โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ย้อนรอย "Pea Soup Fog" หมอกควันพิษในประวัติศาสตร์ลอนดอนที่คร่าชีวิตผู้คนนับหมื่น!

Dek-D.com

เผยแพร่ 28 ม.ค. 2562 เวลา 03.08 น. • DEK-D.com
เมื่อหมอกหนาที่เห็นไม่ใช่หมอกธรรมดา แต่คร่าผู้คนกว่าหมื่นชีวิต!

สวัสดีค่ะชาวDek-Dปัญหาเรื่องฝุ่น PM2.5 ที่เกิดขึ้นในกรุงเทพฯ ตอนนี้ ถือเป็นประเด็นสำคัญที่ประชาชนอย่างเราๆ ควรติดตามอย่างต่อเนื่อง และคอยช่วยกันเตือนคนใกล้ชิดให้ใส่หน้ากากป้องกันเพื่อรักษาสุขภาพด้วยเช่นกัน อย่างวันก่อน พี่วุฒิได้เล่าถึงประเด็น “'เกาหลี' รับมืออย่างไร เมื่อปัญหาฝุ่นละอองครองเมือง?” กันไปแล้ว (พี่ว่าที่นู่นเค้ามีมาตรการรับมือที่ดีเลยแหละ!) แต่บางคนอาจยังไม่ค่อยเข้าใจว่าเจ้าฝุ่นที่ว่านี้มันส่งผลเสียต่อสุขภาพอย่างไรบ้าง วันนี้ พี่เยลลี่เลยขอยกเรื่องของหมอกควันพิษในประวัติศาสตร์อังกฤษที่คร่าชีวิตประชาชนเป็นจำนวนมากมาให้น้องๆ ได้อ่านกัน แล้วมันเกิดอะไรขึ้นกันแน่? เราไปหาคำตอบกันดีกว่าค่ะ

Photo Credit: https://www.dailymail.co.uk/
เหตุการณ์ที่พี่กำลังพูดถึงนี้คือ “Great Smog of London”ที่เกิดขึ้นในกรุงลอนดอน ประเทศอังกฤษ เมื่อวันที่ 5-9 ธันวาคม ปี 1952บางคนก็เรียกว่า“Pea Soup Fog”ที่แปลว่า หมอกซุปถั่ว เนื่องจากหมอกที่เกิดขึ้นในตอนนั้นเรียกได้ว่าหนามากๆ แถมมีสีอมเหลือง อมเขียว เหมือนกับซุปถั่วนั่นเองค่ะ
ที่จริงแล้วปัญหาเรื่องมลพิษในอากาศจะเรียกว่าเป็นสิ่งที่คนลอนดอนสมัยก่อนคุ้นเคยดีก็ว่าได้ เพราะในยุคนั้นอังกฤษยังใช้พลังงานจากถ่านหินเป็นหลัก และถ่านหินที่ใช้กันในประเทศส่วนใหญ่เป็นถ่านหินอ่อนซึ่งมีคุณภาพต่ำ ในขณะที่ถ่านหินที่มีคุณภาพดีกว่านิยมส่งออกไปต่างประเทศแทน ซึ่งการเผาถ่านหินนี้เองทำให้เกิดเขม่าดำ ฝุ่นละออง รวมไปถึงสารพิษอย่างซัลเฟอร์ไดออกไซด์ที่เป็นอันตรายต่อร่างกายเมื่อหายใจเข้าไป หากถามว่าร้ายแรงขนาดไหน ก็คือในระดับคนที่สูดดมเข้าไปในปริมาณมากเสียชีวิตได้เลยล่ะค่ะ

