โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ไลฟ์สไตล์

เบื้องหลังปธน.อเมริกันเยือนสยามสมัยรัชกาลที่ 5 เผยวาระซ่อนเร้นบนเวทีการเมืองโลก

ศิลปวัฒนธรรม

อัพเดต 20 ม.ค. 2564 เวลา 00.47 น. • เผยแพร่ 20 ม.ค. 2564 เวลา 00.17 น.
รัชกาลที่ 5 ทรงต้อนรับนายกร้านท์และภริยา ณ พลับพลาหน้าพระที่นั่ง ภายในพระบรมมหาราชวัง พ.ศ. 2422

กรุงรัตนโกสินทร์มีความสัมพันธ์กับชาติตะวันตกมาหลายร้อยปี แต่ถ้าถามคนสมัยปัจจุบันว่าคนไทยคุ้นเคยกับฝรั่งชาติใดมากที่สุด คำตอบน่าจะเป็นสหรัฐอเมริกา เพราะชาวอเมริกันแสดงความเป็นมิตรกับไทยมาตั้งแต่ต้นและไม่เคยแสดงท่าทีเบียดเบียนคนไทย

ทว่าในเชิงประวัติศาสตร์แล้วเรากลับรู้จักคนอเมริกันน้อยมาก ผู้นำประเทศที่เคยมาปรากฏตัวในราชสำนักไทยคนหนึ่ง เขาเป็นถึงประธานาธิบดี และเคยเดินทางเข้ามาแสดงสุนทรพจน์ต่อพระพักตร์รัชกาลที่ 5 มาแล้ว เขาเป็นใครและอะไรคือสาเหตุของการมา?

เมื่อเอ่ยชื่อคนอเมริกันต่อไปนี้ คนไทยจำนวนไม่น้อยอาจจะเคยได้ยินชื่อผ่านหูมาบ้าง เช่น หมอบรัดเลย์ (Dr. Bradley) หมอเฮ้าส์ (Dr. House) และหมอมัตตูน (Dr. Mattoon) 3 ท่านนี้เป็นหมอสอนศาสนาที่เราเรียกมิชชันนารี มีชื่อเสียงโด่งดัง เป็นผู้ริเริ่มการรักษาโรคแผนใหม่ เช่น การผ่าตัด การฉีดวัคซีน หมอบรัดเลย์ยังคิดสร้างเครื่องพิมพ์ดีดไทย และผลิตหนังสือพิมพ์ให้คนไทยได้อ่าน แต่คนกลุ่มนี้ก็เป็นเพียงสามัญชน ที่คลุกคลีอยู่กับประชาชนในระดับล่างเท่านั้น

ชาวอเมริกันชุดหลังที่เดินทางตามชุดแรกเข้ามาห่างกันครึ่งศตวรรษ หากมีบทบาทอย่างมากทางการเมือง มีอาทิ ดร. เอดเวิร์ด สโตรเบล (Dr. Edward Strobel) นายเวสเตนการ์ด (Jen I. Westengard) และ ดร. บี. แซร์ (Dr. Francis B. Sayre) แต่ 3 ท่านนี้ก็มิได้เป็นผู้เบิกทางตัวจริงในสมัยของท่าน ยังมีบุคคลสำคัญอีกท่านหนึ่งเป็นผู้บุกเบิกหนทางไว้ให้แก่คนรุ่นหลัง ท่านคือประธานาธิบดีคนที่ 18 ของสหรัฐ มีนามว่า ประธานาธิบดีกร้านท์ (President Ulysees S. Grant)

นายกร้านท์เดินทางเข้ามากรุงเทพฯ ในปี พ.ศ. 2422 (ค.ศ. 1879) และใช้เวลา 6 วันอยู่ที่นี่ ระหว่างวันที่ 11-16 เมษายน ได้เข้าเฝ้าพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว (ต่อไปจะเรียกสั้นๆ ว่ารัชกาลที่ 5 – ผู้เขียน) และได้สร้างภาพพจน์แห่งมิตรภาพและความน่าเชื่อถือไว้จนพัฒนาเป็นบรรทัดฐานของความสัมพันธ์ระยะยาวในสมัยต่อๆ มา

