โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

เรื่องสั้น

(อ่านฟรีทุกวัน) ทะลุมิติมาเป็นมารดาของหนูน้อยนำโชคทั้งสาม [นิยายแปล]

นิยาย Dek-D

อัพเดต 13 ก.พ. 2568 เวลา 16.20 น. • เผยแพร่ 18 พ.ย. 2567 เวลา 09.18 น. • Kawebook
ใช้ชีวิตอยู่ดี ๆ ก็ต้องมารับบทแม่เลี้ยงเดี่ยวในยุคจีนโบราณ แถมยังต้องคอยเยียวยาแผลใจลูกชายทั้งสามจากการกระทำของร่างเดิมอีก! นี่มันอะไรกันเจ้าคะสวรรค์~

ข้อมูลเบื้องต้น

เจ้าของลิขสิทธิ์ต้นฉบับ : Chongqing Yaoyao Technology Co., Ltd.

ประพันธ์โดย : 沏茶

ลิขสิทธิ์ฉบับภาษาไทยถูกต้องโดย : Glory Forever Public Co.,LTD

แปลและเรียบเรียงโดย : GuiYuan

บรรณาธิการ : วลีรัตน์ แทนคง

“ลั่วชีเหนียง” หญิงสาวทะลุมิติชีวิตแสนอาภัพ

แทนที่จะได้ใช้ชีวิตแบบแก่ตายแล้วขึ้นสวรรค์เมื่อถึงเวลา

แต่กลับต้องมาตกระกำลำบากอยู่ในยุคจีนโบราณ

ที่แสนทุรกันดารหาใดเปรียบ

ทว่า..

ความวัวยังไม่ทันหาย ความควายก็เข้ามาแทรก

เมื่อเจ้าของร่างเดิมดันไม่ได้รักและดูแลลูกชายทั้งสามเท่าที่ควร

เลยทำให้ความสัมพันธ์ในครอบครัวย่ำแย่จวนแตกขาด

ลูกชายคนโตขาพิการเก็บตัวอยู่แต่ในห้อง

ลูกชายคนรองไม่เหลือความเชื่อถือในตัวมารดา

ลูกชายคนเล็กก็คอยแต่ร้องหาเพราะกลัวมารดาจะทิ้งไป

การทำให้ลูก ๆ ทั้งสามเชื่อมั่นภายในวันสองวันนั้นเป็นเรื่องยาก

ทว่า “ยาก” ไม่ได้หมายความว่า “ทำไม่ได้” เสียหน่อย!

“ต่อจากนี้แม่จะเติมเต็มให้พวกเจ้าสามพี่น้องเป็นอย่างดี!

แม่รู้ว่าเจ้าไม่เชื่อ แต่เจ้ารอดูเอาก็แล้วกัน”

ไม่ง่ายเลยกว่าจะทำให้ลูกชายทั้งสามยอมรับนางได้ แต่พ่อของลูกก็ดันเป็นปัญหาอีก

พ่อแท้ๆ ที่ไม่ใช่พ่อแท้ๆ? ส่วนพ่อใหม่กลับกลายเป็นพ่อแท้ๆ?

ลั่วชีเหนียง : ตกลงนี่มันอะไรกันแน่! ร่างเดิม เจ้าออกมาพูดกับข้าให้รู้เรื่องเดี๋ยวนี้นะ!

หากคุณนักอ่านชอบเรื่องนี้ สามารถกดเก็บเข้าชั้น / Comment เพื่อเป็นกำลังใจให้กับผู้แปลและนักเขียนกันเยอะ ๆ นะคะ ^^

.

ขอแนะนำนิยายสนุกๆ คัดสรรมาเพื่อคุณนักอ่านโดยเฉพาะ

“คิดจะใส่ร้ายสามีของข้าแถมยังคิดจะยึดทรัพย์กันอีกอย่างนั้นหรือ? ถ้างั้นข้าริบสมบัติในท้องพระคลังนี่.. เข้า “มิติตุนสินค้า” ของข้าเพื่อเป็นข้อแลกเปลี่ยนก็แล้วกัน!”

อยากอ่านเรื่องนี้ จิ้มได้เลย >> ทะลุมิติไปเป็นชายาฮ่องเต้ทรราช ขนสมบัติชาติหนีไปสร้างแคว้นใหม่

ตอนที่ 1 ข้ามมิติ

ณ ข้างลำธารด้านหลังหมู่บ้านอันชิ่ง แม่บ้านกลุ่มหนึ่งกำลังซักผ้าและพูดคุยสัพเพเหระกัน

ลั่วชีเหนียงได้แต่เพียงขยี้ผ้าในมืออย่างรับชะตากรรมและฟังเสียดสีกันของผ้าของผ้าไปพลาง

เฮ้อ เพราะเหตุใดอยู่ดีไม่ว่าดีถึงข้ามมิติมาได้? ไม่ใช่ว่าชะตาของนางควรจะแก่ตัวลงแล้วก็จากไปสวรรค์อย่างสงบไม่ใช่หรือ? ไฉนจึงข้ามมิติมาเป็นคนที่น่าสงสารขนาดนี้ได้เล่า

มิแปลกที่นางโศกเศร้าเพียงนี้ เพราะเจ้าของร่างเดิมทิ้งเรื่องราวและปัญหาไว้ให้นางมากมายเหลือเกิน

ยังไม่เอ่ยถึงลูกชายวัยกำลังโตสามคนที่ต้องเลี้ยงดู ลำพังเรื่องที่นางถูกสามีทอดทิ้งก็หนักหนาพอที่จะทำให้นางตื่นตระหนก แต่สิ่งที่ทำให้นางไม่อาจรับกับร่างเดิมได้ก็คือเรื่องที่เป็นคนลุ่มหลงมัวเมาในความรัก

ผู้ชายแสนห่วยทิ้งพวกนางแม่ลูกไป แต่กลับเฝ้าอาวรณ์และเฝ้าฝันว่าสักวันเขาจะกลับมา

“สมควรแล้วที่ลูกๆ จะเกลียดชัง!”

นางด่าอย่างชิงชังและหอบกะละมังไม้กลับบ้าน

หากแต่ยิ่งเดินไปเรื่อยๆ นางก็ยิ่งรู้สึกไม่สบายตัว

เมื่อวานตอนที่นางข้ามมิติมา ลูกชายคนรอง ลั่วจิ่งซี กลัวว่าพวกทวงหนี้จะรบกวนความสงบของเจ้าลูกชายคนโต บวกกับยังไม่ถึงกำหนดเวลาคืนเงิน ลั่วจิ่งซีจอมหัวแข็งเห็นว่าโต้เถียงพวกนั้นไม่ไหวจึงหนีไปหาเงิน ก่อนจากไปยังทิ้งคำพูดไว้ว่าจะไปรวบรวมเงิน แต่พวกทวงหนี้ที่ไม่ได้เงินกลับไป มีหรือจะกลับไปอย่างง่ายดาย? ด้วยบารมีของลูกชายแสนดี หลังจากเขาออกจากบ้าน ร่างเดิมก็ถูกพวกทวงหนี้ผลักจนศีรษะกระแทกกับขอบประตู ด้วยเหตุนี้จึงทำให้ร่างเดิมสิ้นใจและวิญญาณของนางก็ถูกเรียกมาแทนที่

ขณะที่นางเพิ่งฟื้นก็เกือบต้องตายอีกรอบเพราะการร้องไห้ของ ลั่วจิ่งไหล ลูกชายคนเล็กวัยห้าขวบ

“ลั่วเหนียงจื่อ [1] เจ้าหายดีแล้วหรือ?”

