาษีที่ต้องชำระครึ่งปี
วิธีที่ 2
นำเงินได้พึงประเมินประเภท 5 – 8 ที่ได้รับตั้งแต่เดือนมกราคม ถึงเดือนมิถุนายน คูณ 0.005 (หากภาษีที่คำนวณได้ มีจำนวนไม่เกิน 5,000 บาท ได้รับการยกเว้นภาษี)
เมื่อคำนวณภาษีวิธีที่ 1 และวิธีที่ 2 แล้ว ให้ชำระภาษีตามจำนวนที่สูงกว่าหากมีภาษีที่ถูกหัก ณ ที่จ่าย (ถ้ามี)
สำหรับเงินได้พึงประเมินประเภท 5-8 ระหว่างเดือนมกราคม ถึงเดือนมิถุนายนในปีภาษีดังกล่าว ถือเป็นเครดิตในการคำนวณภาษีครึ่งปีได้
อัตราภาษีของการเสียภาษีแบบบุคคลธรรมดาเป็นแบบขั้นบันไดตั้งแต่ 0-35% การยื่นภาษีแบบบุคคลธรรมดาต้องยื่นภาษีปีละ 2 ครั้ง ครั้งแรกเป็นภาษีกลางปี สำหรับรายได้ตั้งแต่เดือนที่มกราคม-มิถุนายน โดยยื่นแบบ ภ.ง.ด.94 ภายในวันที่ 30 กันยายน และครั้งที่ 2 ยื่น ภ.ง.ด.90 สำหรับรายได้ทั้งปี โดยยื่นภายในสิ้นเดือนมีนาคมของปีถัดไป
2.รูปแบบนิติบุคคลผู้ประกอบการร้านค้าต้องไปจดทะเบียนเป็นนิติบุคคลกับกระทรวงพาณิชย์ มีอยู่ 3 รูปแบบคือ 1.บริษัทจำกัด 2.ห้างหุ้นส่วนจำกัด 3.ห้างหุ้นส่วนนิติบุคคล ทั้ง 3 รูปแบบนี้ ต้องเสียภาษีเงินได้แบบนิติบุคคล ต้องจัดทำบัญชีและเสียภาษีจากกำไรตามจริง
สำหรับการยื่นแบบแสดงรายการภาษีของนิติบุคคลต้องยื่นแบบปีละ 2 ครั้ง ได้แก่ 1.การยื่นแบบภาษีเงินได้นิติบุคคลประจำปี ยื่นตามแบบ ภ.ง.ด.50 ภายใน 150 วันนับจากวันสิ้นสุดรอบบัญชี และ 2.การยื่นแบบภาษีเงินได้นิติบุคคลครึ่งรอบระยะเวลาบัญชี ยื่นตามแบบ ภ.ง.ด.51 โดยปกติต้องยื่นภายในสิ้นเดือนสิงหาคมของทุกปี แต่ปีนี้มีมาตรการขยายเวลาเป็นภายในวันที่ 30 กันยายน 2563
การคำนวณภาษีเงินได้นิติบุคคลประจำปี
ให้คำนวณภาษีเงินได้นิติบุคคลจากฐานกำไรสุทธิ ดังนี้
กำไรสุทธิ X อัตราภาษีเงินได้นิติบุคคล = ภาษีเงินได้นิติบุคคล
กำไรสุทธิคำนวณจากรายได้จากการประกอบกิจการ หรือเนื่องจากกิจการที่กระทำในรอบระยะเวลาบัญชี หัก ด้วยรายจ่ายตามเงื่อนไขที่ระบุไว้ในมาตรา 65 ทวิ และมาตรา 65 ตรี ตามประมวลรัษฎากร
ส่วนอัตราภาษีมี 2 แบบ หากเป็นกิจการ SMEs คือ มีรายได้ไม่เกิน 30 ล้านบาท และ มีทุนชำระแล้วไม่เกิน 5 ล้านบาท กำไร 3 แสนบาทแรกได้รับยกเว้นภาษี 3 แสนขึ้นไปถึง 3 ล้านบาท เสียภาษี15% และ 3 ล้านบาทขึ้นไป เสียภาษีอัตรา 20% ส่วนกิจการอื่นๆ ที่ไม่เข้าข่าย SMEs เสียภาษีจากกำไรในอัตราภาษี 20%