กร้านท์ ก็คือ นายพลกร้านท์ (General Grant) อดีตแม่ทัพฝ่ายเหนือในสมัยของประธานาธิบดีลิงคอล์น กร้านท์สร้างวีรกรรมในฐานะวีรบุรุษแห่งชาติในสงครามกลางเมืองระหว่างรัฐอเมริกันฝ่ายเหนือกับฝ่ายใต้ อันเนื่องมาจากการขัดผลประโยชน์ระหว่างคน 2 ฝ่าย และความต้องการจะเลิกทาสของคนอเมริกันฝ่ายเหนือ ซึ่งตัดสินกันด้วยสงคราม โดยที่ฝ่ายเหนือเป็นผู้มีชัยชนะ ซึ่งนอกจากจะสามารถยกเลิกระบบทาสได้แล้ว ชาวภาคเหนือยังเป็นผู้ควบคุมนโยบายหลักของรัฐบาลกลางในการบริหารงานของประเทศทันทีที่สงครามยุติ[3]

ภาพลักษณ์และสาเหตุการมาเยือนของนายกร้านท์

ผู้เขียนสนใจเรื่องความสัมพันธ์ไทย-สหรัฐมาเป็นเวลานาน และได้ค้นคว้าเรื่อยมาถึงความต่อเนื่อง ภายหลังที่ทราบว่าประธานาธิบดีอเมริกันคนหนึ่งก็เคยเดินทางเข้ามายังบางกอก ปัญหามีอยู่ว่าประวัติศาสตร์ไทยมิได้บันทึกเรื่องนี้เอาไว้เลย จึงได้เริ่มสืบหาข้อมูลจากต้นทางซึ่งน่าจะมีอยู่บ้าง ในรอบ 10 ปีที่ผ่านมาพบว่ามีหนังสืออยู่ 4 เล่ม ที่เขียนเรื่องกร้านท์มาเยือนกรุงเทพฯ แต่ข้อมูลจำเพาะนี้ก็ระบุอยู่ภายใต้ประเด็นหลักของหนังสืออ้างถึงการเดินทางรอบโลกของเขา และมีอยู่เล่มเดียวเท่านั้นที่มีภาพประกอบ

“คำนำ” ของหนังสือทั้ง 4 เล่มเขียนตรงกันว่า มันเป็นเหตุการณ์สำคัญเรื่องหนึ่งในประวัติศาสตร์โลกสมัยใหม่ โดยที่ตั้งแต่ยุคของพระเจ้านโปเลียนที่ 1 สิ้นสุดลงก็ยังไม่มีใครสามารถสร้างชื่อเสียงได้อีกเช่นกร้านท์ ชัยชนะของนายพลท่านนี้ได้ทำให้อเมริกาอยู่รอดปลอดภัย ท่านจึงเป็นที่ยกย่องสรรเสริญของชาวอเมริกันทั้งมวล[4]

เป็นครั้งแรกที่พรรคการเมืองยักษ์ใหญ่ของประเทศคือทั้งพรรคเดโมแครต (Democrat) และพรรครีพับลิกัน (Republican) ต่างพอใจส่งนายพลกร้านท์ แม่ทัพของฝ่ายเหนือเข้ารับเลือกตั้งเป็นประธานาธิบดี เนื่องจากกร้านท์เป็นวีรบุรุษผู้ยิ่งใหญ่ในฐานะผู้รักษาความเป็นเอกภาพในชาติ ทำให้เขาเรียกคะแนนนิยมสูงสุดจากประชาชนมาครองได้โดยง่าย ภาพลักษณ์ใหม่ในตำแหน่งผู้นำประเทศทำให้เขาถูกมองว่าเป็นผู้คุมชะตาโลกเช่นกันโดยไม่ลำบากนัก