ระหว่างทางบังเอิญเจอหมอหลิวที่มาตรวจรักษานางหลายวันก่อน

นางลูบผ้าพันแผลบนศีรษะในทันใด “หมอหลิว ข้าหายดีแล้ว หลายวันก่อนรบกวนท่านแล้ว”

เมื่อเห็นใบหน้ายิ้มแย้มของนาง หัวใจของหมอหลิวหล่นก็ลงไปอยู่ที่ตาตุ่ม

ลั่วเหนียงจื่อผู้นี้ เหตุใดจึงต่างจากสมัยก่อนนัก? แต่ก่อนเวลาเจอผู้คนแทบจะหลบหน้าให้ได้ โดยเฉพาะเวลาเห็นบุรุษ ราวกลับกลัวว่าถูกผู้อื่นจ้องแล้วจะถูกพาไปขายก็ไม่ปาน เฝ้ารักนวลสงวนตัวเพื่อเจ้าสุนัขจี้ฉงเหวินที่ทิ้งนางไป ไฉนตอนนี้จึงสง่าผ่าเผยเช่นนี้

ทว่านี่เป็นเรื่องดีเช่นกัน ที่นางสามารถปล่อยวางได้ก็นับว่าเป็นเรื่องดี

“จิ่งเฉิน ไม่เป็นไรใช่ไหม?”

เมื่อเห็นนางสบายดี หมอหลิวจึงถามไถ่เพิ่มเติมด้วยความใส่ใจ

“เจ้าคนโตยังคงเป็นเช่นเดิม ขังตนเองไว้ในห้องไม่ยอมออกมา หากมิใช่เพราะครั้งนี้ข้าล้มหัวฟาดพื้นเกือบตาย เดาว่าเจ้าคนโตคงไม่มีทางไปตามท่านมารักษาข้า” ตอนนั้นหลังจากร่างเดิมบาดเจ็บ ไหลไหลน้อยก็เอาแต่กอดแม่และร้องไห้แทบเป็นแทบตาย

เดาว่าตอนนั้นลั่วจิ่งเฉินเองก็คงกลัวร่างเดิมตายเช่นกัน จึงยอมข่มความกลัวทางใจและออกนอกบ้าน เสียแต่ว่าตอนออกจากบ้าน เขาคงร้อนใจจนลืมเรื่องความพิการทางร่างกายไป ตอนกลับมากลับถูกเด็กกลุ่มหนึ่งล้อมวงกลั่นแกล้งร้องเพลงเยาะเย้ย “ซิ่วฉายพิการ” [2]

หากมิใช่นางห่วงว่าจะเกิดเรื่องกับลั่วจิ่งเฉินจนพาไหลไหลน้อยออกไปตามหา แล้วช่วยขับไล่กลุ่มเด็กซนเหล่านั้น จากนิสัยของลั่วจิ่งเฉินแล้วคงรออยู่ด้านนอกจนกว่าเด็กกลุ่มนั้นจะจากไปเอง

แม้ว่าเด็กคนนี้จะมีใบหน้าหล่อเหลา แต่สายตาเวลามองผู้คนกลับดุดัน โดยเฉพาะเวลาที่ลากขาเดินอย่างยากลำบาก ยิ่งทำให้ผู้คนหวาดกลัว

เพียงแต่เมื่อนึกถึงเหตุผลที่ขาของเด็กคนนี้ไม่ได้รับการรักษาให้หายดี นางก็ได้แต่ก่นด่าร่างเดิมในใจเงียบๆ

หญิงสติไม่สมประกอบคนนี้ ทั้งที่รู้ว่าผู้ชายสารเลวพึ่งพาไม่ได้ ยังรั้นจะเก็บของมีค่าที่เขาทิ้งไว้ให้ แต่ไม่ยอมนำไปแลกเงินมาช่วยรักษาขาของลั่วจิ่งเฉิน หากตอนนั้นช่วยไว้ได้ทันเวลา ขาข้างนั้นของเขาเด็กคนนี้แม้ไม่หายดี แต่ก็คงไม่หนักหนาสาหัสเท่านี้

อย่าว่าแต่ลั่วจิ่งเฉินไม่เป็นมิตรกับนางเลย หากจะเกลียดชังจนตายและไม่ยอมรับมารดาอย่างนางก็เป็นเรื่องสมควร ยุคสมัยนี้ผู้ที่มีความพิการนั้นไม่อาจเดินบนเส้นทางแห่งขุนนางได้ การกระทำของร่างเดิมเทียบเท่าตัดอนาคตของลั่วจิ่งเฉินจนหมดสิ้น

“หมอหลิว ขาของลูกชายคนโตข้าไม่มีหนทางรักษาแล้วจริงหรือ?” แม้ว่านางจะรู้เรื่องสมุนไพรบ้าง แต่ไม่ได้รู้ลึกไปกว่านี้ ตอนนี้นางข้ามมิติมาแล้ว คงไม่อาจจากไปในได้ในเร็ววัน นางจะสร้างแต่ปัญหาและใช้ชีวิตสัปปะรังเคเหมือนร่างเดิมไม่ได้

เมื่อเห็นนางถามด้วยความจริงใจ หมอหลิวลูบเคราและส่ายศีรษะ หากตอนนั้นลั่วเหนียงจื่อคิดได้เช่นนี้ ขาของลั่วจิ่งเฉินคงไม่ถูกปล่อยจนล่าช้าไปเยี่ยงนี้

“เวลายืดเยื้อนานเกินไป แม้จะรักษาได้แต่ก็คงมีอาการหลงเหลือภายหลัง” หมอหลิวกลัวว่านางจะมีความหวังมากเกินไป จึงรีบเสริม “ข้านั้นไร้ความสามารถ หากเจ้าหาหมอหลวงจากโรงแพทย์หลวงที่รักษาบาดแผลภายนอกได้ ข้าว่าคงยังพอมีความหวังเล็กน้อย”

หมอหลวงในสำนักหมอหลวงนั้นมีไว้สำหรับถวายการรักษาเหล่าเชื้อพระวงศ์โดยเฉพาะ หากลั่วจิ่งเฉินคือคนที่สามารถเข้าสู่เส้นทางแห่งขุนนางในภายภาคหน้า คงจะมีความเป็นไปได้บ้าง เพียงแต่ตอนนี้ร่างกายของเขาถูกกำหนดแล้วว่าไร้วาสนากับราชสำนักชั่วชีวิต