การคำนวณภาษีเงินได้นิติบุคคลครึ่งรอบระยะเวลาบัญชี
กึ่งหนึ่งของประมาณกำไรสุทธิที่กระทำในรอบระยะเวลาบัญชี X อัตราภาษีเงินได้นิติบุคคล = ภาษีเงินได้นิติบุคคลครึ่งปีรอบระยะเวลาบัญชี
ร้านค้าออนไลน์ยื่นภาษีได้ทางไหนบ้าง
สำหรับช่องทางการยื่นภาษี สามารถยื่นได้ทางเว็ปไซต์ของกรมสรรพากร www.rd.go.th หรือ ติดต่อสำนักงานสรรพากรพื้นที่สาขา
ทำไมสตรีมเมอร์/อินฟลูเอ็นเซอร์ถึงโดนเก็บภาษีย้อนหลัง
สาเหตุที่กลุ่มสตรีมเมอร์/อินฟลูเอ็นเซอร์ โดนเรียกเก็บภาษีย้อนหลังมี 2 กรณี 1. ไม่ได้ยื่นแบบแสดงรายการภาษีเงินได้ในกรณีที่มีหน้าที่ยื่นแบบฯ ในปีภาษีที่มีเงินได้ 2. ยื่นแบบแสดงรายการภาษีเงินได้ไว้ไม่ถูกต้อง
โดยในกรณีของ stramer/influencer จะมีรายได้จากส่วนแบ่งค่าโฆษณา รายได้จากการรับจ้างรีวิวสินค้า หรือรายได้จากการรับจ้างโชว์ตัวตามงานต่าง ๆ ซึ่งรายได้ดังกล่าวมักถูกหักภาษี ณ ที่จ่ายไว้จากผู้ว่าจ้าง ทำให้ผู้มีเงินได้เข้าใจว่าตนเองได้เสียภาษีไว้แล้ว จึงมิได้นำรายได้มายื่นแบบฯ
อีกประเด็นหนึ่งคือ ผู้มีเงินได้ได้รับเงินได้บางประเภทเกิน 1.8 ล้านบาทต่อปี ต้องจดทะเบียนเป็นผู้ประกอบการภาษีมูลค่าเพิ่ม แต่ผู้มีเงินได้มักไม่ทราบข้อกฎหมายดังกล่าว ทำให้ถูกตรวจสอบและเรียกเก็บภาษีย้อนหลัง
สตรีมเมอร์/อินฟลูเอ็นเซอร์ ต้องเสียภาษีอะไรบ้าง
- รายได้จากส่วนแบ่งค่าโฆษณา (Adsense) จากการนำโฆษณามาวางในช่องยูทูป ที่ Youtubeจ่ายให้อินฟลูเอ็นเซอร์ในประเทศไทย ถ้าอินฟลูเอ็นเซอร์อยู่ในประเทศไทยมากกว่า 180 วันในปีนั้นๆ และได้รับเงินโดยการโอนเข้าบัญชีธนาคารของอินฟลูเอ็นเซอร์ ต้องเสียภาษีตาม “หลักถิ่นที่อยู่” ถือเป็นเงินได้ตามมาตรา 40(8) และหักค่าใช้จ่ายตามจริง
- รายได้จากซื้อมา-ขายไป กรณีอินฟลูเอ็นเซอร์จำหน่ายสินค้าผ่านช่องทางออนไลน์ต่าง ๆ ถือเป็นเงินได้ตามมาตรา 40(8) และหักค่าใช้จ่ายเหมา 60% หรือหักค่าใช้จ่ายตามจริง
- รายได้จากการรับจ้างรีวิวสินค้า ซึ่งเป็นรายได้ค่าจ้างให้โฆษณาจากเจ้าของสินค้าต่างๆ
3.1 กรณีรับจ้างโดยไม่ได้ลงทุนเครื่องมืออุปกรณ์ กรณีรับจ้างโดยลงทุนเครื่องมือและอุปกรณ์ถือเป็นเงินได้ตามมาตรา 40(2) และหักค่าใช้จ่ายเหมา 50% ไม่เกิน 100,000 บาท รวมกับมาตรา 40(1)
3.2 กรณีรับจ้างโดยลงทุนเครื่องมือและอุปกรณ์ ถือเป็นเงินได้ตามมาตรา 40(8) และหักค่าใช้จ่ายตามจริง