พระราชินีวิกตอเรียทรงต้อนรับเขาในอังกฤษดั่งญาติสนิท และพี่น้องร่วมสายโลหิตแองโกล-แซ็กซัน จักรพรรดิผู้ยิ่งใหญ่ของยุโรป มหาราชาแห่งอินเดีย พระเจ้ากรุงสยาม และพระเจ้ากรุงญี่ปุ่น เป็นตัวอย่างของผู้ต้องการพบกร้านท์ และฝากตัวกับท่านประธานาธิบดี ในฐานะผู้นำชาติมหาอำนาจอันดับ 1 ของโลก

สาเหตุหลักของการมา ก็เพื่อเป็นการประชาสัมพันธ์ตนเองต่อโลกภายนอกโดยการเที่ยวรอบโลก ภายหลังที่ต้องตรากตรำกับสงครามกลางเมืองยาวนานถึง 8 ปี และการที่ต้องรับภาระหนักในตำแหน่งประธานาธิบดีอเมริกันติดต่อกันถึง 2 สมัย อีก 8 ปี ระหว่าง ค.ศ. 1868-76[2]และ[5]

ชาวอเมริกันหลายหมื่นคนมาส่งท่านที่ท่าเรืออย่างอาลัยอาวรณ์ และใจจดใจจ่ออยู่กับสถานที่ต่างๆ ที่ท่านจะนำธงชาติอเมริกันไปเยือน หนังสือพิมพ์ยักษ์ใหญ่ของอเมริกาคือ THE NEW YORK HERALD ได้ส่งนายยัง (John Russel Young) บรรณาธิการอาวุโสผู้มีชื่อเสียงให้ติดตามไปทำข่าวอย่างใกล้ชิด ตลอดแผนการเดินทาง 2 ปีเต็ม (ค.ศ. 1877-79) อันเป็นสิ่งที่ผู้นำโลกในอดีตไม่เคยกระทำมาก่อน

วันที่ 17 พฤษภาคม ค.ศ. 1877 เรือโดยสารชื่อ Indiana นำกร้านท์และภริยาพร้อมด้วยผู้ติดตามกลุ่มหนึ่งออกเดินทางจากฟิลาเดลเฟีย ท่ามกลางเสียงปืนใหญ่ยิงสลุต 21 นัด เรือแล่นข้ามมหาสมุทรแอตแลนติกสู่ไอร์แลนด์และอังกฤษ เพื่อต่อรถไฟท่องยุโรปในฐานะแขกของรัฐบาลเบลเยียม สวิตเซอร์แลนด์ ฝรั่งเศส อิตาลี อียิปต์ อิสราเอล ตุรกี กรีก ฮอลแลนด์ ปรัสเซีย (เยอรมนี) เดนมาร์ก นอร์เวย์-สวีเดน รัสเซีย ออสเตรีย-ฮังการี สเปน โปรตุเกส จากนั้นจึงต่อเรือเดินสมุทรอีกครั้งมุ่งหน้าสู่อินเดีย พม่า สิงคโปร์ สยาม จีน และญี่ปุ่น

เมื่อมาถึงสิงคโปร์ แผนเดิมคือจับเรือมุ่งหน้าตรงไปเมืองจีนเลย แต่พระราชสาส์นฉบับหนึ่งจากรัชกาลที่ 5 แห่งสยามส่งมายังกร้านท์ที่สิงคโปร์ ทำให้เขาเปลี่ยนแผนโดยกะทันหัน พระราชสาส์นฉบับนั้นเชื้อเชิญให้กร้านท์แวะมาเยือนบางกอกในฐานะพระราชอาคันตุกะส่วนพระองค์ ดังนั้นในวันที่ 9 เมษายน ค.ศ. 1879 (พ.ศ. 2422) กร้านท์และคณะก็ได้มากับเรือโดยสารประจำทางชื่อ Kongsee (กงสี) สู่กรุงเทพฯ[4]