ลั่วชีเหนียงยังอยากถามต่อ แต่กลับเห็นร่างสูงใหญ่อยู่ตรงมุมกำแพงบ้านของตนชะเง้อศีรษะออกมาด้อมๆ มองๆ ด้านนอกเป็นพักๆ และรีบหลบกลับเข้าไป

นางคุ้นเคยกับร่างนี้ เขาคือเจ้าทึ่มจากหมู่บ้านชิงเหอ! คนทึ่มแปลกประหลาดที่คอยทำดีกับร่างเดิมเสมอ แต่กลับทำให้นางนั้นสะดุ้งตกใจกลัวทุกครั้งไป

เพื่อเลี่ยงไม่ให้หมอหลิวเห็นแล้วคิดไม่ดี นางจึงรีบหยุดการสนทนาและตรงกลับบ้าน

เมื่อรับรู้ว่าเจ้าทึ่มสกุลจ้าวเหมือนอยากคุยกับตน นางไม่รีรอให้เจ้าทึ่มโผล่ออกมาจากกำแพงแล้วรีบปิดประตูเสียงดัง

เจ้าทึ่มที่ถูกทิ้งไว้ด้านนอกประตู ได้แต่จับจ้องประตูสีดำตรงหน้าอย่างน่าสงสารอยู่สักพัก เหมือนคิดไม่ตกว่าเหตุใดเขาจึงได้รับการปฏิบัติเช่นนี้

สมัยก่อนตอนที่เขานำของอร่อยมา นางก็ยังพูดคุยกับตนเองดีๆ อยู่เลยนี่นา

ต้องเป็นเพราะตอนที่เขาออกมาเมื่อครู่ นางจึงไม่ทันเห็นเป็นแน่

อืม เช่นนั้นเขารออีกสักหน่อยดีกว่า อีกเดี๋ยวเขาต้องพุ่งออกมาข้างหน้านางเร็วกว่านี้ ขณะคิดเขาก็นั่งลงตรงมุมกำแพงอย่างเงียบเชียบตามเดิม

ลั่วชีเหนียงเพิ่งกลับถึงบ้านและวางเสื้อผ้าลง ไหลไหลน้อยก็วิ่งมาช่วย

“ท่านแม่กลับมาแล้ว ท่านแม่เหนื่อยหรือไม่?”

“ไหลไหลช่วยท่านแม่เอง”

เด็กน้อยวัยห้าขวบรูปร่างผอมแห้งผิวเหลือง ยื่นมือน้อยๆ เข้ามาหยิบเสื้อผ้าในกะละมังที่ใหญ่กว่าตัวเขามาก

เมื่อได้ยินเสียงอ่อนหวานและเห็นการกระทำที่ทำให้นางรู้สึกอบอุ่น ลั่วชีเหนียงก็รู้สึกเจ็บปวดหัวใจขึ้นมา

นับตั้งแต่เกิดมา เด็กคนนี้ไม่เคยได้เจอบิดาที่แท้จริง ส่วนร่างเดิมที่เป็นมารดาก็เอาแต่เฝ้าคะนึงหาผู้ชายสารเลว ที่ไม่เคยดูแลลูกให้ดีด้วยซ้ำ จนส่งผลให้ลั่วจิ่งไหลรู้สึกขาดความอบอุ่นตั้งแต่เด็ก

เด็กน้อยเหลือเพียงร่างเดิมให้พึ่งพาเลยกลายเป็นเด็กว่านอนสอนง่าย เพราะกลัวว่าหากตนไม่เชื่อฟังและทำให้ให้ท่านแม่ไม่ชอบใจ เขาจะต้องใช้ชีวิตเหมือนพี่ชายอีกสองคนที่ถึงแม้จะใช้ชีวิตใต้ชายคาเดียวกัน แต่กลับถูกละเลย

นางย่อตัวลงและลูบศีรษะของไหลไหลน้อย “ไหลไหลเด็กดี แม่ทำเองดีกว่า เจ้าไปล้างมือรอก่อน แม่จะทำของอร่อยให้เจ้ากิน”

ไหลไหลน้อยรับรู้ถึงความอบอุ่นบนศีรษะ ท่านแม่ยังไม่เคยลูบตนเองอย่างอ่อนโยนเช่นนี้มาก่อน เขามีความสุขเหลือเกิน! นับตั้งแต่หลายวันก่อนที่ท่านแม่ฟื้นขึ้นมา ก็อ่อนโยนขึ้นมาก เขาชอบท่านแม่ในตอนนี้นัก!

แต่ท่านแม่ในตอนนี้จะหายไปหรือไม่?

ไหลไหลน้อยรีบล้างมืออย่างรวดเร็ว จากนั้นนั่งลงบนเก้าอี้และเฝ้าดูท่านแม่ที่ยุ่งกับงานในบ้าน

“ปังๆๆ…”

เสียงเคาะประตูอย่างร้อนรนดังจากด้านนอกประตู

ไหลไหลน้อยกระโดดลุกขึ้นจากเก้าอี้ “ท่านแม่กำลังยุ่ง ข้าไปเปิดเอง”

พอเปิดประตูออก ผู้มาเยือนคือผู้ใหญ่บ้านอันชิ่ง

“ลั่วเหนียงจื่อ เกิดเรื่องกับลูกรองบ้านเจ้าแล้ว”

ฝูอันปั้นสีหน้าตึงเครียด หากเรื่องราวไม่ได้ร้ายแรง เขาไม่อยากมาที่บ้านสกุลลั่วจริงๆ แต่ลั่วจิ่งซีคือคนของหมู่บ้านอันชิ่ง ตอนนี้เกิดเรื่อง เขาเป็นผู้ใหญ่บ้านคงเลี่ยงไม่ได้ที่จะต้องจัดการดูแล

“ลูกรอง?” หัวใจของลั่วชีเหนียงหล่นลงไปอยู่ที่ตาตุ่ม เจ้าเด็กคนนี้หายไปหลายวัน ไหนบอกว่าไปหาเงินไม่ใช่หรือแล้วเกิดอะไรขึ้น? คงไม่ได้ถูกจับหรอกนะ?