*แล้ว “หมอกซุปถั่ว” เกิดขึ้นได้ยังไงกัน? *

Photo Credit: https://www.dailymail.co.uk/
ก่อนหน้านี้แม้อากาศในเมืองจะไม่ดีสักเท่าไหร่ แต่ผู้คนก็ยังใช้ชีวิตได้เพราะยังมีการถ่ายเทอากาศไปมา จนกระทั่งถึงหน้าหนาวช่วงต้นเดือนธันวาคม ปี 1952 อากาศปีนั้นหนาวเย็นกว่าปกติ ทำให้ประชาชนทั่วไปใช้ถ่านหินในการจุดเตาผิงเพิ่มความอบอุ่นในบ้านเป็นจำนวนมากขึ้น โรงงานอุตสาหกรรมต่างๆ ก็ยังใช้ถ่านหินและผลิตเขม่าควันปริมาณมากตามเคยกิจวัตรประจำวันของทุกคนดำเนินไปตามที่ควรจะเป็น แต่ในวันที่ 5 ธันวาคม กรุงลอนดอนกลับถูกปกคลุมไปด้วยหมอกหนาชนิดที่ว่าก้มลงมองเท้าตัวเองยังไม่เห็น

Photo Credit: https://www.dailymail.co.uk/
ไม่มีใครตระหนกว่าหมอกนี้มาจากไหน เพราะเป็นเรื่องธรรมดาที่เกิดหมอกในลอนดอน แต่ความโชคร้ายคือตรงนี้แหละค่ะ ในตอนนั้นพื้นที่ในกรุงลอนดอนเกิดการผกผันของอุณหภูมิขึ้น ทำให้อุณหภูมิต่ำลงพร้อมกับความกดอากาศสูงขึ้น เป็นสาเหตุให้อากาศร้อนลอยตัวขึ้นไปอยู่ข้างบนและอากาศเย็นไหลลงมาอยู่ข้างล่างแทนดูเผินๆ แล้วเหมือนจะดีใช่มั้ยคะ แต่เจ้าอากาศเย็นที่ว่านี้ทำให้ลมที่เคยมีนิ่งสนิท บรรดามลพิษทางอากาศที่ควรถูกพัดปลิวกระจายไปจึงลอยต่ำอยู่ภายในเมือง ส่งผลให้ลอนดอนกลายเป็นเมืองใต้หมอกพิษไปโดยสมบูรณ์

ผลกระทบจากหมอกพิษในเมืองหลวง

Photo Credit: https://www.dailymail.co.uk/
เจ้าหมอกที่ว่านี้หนามากขนาดที่ในบางพื้นที่ไม่สามารถมองเห็นเท้าตัวเองขณะเดินอยู่เลยล่ะค่ะ หนำซ้ำการคมนาคมทุกอย่าง ไม่ว่าจะเป็นรถไฟ เรือ และเครื่องบินต่างหยุดชะงักไปหมด เพราะวิสัยทัศน์ในการมองเห็นต่ำเตี้ยเรี่ยดินสุดๆ มีเพียงรถไฟใต้ดินเท่านั้นที่ยังใช้ได้ แม้กระทั่งคนเดินเท้าก็ต้องคอยระวังไม่ให้ลื่นล้มจากคราบเขม่ามันดำที่เคลือบไปทั่วทางเท้า

Photo Credit: https://www.dailymail.co.uk/
ในขณะเดียวกันเจ้าหน้าที่ก็ออกมาเตือนพ่อแม่ให้ดูแลเด็กๆ แต่ภายในบ้าน เพราะอาจพลัดหลงกันได้ นอกจากนี้ในระหว่างที่หมอกปกคลุมอัตราการเกิดอาชญากรรมก็มากขึ้นด้วยเช่นกัน ทั้งชิงทรัพย์ ปล้น และล้วงกระเป๋า บรรดาโจรทั้งหลายต่างฉวยโอกาสก่อเหตุในตอนนี้เพราะหมอกหนามากเสียจนไม่สามารถมองเห็นได้ว่าใครเป็นคนลงมือ
ที่สำคัญคือหมอกซุปถั่วนี้ไม่ได้อยู่แค่ข้างนอกเท่านั้น แต่มันยังแทรกเข้าไปภายในอาคารได้อีกด้วย กระทั่งโรงหนังยังต้องปิดให้บริการเพราะคนไม่สามารถมองเห็นจอได้เลย

“หมอกซุปถั่ว” หมอกพิษที่อันตรายถึงชีวิต!