ที่ท่าราชวรดิฐ สมเด็จพระเจ้าน้องยาเธอ พระองค์เจ้าภาณุรังษีสว่างวงศ์ฯ ทรงรอต้อนรับคณะของกร้านท์ แล้วทรงนำท่านเข้าพัก ณ พระราชวังสราญรมย์ ซึ่งอยู่ตรงข้ามกับพระบรมมหาราชวัง ในวันรุ่งขึ้นกร้านท์มีกำหนดการเข้าเยี่ยมคำนับบุคคลผู้มากด้วยอิทธิพลทางการเมืองคนหนึ่งของประเทศสยาม เขาก็คือ สมเด็จเจ้าพระยาบรมมหาศรีสุริยวงศ์ (ช่วง บุนนาค)

กร้านท์เข้าเยี่ยมคำนับสมเด็จเจ้าพระยาฯ

การเยี่ยมเยือนสมเด็จเจ้าพระยาฯ หรืออดีตผู้สำเร็จราชการแผ่นดินระหว่าง 5 ปีแรกในรัชกาลที่ 5 พ.ศ. 2411-16 นับเป็นข้อมูลที่หาอ่านยากชิ้นหนึ่ง ในเวลานั้นสมเด็จเจ้าพระยาฯ ได้หมดภาระหน้าที่ปกครองประเทศไปแล้ว ภายหลังรัชกาลที่ 5 ทรงบรรลุนิติภาวะมีพระชนมายุ 20 พรรษาบริบูรณ์ นับจากนี้ท่านจะมีตำแหน่งเป็นที่ปรึกษาราชการแผ่นดินเท่านั้น แต่ก็ยังเป็นผู้มีอิทธิพลที่สุดในคณะรัฐบาล

ภารกิจและชื่อเสียงของท่านโด่งดังแค่ไหน นักประวัติศาสตร์หลายท่านก็เคยบรรยายไปมากแล้ว ในที่นี้จะกล่าวเพียงว่ากิตติศัพท์ของท่านยังเป็นที่รู้จักกันในต่างประเทศ ผู้นำชาวต่างชาติมักจะถือเป็นเกียรติที่จะขอเข้าเยี่ยมคำนับในฐานะรัฐบุรุษอาวุโส และแน่นอนที่การพบปะแต่ละครั้งจะทำให้คนแปลกหน้าได้ “ข้อมูลเชิงลึก” ออกไป การมาของนายกร้านท์ ทำให้เราได้ทราบความรู้สึกของคนไทยโบราณที่มีต่อคนอเมริกัน

ในปี พ.ศ. 2422 สมเด็จเจ้าพระยาฯ อยู่ในวัยชรา อายุ 72 ปีแล้ว แต่ก็ยังแข็งแรงและกระฉับกระเฉง ท่านได้แสดงวิสัยทัศน์ในฐานะนักการเมืองอาชีพได้หนักแน่นแม่นยำ เรายังเห็นได้ว่าการที่กร้านท์มาถึงบางกอกในเย็นวันแรก แล้วขอเข้าพบสมเด็จเจ้าพระยาฯ ทันทีในเช้าวันรุ่งขึ้นก่อนใครทั้งหมด ชี้ชัดว่าท่านเป็นผู้มีบารมีเพียงใดในสายตาของกร้านท์ บันทึกการเข้าพบเขียนไว้ในลักษณะ “การสัมภาษณ์” แบบพูดจาโต้ตอบกันของชนชั้นผู้นำที่ไม่ยิ่งหย่อนไปกว่ากัน นักข่าวอเมริกันเขียนว่า