“ลั่วจิ่งซีถูกคนของทางการจับตัวไปแล้ว”

ดั่งที่คาด คำพูดเพียงประโยคเดียวของฝูอันตอกย้ำในสิ่งที่นางคิดทันที

-----

[1] เหนียงจื่อ ใช้เรียกหญิงชาวบ้านที่มีสามีแล้ว

[2] ซิ่วฉาย 秀才 หมายถึง ระบบการสอบในสมัยโบราณของจีน แบ่งออกเป็นการสอบหลายระดับ โดยมีการสอบถงเซิง(นักศึกษาเด็ก) เป็นการสอบระดับท้องถิ่น จัดสอบโดยระดับอำเภอ ผู้สอบผ่านจะถูกเรียกว่า “เซิงหยวน” บัณฑิตระดับอำเภอ หรือเรียกกันทั่วไปว่า “ซิ่วฉาย”

หากคุณนักอ่านชอบเรื่องนี้ สามารถกดเก็บเข้าชั้น / Comment เพื่อเป็นกำลังใจให้กับผู้แปลและนักเขียนกันเยอะ ๆ นะคะ ^^

เมื่อยอดเก็บเข้าชั้นถึง 3,000 คน

จะแจกตอนฟรีเพิ่มเป็นวันละ 3 ตอน เป็นเวลา 5 วันเต็มๆค่ะ ^^

ตอนที่ 2 รวบรวมเงินช่วยลั่วจิ่งซี

“ผู้ใหญ่บ้าน มันเกิดอะไรขึ้นกันแน่?”

อย่างไรก็ตาม ตอนที่นางเพิ่งข้ามมิติมารู้เพียงว่า ลั่วจิ่งซีไปกู้เงินจากโรงพนัน เนื่องจากไม่สามารถคืนเงินได้ คนเขาจึงตามมาทวงหนี้ถึงบ้าน ยามปกติถึงลั่วจิ่งซีจะโง่เขลาไปบ้าง แต่เมื่อเกี่ยวข้องกับเรื่องเงินก็มักจะมีไหวพริบขึ้นมา

ต่อหน้าคนมากมาย เขาหนีไปได้สำเร็จและคิดหาทางรวบรวมเงินเพื่อใช้หนี้คืน

ตอนนี้กลับถูกจับกะทันหัน ไม่แน่ว่าอาจจะมีอะไรผิดพลาดระหว่างนั้น

“จะเกิดอะไรได้? ลั่วเหนียงจื่อ! ถึงอย่างไรเจ้าก็เป็นแม่ของลั่วจิ่งซี แม้เขาจะเรียนไม่ดีตั้งแต่เด็ก เจ้าเป็นแม่ แต่อบรมสั่งสอนลูกอย่างไรกัน!”

นางไม่โทษฝูอันที่โกรธเคืองถึงเพียงนี้ การที่ในหมู่บ้านมีชายอ่อนแอขี้ขลาดยังไม่น่าหวาดหวั่นเท่ากับการมีพวกอันธพาลหรือนักเลงขี้เรื้อน ไม่เพียงแต่จะทำให้คนทั้งหมู่บ้านถูกติฉินนินทา กระทั่งการแต่งงานของคนในหมู่บ้านก็คงเป็นปัญหาในภายภาคหน้า ผู้ใดเล่าจะกล้ายกบุตรสาวให้สถานที่ที่มีพวกนักเลงป่าเถื่อนเช่นนี้ คนเขาก็ต้องเป็นห่วงความปลอดภัยของบุตรหลานก่อนเป็นธรรมดา

“พนัน! พนัน! พนัน! เจ้ารู้ถึงความรุนแรงของสิ่งนี้หรือไม่? เขากล้าแตะต้องการพนันตั้งแต่เด็ก ชีวิตข้างหน้าจะไม่ยิ่งแย่กว่าหรือ!”

“ยามปกติ แม้เขาจะดูโง่เขลาไปบ้าง แต่คิดไม่ถึงเลยว่าเจ้าเด็กนั่นกลับมีความกล้าที่จะทำเรื่องเช่นนี้!”

เมื่อเผชิญกับความโกรธเกรี้ยวของผู้ใหญ่บ้าน ลั่วชีเหนียงเข้าใจดี แต่หากบอกว่าลั่วจิ่งซีแตะต้องการพนัน นางกลับไม่เชื่อ เพราะถึงอย่างไรก็มีลั่วจิ่งเฉินคอยติงลั่วจิ่งซีอยู่ แม้จะมอบความกล้าให้ลั่วจิ่งซีก็คงไม่กล้าอยู่ดี

ถึงแม้ลั่วจิ่งเฉินจะค่อนข้างเก็บตัว แต่ก็เป็นคนเคยเล่าเรียนมีการศึกษา ย่อมรู้แก่ใจว่าสิ่งใดควรทำสิ่งใดไม่ควรทำ

“ผู้ใหญ่บ้านเป็นข้าที่ไม่ได้อบรมสั่งสอนลูกให้ดีเอง จนสร้างปัญหาให้หมู่บ้าน” นี่คือความผิดของร่างเดิมจริงๆ ในเมื่อนางมาแทนที่แล้ว ถึงแม้นี่จะไม่ใช่ความผิดของนาง แต่นางก็ต้องยอมรับไว้

“ทว่าผู้ใหญ่บ้าน มิใช่ว่าข้าพูดแก้ต่างแทนลูกรองหรอกนะ แม้เด็กคนนั้นจะเบาปัญญาไปบ้าง หากแต่มิใช่คนจิตใจเลวทราม โรงพนันคือสถานที่แบบใด เขามีหรือจะไม่ทราบ” หลังจากลั่วชีเหนียงยอมรับผิดและเห็นว่าผู้ใหญ่บ้านสีหน้าเริ่มดีขึ้น จึงรีบอธิบายเพิ่มเติม

เพราะอย่างไรก็ตาม นางเป็นเพียงสตรีที่ออกเรือนแล้ว หากต้องการช่วยลั่วจิ่งซีจัดการปัญหา คงเลี่ยงไม่ได้ที่จะต้องให้ผู้ใหญ่บ้านช่วยเหลือ

“ลูกชายคนโตข้า ท่านเองก็รู้จัก สองพี่น้องรักใคร่กลมเกลียวกัน ลูกรองต้องอยากรักษาขาให้พี่ชายแน่ ถึงได้ไปยืมเงินกับโรงพนัน” ขณะพูดนางปาดน้ำตาสองทีและสะอื้นไห้โดยไม่รู้ตัว “ข้าบกพร่องเอง จึงทำให้เด็กสองคนนั้นคิดอยากหาเงินสร้างตัวด้วยตนเองโดยเร็ว หากมิใช่เพราะข้า ลูกชายคนโตมีหรือจะได้รับการรักษาล่าช้า ส่วนลูกรองก็ไม่มีทางเสี่ยงไปกู้หนี้โรงพนัน เงินหนึ่งตำลึง เพียงไม่กี่วันถึงได้กลายเป็นร้อยตำลึง…”

ฝูอันเห็นว่านางไม่เหมือนสมัยก่อน ที่ไม่ว่าเกิดเรื่องใดในบ้านก็ไม่เคยถามไถ่ดูแล ตอนนี้นางไม่เพียงยอมรับความผิดของตนเอง หากยังมีท่าทีคิดกลับตนเป็นคนดีเช่นนี้อีก

ได้ยินว่าหลายวันก่อนลั่วเหนียงจื่อเกือบถูกนักเลงโรงพนันทำร้ายจนเกือบตาย หรือว่าการเผชิญความตายทำให้คิดได้กระจ่าง?

