โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ไลฟ์สไตล์

ความเป็นมาของ "ชิโน-โปรตุกิส" เอกลักษณ์แห่งเคหสถานร่วมสมัยของภูเก็ต

ศิลปวัฒนธรรม

อัพเดต 01 ก.ค. 2567 เวลา 02.15 น. • เผยแพร่ 30 มิ.ย. 2567 เวลา 22.10 น.
ถนนพังงา ถนนสายใหม่จากการขยายตัวเมือง

ชิโน-โปรตุกิส (Sino-Portuguese) สถาปัตยกรรมร่วมสมัยอันทรงคุณค่า เป็นผลงานชิ้นสำคัญที่มีเอกลักษณ์เฉพาะตัว สามารถถ่ายทอดเรื่องราวของบริบททางสังคมในอดีตของ “เมืองภูเก็ต” ได้เป็นอย่างดี

ชิโน-โปรตุกิส ถือกำเนิดขึ้นในดินแดนแหลมมลายูในยุคสมัยแห่งจักรวรรดินิยมของตะวันตก เมื่อประมาณพุทธศักราช 2054 โดยชาวโปรตุเกส ในช่วงเวลาเดียวกันนี้มีชาวจีนเดินทางเข้ามาพำนักอาศัยตั้งถิ่นฐานอยู่ในดินแดนแถบนี้แล้ว เพื่อทำการค้าขายกับชาวมาเลย์ซึ่งเป็นชาวพื้นเมือง ต่อมาด้วยความใกล้ชิดผูกพันกันจึงทำให้ชาวจีนและชาวมาเลย์แต่งงานเป็นครอบครัวเดียวกัน เกิดเป็นสายสัมพันธ์ใหม่ ขนานนามว่าชาว “บ้าบ๋า” หมายถึงลูกชาย และชาว “ย่าหยา” หมายถึงลูกสาว

ครั้นต่อมาเมื่อโปรตุเกสเข้ามาตั้งถิ่นฐานและทำการค้าขายบริเวณเมืองท่ามะละกา ก็ได้นำศิลปวัฒนธรรมตลอดจนวิทยาการตะวันตกเข้ามาเผยแพร่ด้วยเช่นกัน

ในช่วงเวลาที่โปรตุเกสอาศัยอยู่ได้ดำเนินการสร้างเคหสถานที่พักอาศัยไว้ ด้วยการออกแบบสถาปัตยกรรมตามความรู้และประสบการณ์ของตน จึงทำให้ผลงานสถาปัตยกรรมนั้นมีรูปแบบแนวตะวันตก และในขณะเดียวกันได้ให้ช่างชาวจีนนำแบบแปลนของเคหสถานที่ได้ไปดำเนินการก่อสร้าง

แต่ด้วยความรู้และประสบการณ์ ประกอบกับความเชื่อที่สืบเนื่องมาจากบริบททางสังคมจีนของช่างชาวจีน จึงทำให้ผลงานการก่อสร้างอาคารบ้านเรือนเพี้ยนไปจากในแบบแปลนที่โปรตุเกสได้วางไว้ โดยช่างชาวจีนได้ตกแต่งลวดลายสัญลักษณ์ รวมถึงลักษณะรูปแบบบางส่วนของตัวอาคารตามคติความเชื่อของจีน เกิดการผสมผสานกันระหว่างสถาปัตยกรรมโปรตุเกสและจีน เป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัวขึ้นท่ามกลางสังคมของกลุ่มชน 3 เชื้อชาติ อันได้แก่โปรตุเกส จีน และ มาเลย์ ในดินแดนแหลมมลายูตั้งแต่บัดนั้นเป็นต้นมา

ครั้นต่อมาเมื่อดัตช์และอังกฤษเข้ามามีอิทธิพลในดินแดนแถบนี้ ก็ได้ปรับปรุงรูปแบบของอาคารดังกล่าวโดยดัดแปลงและสอดแทรกรูปแบบตามแบบของตน มีการปรับลักษณะการก่อสร้างรวมไปถึงลวดลายต่างๆ เพิ่มเติมลงไป