- รายได้จากการรับจ้างโชว์ตัว หรือ Event ซึ่งเป็นรายได้ค่าจ้างให้โฆษณาจากเจ้าของสินค้าต่างๆ
4.1 กรณีรับจ้างโดยไม่ได้ลงทุนเครื่องมืออุปกรณ์ กรณีรับจ้างโดยลงทุนเครื่องมือและอุปกรณ์ถือเป็นเงินได้ตามมาตรา 40(2) และหักค่าใช้จ่ายเหมา 50% ไม่เกิน 100,000 บาท รวมกับมาตรา 40(1)
4.2 กรณีรับจ้างโดยลงทุนเครื่องมือและอุปกรณ์ ถือเป็นเงินได้ตามมาตรา 40(8) และหักค่าใช้จ่ายตามจริง
ทั้งนี้ การเสียภาษีเงินได้มี 2 รูปแบบ ได้แก่ รูปแบบบุคคลธรรมดา และรูปแบบนิติบุคคลเช่นเดียวกัน
*หากสตรีมเมอร์/อินฟลูเอ็นเซอร์ มีเงินได้จาก Youtube ค่าจ้างโฆษณา หรือค่าจ้างออกงานต่างๆ รวมกันทุกอย่าง (ยกเว้นเงินเดือนจากงานประจำ) รวมกัน เกิน 1,800,000 บาทต่อปีแล้ว อินฟลูเอ็นเซอร์จะต้องจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่ม และต้องมีหน้าที่เสียภาษีมูลค่าเพิ่ม อีก 7% จากรายได้อีก
ถ้าร้านค้า/สตรีมเมอร์/อินฟลูเอ็นเซอร์ โดนเก็บภาษีย้อนหลังต้องทำอย่างไร
หากผู้มีเงินได้ถูกตรวจสอบและเรียกเก็บภาษีย้อนหลัง ควรให้ความร่วมมือกับเจ้าหน้าที่ และเสียภาษีตามข้อเท็จจริงของการมีเงินได้ หรือหากมีข้อโต้แย้งเกี่ยวกับผลการตรวจสอบก็สามารถนำหลักฐานต่างๆ แสดงต่อเจ้าหน้าที่ เพื่อชี้แจงและตรวจสอบความถูกต้องได้
หากผู้มีเงินได้มิได้ยื่นแบบภายในกำหนดเวลา ต้องระวางโทษค่าปรับไม่เกิน 2,000 บาท ตาม ม.35 แห่งประมวลรัษฎากร และหากมีภาษีชำระต้องชำระภาษีพร้อมเงินเพิ่มร้อยละ 1.5 ต่อเดือน หรือเศษของเดือนและไม่สามารถผ่อนชำระได้ เอกสารที่ต้องเตรียม เช่น หนังสือรับรองการหักภาษี ณ ที่จ่าย เอกสารเกี่ยวกับสิทธิ์ลดหย่อนทางภาษี เป็นต้น
ร้านค้า/สตรีมเมอร์/อินฟลูเอ็นเซอร์ เสียภาษีอย่างไรให้ถูกต้อง
- รายได้หลักของ สตรีมเมอร์/อินฟลูเอ็นเซอร์ ได้แก่
- ส่วนแบ่งค่าโฆษณา (มาตรา 40(8))
- การ Review สินค้า (มาตรา 40(2) หรือ 40(8))
- ออกงาน Event / โชว์ตัว (มาตรา 40(2) หรือ 40(8))
- การซื้อมา-ขายไป (มาตรา 40(8))
*ผู้มีเงินได้ต้องเก็บเอกสารหลักฐานต่าง ๆ ที่ได้รับจากผู้ว่าจ้าง เพื่อตรวจสอบประเภทที่มาหรือลักษณะของรายได้ เนื่องจากมีการหักค่าใช้จ่ายต่างกัน เพื่อใช้สำหรับเตรียมความพร้อมในการยื่นแบบแสดงรายการภาษีให้ถูกต้องครบถ้วน