“ผู้ใหญ่บ้าน ข้าเป็นเพียงชาวบ้านธรรมดาๆ ไม่รู้จักหลักการอะไรมากมาย เพียงแต่โรงพนันเรี่ยไรดอกเบี้ยสูงเช่นนี้ก็มิใช่สิ่งถูกต้อง แม้จะต้องไปหาทางการ พวกข้าก็มีเหตุผลเพียงพอ! ข้าไม่อาจปล่อยให้เจ้ารองต้องแบกรับชื่อเสียงอันแปดเปื้อนที่ไปข้องแวะกับการพนันและถูกทำลายอนาคตเช่นนี้!”

มองดูสายตาแน่วแน่ของนาง ฝูอันรู้สึกว่าตนเองเริ่มไม่เข้าใจในตัวนาง

“เช่นนั้นเจ้าคิดจะทำเยี่ยงไร?”

ลั่วชีเหนียงนึกถึงกำไลทองคำที่ร่างเดิมแอบเก็บไว้ “ท่านรอข้าก่อนสักครู่”

นางเข้าไปหากำไลทองคำจากในห้อง แต่กลับเห็นไหลไหลน้อยยื่นศีรษะออกมามองนาง

สายตาน้อยๆ นั้นซ่อนเร้นความสงสัยเอาไว้ “ท่านแม่ นี่มิใช่สมบัติของหวงของท่านหรือ?”

เอิ่ม!

เมื่อนึกถึงร่างเดิมที่เก็บกำไลและเฝ้าคอยคิดถึงผู้ชายสารเลว นางก็ยิ่งรู้สึกวุ่นวายใจ

“สมบัติล้ำค่าแค่ไหนก็ต้องใช้อย่างมีค่าจึงจะดี ไหลไหลน้อยเด็กดี ต่อไปแม่จะหาสมบัติกลับมาให้เจ้ามากๆ ชิ้นนี้เราไม่ต้องการแล้ว”

นางรู้ว่าเด็กคนนี้คิดสิ่งใดอยู่ ถึงแม้ไหลไหลจะยังเด็กแต่เพราะต้องดูแลครอบครัวตั้งแต่เล็ก ค่าใช้จ่ายต่างๆ จึงอยู่ในการควบคุมของเด็กน้อยผู้นี้ นั่นคือสาเหตุที่ทำให้เด็กน้อยมีนิสัยมัธยัสถ์เป็นอย่างยิ่ง

ตอนนี้นางนำกำไลอันใหญ่โตเช่นนี้ออกมา จึงมิวายทำให้ไหลไหลน้อยเสียดาย

ไหลไหลน้อยเห็นมารดาอ่านความคิดของตนออกจึงคอตกและไม่พูดไม่จา ตอนนี้ลั่วชีเหนียงไม่มีเวลาปลอบโยนเขา คุกมิใช่สถานที่ที่คนควรอยู่ การพาเจ้ารองออกมาต่างหากคือเรื่องสำคัญเร่งด่วน

“ผู้ใหญ่บ้าน ข้าต้องการร้องทุกข์!”

“ร้องทุกข์?” ผู้ใหญ่บ้านยื่นคอถามซ้ำอีกครั้ง “เจ้าคิดจะทำอะไร?”

“ข้าต้องการล้างความผิดให้ลูกรองและฟ้องร้องโรงพนันขี้โกงให้สะอาดหมดจด!” ลั่วชีเหนียงไม่เคยกลัวปัญหาใด ตอนนี้คนพวกนี้กล้ารังแกพวกนางแม่ม่ายลูกกำพร้า ย่อมรู้ได้ว่ามิใช่คนดีอะไร เมื่อเป็นเช่นนี้จะหาว่านางมิยำเกรงไม่ได้เช่นกัน

หากพวกเขาไม่ยอมรับ ได้! บัญชีทวงหนี้ที่พวกเขาทิ้งไว้เมื่อวานยังอยู่ในมือของนาง! บนนั้นระบุไว้ชัดเจนว่าลั่วจิ่งซียืมเงินจากโรงพนันสือวานจำนวนหนึ่งตำลึง จำต้องคืนเงินภายในสามสิบวัน

หากคำนวณเวลาแล้ว วันรุ่งขึ้นก็คือวันที่สามสิบพอดี

“ผู้ใหญ่บ้าน ข้ารู้ว่าท่านกังวลสิ่งใด คนเหล่านั้นต้องมีคนสนับสนุนอยู่เบื้องหลัง เพียงแต่เราไม่อาจกล้ำกลืนฝืนทนยอมเสียเปรียบได้ ข้าทำเช่นนี้ไม่เพียงแค่เพื่อลูกรอง ลองคิดดูว่าคนละแวกหมู่บ้านเรา มีหมู่บ้านใดบ้างไม่เคยถูกโรงพนันสือวานรังแก ขอเพียงเราได้เปรียบในเรื่องเหตุผล แม้จะเป็นทางการก็ไม่สามารถลำเอียงให้พวกเขาได้”

คำพูดของลั่วชีเหนียงจุดประกายหัวใจแห่งคุณธรรมของฝูอัน ทั้งสองร่วมมือกัน อาศัยช่วงเวลาที่ยังเช้าอยู่รีบพุ่งตรงไปที่ที่ว่าการอำเภอ

เจ้าทึ่มจ้าวแม้จะโง่เขลา แต่ทักษะการฟังกลับดีอย่างน่าอัศจรรย์ คำสนทนาเมื่อครู่ในบ้านสกุลลั่วเข้าหูเขาไม่ขาดตกแม้คำเดียว จังหวะช่องว่างที่ลั่วชีเหนียงกับผู้ใหญ่บ้านเดินตามกันออกมาจากประตู

ทันใดนั้น เจ้าทึ่มจ้าวก็โผล่ออกมาขวางทางไปของลั่วชีเหนียง

“ข้า ช่วยเจ้าจัดการคนเลว!”

ครั้งที่แล้วตอนที่พวกคนชั่วมาบ้านสกุลลั่ว เขาถูกคนสกุลจ้าวขังไว้ในบ้านและออกมาไม่ได้ หากเขาอยู่ด้วย จำต้องไม่ให้นางถูกรังแกแน่!