…ชายชราผู้นี้เป็นคนสำคัญระดับแนวหน้าของประเทศทีเดียว เขาเป็นขุนนางในระบอบเก่าที่ทรงอิทธิพลที่สุด และเป็นสหายของพระเจ้าแผ่นดินองค์ก่อน (คือรัชกาลที่ 4) ในรัชกาลปัจจุบันเขาเป็นผู้สำเร็จราชการแผ่นดิน (Regent) ในระยะ 5 ปีแรก และด้วยอิทธิพลของเขานี่เองทำให้รัชกาลปัจจุบันปราศจากเสี้ยนหนาม ทุกวันนี้เขาดำรงตำแหน่งประธานองคมนตรี ทั้งยังปกครองดูแลหลายจังหวัดทางภาคใต้ (คือ ราชบุรี เพชรบุรี และกาญจนบุรี เป็นต้น – ผู้เขียน) มีอาญาสิทธิ์ขาดสั่งให้คนไปตายได้ เสียงของเขาทำให้รัฐบาลต้องรับฟัง ครึ่งหนึ่งเป็นเพราะผ่านโลกมามาก อีกครึ่งหนึ่งเพราะความอาวุโสในหน้าที่การงาน

เรือของเราเคลื่อนเข้าเทียบท่าหน้าคฤหาสน์หลังใหญ่ของท่านรีเย้นท์ (คือผู้สำเร็จราชการฯ – ผู้เขียน) รอคอยอยู่ที่ท่าในชุดครึ่งยศประดับเหรียญตราเต็มหน้าอก ข้างหลังเขามีนายชานด์เลอร์ (Mr. Chandler) ชาวอเมริกันผู้อาศัยอยู่ในประเทศนี้เป็นเวลาหลายปี และรู้ภาษาไทยดี รีเย้นท์เป็นคนรูปร่างเล็กแต่ล่ำสัน ตัดผมเกรียนรอบศีรษะ เป็นผู้มีสีหน้าเคร่งขรึมอยู่เสมอ

รีเย้นท์เดินเข้ามาสัมผัสมือกับท่านกร้านท์ แล้วนำขึ้นไปยังห้องรับแขกอันหรูหรา ที่หน้าคฤหาสน์มีกองทหารจำนวนหนึ่งทำวันทยาวุธ มีกองดุริยางค์เล่นเพลงรักชาติของเรา (เพลง Star – Spangled Banner) ต่อด้วยเพลงชาติ (Hail, Columbia) เสียงดังกระหึ่มไปทั่วบริเวณ

รีเย้นท์เป็นคนมีวาจาสิทธิ์ พูดช้าๆ แต่หนักแน่น น้ำเสียงมีพลัง พูดไปพลาง คิดไปด้วย ในระหว่างการสนทนาเด็กรับใช้เสิร์ฟน้ำชาจีนอย่างดี และซิการ์คิวบาที่มีราคาแพง หลังจากครุ่นคิดอย่างรอบคอบอีกครั้ง รีเย้นท์ก็ได้กล่าวต้อนรับอย่างมั่นใจว่าชาวอเมริกันเป็นพันธมิตรของสยาม

ท่านกร้านท์กล่าวชมเชยความพยายามของผู้นำสยามที่ต้องการเปิดประเทศค้าขายกับชาวตะวันตกอย่างเสมอภาค รีเย้นท์รับฟังคำสดุดีอย่างแช่มชื่น ด้วยสีหน้าภาคภูมิใจแล้วจึงกล่าวตอบในลักษณะให้สัมภาษณ์ว่า

“สยามอาจจะแปลกประหลาดในสายตาคนภายนอก เราแทบจะไม่อยู่ในสายตาของผู้นำตะวันตกเลย เพราะเราไม่ได้อยู่บนเส้นทางผ่านของการพาณิชย์นาวี แต่เราก็เป็นชาติรักสงบ และไม่ชอบความก้าวร้าว จึงไม่มีนโยบายต่อต้านชาวตะวันตก เราตั้งอยู่ตรงกึ่งกลางระหว่างอิทธิพลของมหาอำนาจทั้ง 2 ชาติ คือ อังกฤษและฝรั่งเศส เราจึงผูกมิตรกับทั้งสองฝ่ายบนพื้นฐานแห่งมิตรภาพและภราดรภาพ