เป็นต้นว่า พื้นที่ด้านหน้าประตูทางเข้าออกของตัวอาคารตึกแถวเพื่อการพาณิชย์แต่ละหลัง เว้นพื้นที่ว่างไว้ใต้ชายคา และเจาะทะลุฝาผนังด้านข้างของพื้นที่ดังกล่าวของอาคารแต่ละหลังให้ติดต่อกัน โดยกำหนดให้มีขนาดความกว้าง 5 ฟุต ซึ่งเป็นอิทธิพลของอังกฤษในการบังคับใช้เป็นกฎหมายในสิงคโปร์ ซึ่งเป็นดินแดนอาณานิคมในช่วงพุทธศักราช 2367-2500 เพื่อใช้เป็นทางเท้าสาธารณะ ที่ออกแบบให้มีประโยชน์ใช้สอยเหมาะสมกับสภาพภูมิอากาศของดินแดนแถบนี้ มีชื่อเรียกเป็นภาษาท้องถิ่นว่า “หง่อคาขี่” แปลว่า ทางเท้ากว้าง 5 ฟุต โดยคำว่า “หง่อ” เป็นภาษาฮกเกี้ยน แปลว่า 5 และ “คาขี่” เป็นภาษามลายู แปลว่าฟุต

การก่อสร้างเคหสถานในรูปแบบนี้ได้แพร่หลายไปยังดินแดนต่างๆ ในแหลมมลายู จึงสามารถพบเห็นได้ ณ เมืองท่ามะละกา สิงคโปร์ ปีนัง เป็นต้น มีชื่อเรียกลักษณะการก่อสร้างอาคารในรูปแบบนี้ว่า “สถาปัตยกรรมแบบชิโน-โปรตุกิส” คำว่า“ชิโน” หมายความถึงชาวจีน และคำว่า “โปรตุกิส” หมายความถึงชาวโปรตุเกส แม้ว่าอังกฤษและดัตช์จะเข้ามามีอิทธิพลในการผสมผสานศิลปะของตนเข้าไปในยุคหลังก็ตาม

ครั้นถึงยุคสมัยขอ งพระยารัษฎานุประดิษฐ์มหิศรภักดี (คอซิมบี้ ณ ระนอง) สมุหเทศาภิบาลมณฑลภูเก็ต ในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ท่านเป็นผู้ที่พัฒนาเมืองภูเก็ตให้เจริญในทุกด้าน โดยเฉพาะในด้านการวางผังเมืองภูเก็ตใหม่ ที่ได้นำรูปแบบมาจากเมืองปีนัง มีลักษณะแบบบล็อก ซึ่งได้รับอิทธิพลจากวิทยาการสมัยใหม่ของตะวันตก โดยเริ่มจากใจกลางเมืองคือถนนถลาง ซึ่งเป็นหัวตลาด ไปจนถึงถนนกระบี่ ซึ่งเป็นท้ายตลาด มีชื่อเรียกเป็นภาษาท้องถิ่นว่า “ตั่วโพ้” และ “เสี่ยโบ้ย” ตามลำดับ และตัดถนนใหม่ในลักษณะขวางตัดกับถนนถลางเป็นมุมฉากใช้ชื่อว่าถนนเยาวราช นับเป็นการวางผังเมืองใหม่ในระยะแรก ซึ่งเดิมเป็นเพียงถนนดินลูกรังสายเล็กๆ สำหรับเกวียนและทางเดินเท้า มีบ้านเรือนกระจัดกระจายอยู่ทั่วไปอย่างไม่เป็นระเบียบ

ผลจากการวางผังเมืองใหม่ ประกอบกับความสัมพันธ์ทางการค้าระหว่างเมืองภูเก็ตและปีนังที่เจริญเฟื่องฟู ทำให้ศิลปวัฒนธรรม วิทยาการใหม่ๆ รวมไปถึงรูปแบบการก่อสร้างอาคารบ้านเรือนแบบชิโน-โปรตุกิสแพร่หลายเข้ามาสู่เมืองภูเก็ตด้วยเช่นกัน แล้วดำเนินการก่อสร้าง ณ บริเวณใจกลางตลาดที่ได้วางผังเมืองไว้ รวมไปถึงบริเวณริมฝั่งคลองบางใหญ่ ซึ่งเป็นเส้นทางน้ำสายหลัก เศรษฐกิจเจริญเฟื่องฟูขึ้นเรื่อยๆ การขยายตัวเมืองจึงเพิ่มขึ้นเป็นเงาตามตัว มีการตัดถนนสายใหม่เพิ่มขึ้น ได้แก่ ถนนพังงาและถนนดีบุก เป็นต้น จึงสามารถพบเห็นอาคารเหล่านี้ได้บนถนนสายนี้ด้วยเช่นกัน ส่วนใหญ่มักจะถูกสร้างขึ้นโดยนักธุรกิจเหมืองแร่ดีบุกชาวจีนผู้ที่มีฐานะร่ำรวยมาจากความขยันอดทน