ลั่วชีเหนียงถูกดักไว้ พลันรีบก้าวถอยหลังอย่างรวดเร็ว

เมื่อครู่หากมิใช่ตนเองหยุดไว้ทันการ คาดว่าคงชนกับเจ้าทึ่มไปแล้ว ตัวนางเองมิได้รู้สึกอะไร แต่สถานที่แห่งนี้ให้ความสำคัญกับการรักษาระยะห่างระหว่างชายหญิง หากถูกคนเห็นเข้า ไม่แน่ว่าจะนำมาสู่ฉากที่ต้องถูก “จับใส่กรงหมูถ่วงน้ำ” [1] ก็เป็นได้

นางยืนอย่างมั่นคงและมองชายหนุ่มที่ใบหน้าเต็มไปด้วยหนวดเครา บนหน้าผากของชายหนุ่มมีปานยาวที่เลื้อยลงมาจนถึงใบหน้าด้านซ้าย หากมิใช่เพราะเขาเผยรอยยิ้มฟันขาวสะอาดเพื่อแสดงเจตนาที่ดีของตน ด้วยรูปร่างที่สูงแปดฉื่อของเขากับดวงตาพยัคฆ์ คงทำให้ผู้คนหวาดกลัวจับใจได้จริงๆ

มิแปลกที่เวลาร่างเดิมเห็นเขาแล้วจะกลัว หากเป็นตนก็คงรู้สึกถึงความกดดันจากคนผู้นี้เช่นเดียวกัน

ถึงแม้จะดูไม่น่าเป็นไปได้แต่นางรู้สึกแบบนั้นจริงๆ

“ไม่ต้อง พี่จ้าว นี่คือเรื่องของครอบครัวข้า ไม่จำเป็นต้องถึงมือเจ้าจัดการ”

ขณะพูด นางไม่อยากรีรอให้เสียเวลา จึงสาวเท้าและมุ่งหน้าไปยังปากทางหมู่บ้าน

ลั่วชีเหนียงออกไปปุ๊บ ตรงหน้าประตูบ้านก็เหลือไว้เพียงห่อผ้าน้ำมันที่ถูกวางทิ้งไว้

ตอนที่ไหลไหลน้อยออกมาประตูเพื่อดูว่าท่านแม่กลับมาหรือยัง พลันชำเลืองเห็นห่อผ้าน้ำมันบนพื้นจากนั้นจึงหิ้วของห่อนั้นเข้าบ้านโดยไม่ได้ประหลาดใจแต่อย่างใด

ห่อผ้าน้ำมันนี้ไม่ได้เห็นมานานมากแล้ว ทุกครั้งที่มันโผล่มา จะต้องมีของอร่อยในนั้นเสมอ

เมื่อได้กลิ่นไข่ไก่กับขนมของว่าง ไหลไหลน้อยก็อดกลืนน้ำลายมิได้

ท่านแม่ไม่อยู่ เขายังกินไม่ได้

เพื่อไม่ให้ตนเองเผลอแอบกิน ไหลไหลน้อยจึงเดินออกจากบ้านและไปนั่งรอตรงหน้าประตู

ลั่วจิ่งเฉินที่ขังตนเองไว้ในห้องทางด้านตะวันออกตลอดเวลา กำหมัดไว้แน่น จนถึงตอนนี้ก็ยังมิคลาย

-----

[1] จับใส่กรงหมูถ่วงน้ำ หมายถึง ในสมัยจีนโบราณสำหรับหญิงหรือชายที่คบชู้จะมีบทลงโทษคือการจับขังในกรงหมูแล้วนำไปถ่วงน้ำจนตาย

หากคุณนักอ่านชอบเรื่องนี้ สามารถกดเก็บเข้าชั้น / Comment เพื่อเป็นกำลังใจให้กับผู้แปลและนักเขียนกันเยอะ ๆ นะคะ ^^

เมื่อยอดเก็บเข้าชั้นถึง 3,000 คน

จะแจกตอนฟรีเพิ่มเป็นวันละ 3 ตอน เป็นเวลา 5 วันเต็มๆค่ะ ^^

ตอนที่ 3 ต่อสู้กับโรงพนันด้วยสติปัญญา ลั่วจิ่งซีกลับบ้านอย่างปลอดภัย

“ฮ่า ฮ่า…”

ลั่วจิ่งเฉินส่งเสียงหัวเราะเยาะเย้ยออกมาเป็นพักๆ นับตั้งแต่ได้ยินหญิงผู้นั้นกล่าววาจาอ้างคุณธรรมใหญ่โตในบ้าน เขาก็อยู่ในสภาพเช่นนี้มาโดยตลอด!

ทั้งร่างยืนนิ่งอยู่ข้างหน้าต่างไม่ขยับไปไหน ดวงตาคมคู่สวยจับจ้องไปที่บานประตูแน่นิ่ง

เขาอยากรู้นักว่า นางจะใช้วิธีใดพาอาซีกลับมาอย่างปลอดภัยโดยไม่เป็นอันตราย

นับตั้งแต่รู้ว่าอาซีทำข้อตกลงกับโรงพนันสือวานเพื่อเขา ตนก็เคยเตือนอาซีไปแล้วว่า การเจรจากับเสือเพื่อหวังหนังเสือ [1] ย่อมต้องรู้ระวังตัวให้มาก แต่จากที่ดูตอนนี้อาซีก็ยังประมาทเกินไป

เดิมทีเขานั้นมีหนทางช่วยเหลืออาซี แต่ก็ยังไม่เข้าใจว่าเหตุใดจึงไม่ลงมือ

คงเพราะหลังจากอาซีหนีออกจากบ้านไป สตรีนางนั้นเคยเอ่ยว่า “เด็กดีหนึ่งคนจะถูกทำลายเช่นนี้ได้เยี่ยงไร นี่คือความผิดของนาง”

……

ท่ามกลางฝูงชนขวักไขว่ ลั่วชีเหนียงยืนอยู่ตรงหน้าที่ว่าการอำเภอ

นายอำเภอหยางหนิงมองดูสตรีผู้ที่อยู่กลางศาล นับตั้งแต่เขารับตำแหน่งนายอำเภอเฉา ยังไม่เคยพบเจอสตรีนางไหนตีกลองร้องทุกข์มาก่อน

“ผู้ที่ยืนอยู่ในศาลคือใคร!”

เมื่อเสียงไม้ปลุกสติดังขึ้น เหล่าฝูงชนก็เงียบกริบในทันใด

ลั่วชีเหนียงก้มลงคำนับอย่างเชื่องช้า จากนั้นเอ่ยอย่างใจเย็น

หยางหนิงที่เห็นการคำนับโค่วโส่ว [2] จากสตรีหนึ่งเดียวในศาล ก็ถึงกับมองหญิงชาวบ้านผู้นี้ต่างออกไป

“ผู้น้อยลั่วชีเหนียง วันนี้ขอฟ้องร้องโรงพนันสือวานสี่ข้อหาเจ้าค่ะ ข้อหนึ่ง โรงพนันสือวานตระบัดสัตย์ ข้อสอง โรงพนันสือวานไม่คำนึงถึงจรรยาบรรณ ข้อสาม โรงพนันสือวานเรี่ยไรเงินอย่างไม่ถูกต้อง และข้อสี่ โรงพนันสือวานแสวงหาผลประโยชน์โดยคิดปองร้ายถึงชีวิต”

สิ้นเสียงของลั่วชีเหนียง ผู้คนภายในศาลต่างก็พากันตกตะลึง

โรงพนันสือวาน ในอำเภอเฉามีผู้ใดบ้างไม่รู้จัก สมบัติกว่าครึ่งของทั้งอำเภอเฉาอยู่ในกำมือของโรงพนันสือวาน คนของโรงพนันสือวานในอำเภอเฉานับว่าเป็นงูเจ้าถิ่น [3] ที่เลื่องชื่อลือไกล