Photo Credit: https://www.dailymail.co.uk/
อย่างที่พี่บอกไปก่อนหน้านี้ว่าหมอกควันที่เกิดขึ้นไม่ใช่หมอกธรรมดา แต่เป็นหมอกพิษร้ายแรงและส่งผลต่อสุขภาพร่างกายโดยตรง โดยเฉพาะกับเด็ก ผู้สูงอายุ และคนที่มีปัญหาเกี่ยวกับระบบหายใจ แต่กว่าที่คนจะตระหนักได้ว่ามันอันตรายก็ตอนที่โลงศพและช่อดอกไม้ขาดตลาดนั่นแหละค่ะ เพียงแค่ 5 วันที่หมอกควันพิษปกคลุมลอนดอนตัวเลขของผู้เสียชีวิตด้วยโรคหลอดลมอักเสบและปอดอักเสบสูงขึ้นถึง 7 เท่า และอัตราการตายในย่านอีสต์เอนด์ (East End) ก็พุ่งมาถึง 9 เท่าเลยทีเดียว นับแค่จำนวนคนที่เสียชีวิตทันทีจากเหตุการณ์นั้นก็สูงถึง 4,000 คนแล้วค่ะ ซึ่งในภายหลังนักวิชาการหลายคนก็ออกมาบอกว่า มีคนเสียชีวิตจากเหตุการณ์นี้อย่างน้อย 8,000 คน และอาจสูงถึง 12,000 คนเลยด้วยซ้ำ แถมยังมีอีกกว่า 100,000 รายที่ได้รับผลกระทบด้านสุขภาพอีกต่างหาก

“กฎหมายอากาศสะอาด” มาตรการที่รัฐบาลอังกฤษเริ่มขึ้นหลังเหตุการณ์

Photo Credit: https://www.dailymail.co.uk/
เนื่องจากหมอกเป็นปรากฎการณ์ธรรมชาติที่เกิดขึ้นเป็นปกติในลอนดอน ทำให้ไม่มีใครตื่นตัวกับเรื่องนี้เลย ซึ่งนั่นก็รวมไปถึงรัฐบาลด้วยเช่นกันค่ะ อย่างไรก็ตามในวันที่ 9 ธันวาคม หมอกพิษก็ค่อยๆ สลายตัวเนื่องจากลมทางฝั่งตะวันตกพัดมา หลังเหตุการณ์ผ่านพ้น รัฐสภาอังกฤษได้ออก “กฎหมายอากาศสะอาด”(Clean Air Act) ในปี 1956 เพื่อแก้ไขปัญหามลพิษโดยจำกัดการเผาถ่านหินในเขตเมือง และให้อำนาจเทศบาลท้องถิ่นในการจัดตั้งเขตปลอดบุหรี่ขึ้น รวมไปถึงให้เงินสนับสนุนแต่ละบ้านเพื่อเปลี่ยนการใช้ถ่านหินมาเป็นพลังงานทางเลือกอื่นๆ เช่น ใช้ก๊าซ น้ำมัน หรือไฟฟ้าแทน พี่ว่าน่าชื่นชมรัฐบาลอังกฤษที่มองเห็นปัญหาและหาทางแก้ไขอย่างจริงจัง แม้จะใช้เวลาปี แต่ในที่สุดก็เห็นผลดีตามมาแบบในปัจจุบันค่ะ

แม้อากาศในกรุงเทพฯ ตอนนี้จะไม่ได้เลวร้ายเท่าเหตุการณ์หมอกซุปถั่ว แต่น้องๆ ก็ควรตระหนักถึงอันตรายจากฝุ่นที่สามารถเกิดขึ้น รวมไปถึงป้องกันสุขภาพตัวเองให้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้นะคะ ดูแลตัวเองกันดีๆ จ้า ด้วยความเป็นห่วงจากพี่ที่กำลังจะไปตุนหน้ากากอนามัย ฮือ T T
Sources:
https://www.history.com/news/the-killer-fog-that-blanketed-london-60-years-ago
https://en.wikipedia.org/wiki/Great_Smog_of_London
https://en.wikipedia.org/wiki/Pea_soup_fog
http://www.nickelinthemachine.com/2008/11/a-proper-pea-souper-the-terrible-london-smog-of-1952/

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...