การก่อสร้างอาคารบ้านเรือนสไตล์ชิโน-โปรตุกิส มีอยู่ด้วยกัน 2 ลักษณะ ได้แก่อาคารตึกแถวเพื่อการพาณิชย์ ส่วนใหญ่สามารถพบเห็นได้ ณ บริเวณย่านการค้าเก่าใจกลางเมือง และคฤหาสน์บริเวณกว้าง เรียกว่า “อังหม่อหลาว” แปลว่าคฤหาสน์แบบฝรั่ง มาจากคำว่า“อังหม่อ” แปลว่าฝรั่ง และคำว่า “หลาว” แปลว่าคฤหาสน์ ซึ่งเป็นภาษาของชาวจีนฮกเกี้ยน เป็นคำที่คนในท้องถิ่นกล่าวขานถึงรูปลักษณ์ของสถาปัตยกรรมที่แปลกตาในสมัยนั้น และยังคงใช้เป็นชื่อเฉพาะมาจนถึงปัจจุบัน

จากการที่ได้มีโอกาสสัมผัสความงามของอาคารเก่าเหล่านี้ นอกจากจะทำให้ผมรู้สึกประทับใจในการสร้างสรรค์อมตะผลงานของบรรพบุรุษแล้ว ยังทำให้รับรู้ถึงเรื่องราวอันรุ่งโรจน์ในอดีตที่นำพาความรุ่งเรืองมาถึงปัจจุบัน และเป็นการสมควรยิ่งที่จะร่วมกันรักษาเอกลักษณ์ที่ดีงามเหล่านี้ไว้เป็นประจักษ์พยานแห่ง “อารยธรรม” เพื่อการสร้างสรรค์อนาคตสืบต่อไป

อ่านเพิ่มเติม :

สำหรับผู้ชื่นชอบประวัติศาสตร์ ศิลปะ และวัฒนธรรม แง่มุมต่าง ๆ ทั้งอดีตและร่วมสมัย พลาดไม่ได้กับสิทธิพิเศษ เมื่อสมัครสมาชิกนิตยสารศิลปวัฒนธรรม 12 ฉบับ (1 ปี) ส่งความรู้ถึงบ้านแล้ววันนี้!! สมัครสมาชิกคลิกที่นี่

บรรณานุกรม :

กุศล เอี่ยมอรุณ. (2543). คู่มือนำเที่ยวภูเก็ต. กรุงเทพฯ : สารคดี.

เทศบาลเมืองภูเก็ต. (2543).คู่มือเดินชมเมือง ชุดเมืองเก่าภูเก็ต. กรุงเทพฯ : สำนักงานเทศบาลเมืองภูเก็ต.

สำราญ บุณยัษเฐียร. (2537). จากการติดต่อส่วนบุคคล. 18 กุมภาพันธ์.

โอภาส สุกใส และคณะ. (2533). ภูเก็ต ’33. กรุงเทพฯ : ฝ่ายจัดทำหนังสือที่ระลึกและเอกสารประชาสัมพันธ์ กองประชาสัมพันธ์การแข่งขันกีฬาเยาวชนแห่งชาติ ครั้งที่ 6.

เผยแพร่ครั้งแรกในระบบออนไลน์ เมื่อ 10 กุมภาพันธ์ พ.ศ.2562

อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : ความเป็นมาของ “ชิโน-โปรตุกิส” เอกลักษณ์แห่งเคหสถานร่วมสมัยของภูเก็ต

ติดตามข่าวล่าสุดได้ทุกวัน ที่นี่
– Website : https://www.silpa-mag.com

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...