กระทั่งสมัยที่หยางหนิงเพิ่งมาดำรงตำแหน่งที่นี่ ก็เคยถูกคนของโรงพนันสือวานสร้างความลำบากให้เช่นกัน

ย้อนนึกถึงสมัยนั้น ความกระตือรือร้นในกายของหยางหนิงยังพลุ่งพล่าน หัวใจเปี่ยมด้วยคุณธรรม ต้องการกำจัดภัยร้ายอย่างโรงพนันสือวาน เสียดายเพียงเจ้าทุกข์มากมายกลับถูกโรงพนันสือวานข่มขู่จนหวาดกลัว ไม่ว่าเขารับรองว่าจะทวงคืนความยุติธรรมให้อย่างไร แต่คนเหล่านั้นยังคงไม่ยินยอมเป็นพยาน จึงได้แต่ปล่อยให้จบไปเช่นนั้น

ตอนนี้ จู่ๆ ก็มีคนมาฟ้องโรงพนันสือวานถึงที่ อย่าว่าแต่ชาวบ้านที่รู้สึกตื่นเต้น กระทั่งตัวหยางหนิงเองก็ตื่นเต้นจนทนไม่ไหว!

เสียงไม้ปลุกสติดัง ‘ปัง’ ซึ่งดังกว่าเมื่อครู่ไม่น้อยกว่าสามเท่า

“ลั่วชีเหนียง เจ้ามีหลักฐานหรือไม่? หากไม่มีหลักฐาน ข้าไม่ต้องการทำให้สตรีเช่นเจ้าลำบาก มาจากไหนก็กลับไปทางนั้น วันนี้ข้าจะถือเสียว่าเป็นเรื่องขำขัน เห็นแก่ความไม่รู้ของเจ้าและจะไม่ถือสาหาความ!”

แม้หยางหนิงจะพูดเช่นนี้ แต่ในใจกลับรู้สึกว่าหญิงชาวบ้านที่สามารถคำนับแบบโค่วโส่วได้ผู้นี้จะต้องนำความประหลาดใจมาให้เขาอย่างแน่นอน

“กราบเรียนท่านนายอำเภอ ผู้น้อยมีหลักฐานเจ้าค่ะ”

เมื่อนึกถึงหน้าตาของคนชั่วจากโรงพนันสือวาน นางรู้สึกอึดอัดไปทั้งร่างกาย

สาเหตุที่ลั่วชีเหนียงคนเก่าถูกคนชั่วจากโรงพนันสือวานผลักจนล้ม ก็เพราะนางเข้าไปยื้อแย่งบัญชีทวงหนี้เล่มนี้จากพวกคนชั่วจนล้มหัวฟาดขอบประตูและคงเพราะเห็นเลือด พวกคนจากโรงพนันสือวานถึงพากันหนีไปอย่างขลาดเขลา อย่างไรก็ตาม คนที่โรงพนันสือวานจ้างมา ล้วนเป็นพวกนักเลงขี้เรื้อน แม้จะดูเหิมเกริมแต่ก็ไม่กล้าก่อเรื่องฆ่าคน

ส่วนบัญชีทวงหนี้เล่มนี้ คนพวกนั้นไม่ทันได้หยิบไปด้วย ทั้งหมดจึงยังคงอยู่ในสภาพเดิม

อันที่จริงนี่คงเป็นเพราะโรงพนันสือวานคิดว่าคนบ้านนอกไม่รู้จักหนังสือจึงไม่ได้เล่นตุกติก หากเป็นลั่วชีเหนียงตัวจริงก็คงรู้จักตัวหนังสือเพียงไม่กี่ตัวอย่างที่คิด แต่นางในตอนนี้คือนักเรียนดีเด่น อีกทั้งชาติก่อนยังเป็นศาสตราจารย์ฝ่ายบริหารระดับสูง อย่าว่าแต่ตัวอักษรโบราณ กระทั่งอักษรกระดองเต่า นางก็พอมีความรู้อยู่บ้าง

หยางหนิงดูบัญชีทวงหนี้ที่ลั่วชีเหนียงนำมาให้ บนนั้นระบุเรื่องที่ลั่วจิ่งซียืมเงินจากโรงพนันสือวานจำนวนหนึ่งตำลึง เพียงแต่ดูอย่างไรก็ไม่เห็นความผิดปกติอันใด

“ใต้เท้า เดิมทีผู้น้อยไม่ควรมาร้องเรียนที่ศาลแห่งนี้ หากแต่จนปัญญา โรงพนันสือวานส่งคนมาทวงหนี้ที่บ้านของผู้น้อยเมื่อหลายวันก่อน ทั้งที่ในบัญชีทวงหนี้ระบุว่าให้คืนภายในสามสิบวัน หลายวันก่อนยังไม่ถึงกำหนดเวลาคืนหนี้ แต่คนจากโรงพนันสือวานก็บุกมาทำลายข้าวของและทำร้ายกันถึงที่

อิงตามหลักแล้ว ถ้าผู้น้อยมีเงินย่อมต้องคืน หากเพียงพวกเขาพูดคุยกันดีๆ แบบปกติทั่วไป ไม่ว่าอย่างไร เราก็สามารถคืนเงินได้บางส่วน แต่พวกเขามาถึงก็เอ่ยปากขอหนึ่งร้อยตำลึง ทั้งที่ในบัญชีหนี้ระบุไว้เพียงแค่หนึ่งตำลึง และมิได้ระบุชัดเจนว่าดอกเบี้ยคือจำนวนเท่าใด? ผู้น้อยพูดเพียงไม่กี่คำ พวกเขาก็คิดทำร้ายผู้น้อยให้ถึงแก่ความตาย! ขอใต้เท้าให้ความเป็นธรรมด้วย!”

เยี่ยมยอด!

หยางหนิงมองลั่วชีเหนียง แต่ละคำพูดสอดประสานกับคำกล่าวหาสี่ข้อที่กล่าวมาอย่างพอดิบพอดี

ครั้นเมื่อถามถึงว่ามีพยานหลักฐานหรือไม่ ชาวบ้านในหมู่บ้านอันชิ่ง รวมถึงหมอหลิว ผู้ที่เห็นเหตุการณ์และทำการรักษาย่อมถูกเชิญมาขึ้นศาลด้วย

จางเฉียง รองหัวหน้าของโรงพนันสือวานเองก็เลี่ยงไม่ได้ต้องมาขึ้นศาลด้วยเช่นกัน

ใช่แล้ว จางเฉียงคิดว่าแต่ก่อนพวกเขาสั่งสม ‘ชื่อเสียง’ ในอำเภอเฉามาช้านาน แม้กระทั่งนายอำเภออย่างหยางหนิงก็จนปัญญาทำอะไรไม่ได้ ด้วยเหตุนี้จึงไม่ได้รู้สึกว่าการมาขึ้นศาลครั้งนี้จะมีปัญหายุ่งยากอะไร

จวบจนหลักฐานทั้งพยานวัตถุและพยานบุคคลเพียบพร้อม โรงพนันสือวานไม่เพียงเรี่ยไรเงินอย่างผิดกฎหมาย กระทั่งมีส่วนข้องแวะกับเรื่องทำร้ายผู้คนจนถึงแก่ความตาย นี่จึงทำให้จางเฉียงตกใจ

“ท่านนายอำเภอ ข้าน้อยเป็นเพียงผู้ดูแลของโรงพนัน ไหนเลยจะรู้เรื่องที่พวกนั้นทำกัน นอกจากนี้ โรงพนันของเราก็จ้างงานคนพวกนั้นเป็นครั้งคราว แล้วมันเกี่ยวอันใดกับโรงพนันของเราเล่าขอรับ! ไม่แน่ว่าอาจจะมีคนหยิบยืมชื่อเสียงของโรงพนันสือวาน เที่ยวก่อเรื่องข้างนอกก็เป็นได้ ใต้เท้าต้องให้ความเป็นธรรมแก่ข้าน้อยและโรงพนันสือวานด้วยนะขอรับ”

จางเฉียงไม่กล้าแข็งข้อมากนัก เขาดูออกว่าหยางหนิงผู้นี้ต้องการจัดการพวกเขา แต่ละข้อกล่าวหา นอกจากเรื่องทำร้ายคนหมายปองชีวิตที่เขาไม่กล้ายอมรับ แต่เรื่องอื่นนับว่าเป็นวิธีการทำงานของโรงพนันสือวานจริงๆ

“หึ!” ลั่วชีเหนียงหัวเราะในลำคอ “ทั่วทั้งอำเภอเฉา มีผู้ใดไม่รู้จักชื่อเสียงของโรงพนันสือวานบ้าง ใครเล่าจะกล้าอ้างชื่อโรงพนันสือวานไปก่อเรื่อง! กระทั่งทารกที่ร้องไห้เมื่อได้ยินชื่อโรงพนันสือวานยังสะดุ้งตกใจกลัวไม่กล้าร้อง ผู้ดูแลจางคงมิได้ล้อกันเล่นหรอกกระมัง?”

“หญิงชาวบ้านไร้การศึกษา! โรงพนันสือวานของข้ารับประกันความปลอดภัยในอำเภอเฉา ทำให้ชาวเมืองอำเภอเฉามิต้องรำคาญกับเสียงเด็กร้องไห้ นั่นคือสิ่งที่โรงพนันสือวานสมควรกระทำ เกี่ยวอันใดกับสตรีอย่างเจ้า?” จางเฉียงเพิ่งจะตระหนักรู้เมื่อครู่ว่า เรื่องราวทั้งหมดในวันนี้คือสิ่งที่หญิงผู้นี้ปลุกปั่นขึ้นมา เมื่อเห็นนางเอ่ยปาก ก็ข่มเหงกันอย่างไม่ไว้หน้า “นอกจากนี้ ข้าคุยกับใต้เท้าอยู่ ผู้ใดให้เจ้าพูดแทรกได้กัน!”

“แน่นอนข้าน้อยไม่อาจรบกวนการสนทนาของใต้เท้า เพียงแต่ข้าน้อยขอถามท่านผู้ดูแลจาง เหตุใดต้องส่งลูกชายข้าน้อยเข้าคุกอย่างไร้เหตุผล? ขอถามท่านผู้ดูแลจางว่ามีหมายจับกุมของทางการหรือไม่?

อะไรกัน พูดไม่ออกหรือ? เมื่อครู่จ้าวเจียโกวสารภาพหมดแล้ว เจ้าให้น้องภรรยาที่เป็นมือปราบจับลูกชายข้าเข้าคุก กระทั่งไปป่าวประกาศเรื่องนี้ในหมู่บ้านอันชิ่งจนทั่ว!

จางเฉียง เจ้ามีอำนาจอันใดกันถึงทำเช่นนี้! เจ้ามีจุดประสงค์อันใดกันแน่?” นางถูกกระตุ้นเปลวไฟในใจ ดวงตาคู่นั้นจดจ้องจางเฉียงเสมือนมีไฟปะทุ ราวกับเสี้ยววิถัดมาจะแผดเผาเขาให้มอดไหม้ก็ไม่ปาน

“เดิมทีแค่เงินหนึ่งตำลึง แม้ว่าต้องขายหม้อไหกะละมังก็สามารถคืนได้แน่ แต่ตอนนี้พวกเจ้าให้ลูกชายข้าแบกรับชื่อเสียงที่เสียหาย ภายภาคหน้าลูกชายข้าจะเผชิญหน้าต่อผู้คนอย่างสง่าผ่าเผยได้เยี่ยงไร? ลูกชายข้าต้องใช้ชีวิตเยี่ยงไร? ”

จางเฉียงถูกนางเค้นถามจนเหงื่อตก อย่างอื่นยังพอบ่ายเบี่ยงได้ แต่เรื่องที่น้องภรรยาจับคนไปขังนั้น มันมาจากความคิดของเขาเองจริงๆ

หากแต่นี่เป็นถึงน้องภรรยาของตน เห็นทีคราวนี้คงปฏิเสธได้ยากเสียแล้ว

-----

[1] เจรจากับเสือเพื่อหวังหนังเสือ หมายถึง เจรจากับคนร้ายเพื่อให้สละผลประโยชน์ของตัวเอง เป็นเรื่องที่ทำไม่ได้

[2] การคำนับแบบโค่วโส่ว (叩首礼) คือ การโค้งคำนับเช่นนี้เห็นได้บ่อยในผู้ใต้บังคับบัญชาทำความเคารพผู้บังคับบัญชา ผู้เยาว์คำนับผู้อาวุโส เพื่อแสดงความเคารพ เทิดทูนและมีความหมายของการวิงวอน ตอนที่คำนับ จะถอดหมวด คุกเข่าซ้าย ตามด้วยเข่าขวา สะบัดแขนเสื้อหนึ่งครั้ง สองมือวางบนพื้นและโค้งศีรษะจรดพื้นสามครั้ง

[3] งูเจ้าถิ่น หมายถึง ผู้มีอิทธิพลในท้องถิ่น

หากคุณนักอ่านชอบเรื่องนี้ สามารถกดเก็บเข้าชั้น / Comment เพื่อเป็นกำลังใจให้กับผู้แปลและนักเขียนกันเยอะ ๆ นะคะ ^^

เมื่อยอดเก็บเข้าชั้นถึง 3,000 คน

จะแจกตอนฟรีเพิ่มเป็นวันละ 3 ตอน เป็นเวลา 5 วันเต็มๆค่ะ ^^

อ่านต่อนิยายเรื่องนี้

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...