บางทีมันอาจดูเหมือนว่าเราอ่อนแอ แต่มันเป็นนโยบาย เราต้องการรักษาเอกราชและอธิปไตยของเราไว้ โดยมิต้องดิ้นรนเพื่อให้ได้มันมา แต่คนภายนอกก็ต้องมีมานะกับเราบ้าง เราเป็นชาติโบราณ และไม่สามารถเปลี่ยนแปลงได้ทันทีทันใดตามความต้องการของชาติมหาอำนาจ ทุกอย่างต้องค่อยเป็นค่อยไป เรามีความเชื่อเป็นของเราเอง แต่เราก็มีใจให้อเมริกาเสมอมา“[4]

เพิ่งไม่กี่ปีมานี่เองที่พระราชอำนาจของพระเจ้าแผ่นดินถูกจำกัดอำนาจลงภายหลังการก่อตั้งสภาองคมนตรี อันเป็นแนวคิดของรีเจ้นท์โดยตรง เพื่อประคับประคองและสนับสนุนพระเจ้าแผ่นดินในขณะที่ยังทรงพระเยาว์ เรารู้สึกได้ว่าอำนาจขององคมนตรียังมีอยู่ ก็ที่ตัวรีเจนท์นี่เอง[2]และ[5]

วาระซ่อนเร้นจากการมาเยือนของประธานาธิบดีอเมริกัน

มีข้อควรสังเกตเกี่ยวกับการมาของกร้านท์ในครั้งนี้คือ มันมิได้เป็นจุดประสงค์แต่แรกเริ่มของกร้านท์ที่จะแวะเยือนกรุงเทพฯ เลย แผนเดิมคือแล่นเรือตรงจากสิงคโปร์ไปฮ่องกง ดังข้อความในบันทึกการเดินทางระบุว่าการมาสยามเป็นโปรแกรมเยือนราชอาณาจักรที่ไม่มีความสำคัญเท่าใดนัก (An Insignificant Kingdom)

ข้อสังเกตอีกประการหนึ่งที่สนับสนุนความเข้าใจดังกล่าวคือ การที่เรือประจำตำแหน่ง (ชื่อเรือ Richmond) ต้องจอดรออยู่ที่ท่าสิงคโปร์เพื่อเตรียมตัวเดินทางไกลไปเมืองจีน ในขณะที่กร้านท์แยกมาลงเรือโดยสารขนาดเล็กชื่อ Kongsee ที่วิ่งประจำทางกรุงเทพฯ-สิงคโปร์เข้ามาแทน และท่านมีเวลาจำกัดเพียง 6 วันเท่านั้นในกรุงเทพฯ

โปรแกรมกรุงเทพฯ จึงเป็นโปรแกรมแทรกที่ฉุกละหุกและไม่น่าสนใจเท่าใดนัก โดยให้ลดสถานที่เที่ยวและลดการเลี้ยงรับรองลงเพื่อให้โปรแกรมกระชับที่สุด ดังนั้นถ้าพระราชสาส์นของรัชกาลที่ 5 ไม่ได้มาถึงมือกร้านท์ก่อน ท่านคงไม่คิดจะมา! จึงเป็นความกระตือรือร้นของคนไทยฝ่ายเดียวต่อการต้อนรับครั้งนี้

วันที่ 14 เมษายน พ.ศ. 2422 เวลา 15.00 น. กร้านท์และคณะได้เข้าเฝ้ารัชกาลที่ 5 ณ พระที่นั่งอนันตสมาคม (องค์เก่า) ในวันนั้นราชรถม้าถูกส่งไปรับกร้านท์ถึงพระราชวังสราญรมย์ เพื่อนำเข้ามายังพระบรมมหาราชวัง รัชกาลที่ 5 ทรงรอรับกร้านท์ที่บันไดด้านหน้า (ดูภาพประกอบ) แล้วนำคณะเข้าสู่ท้องพระโรงกลางในบรรยากาศที่ชาวอเมริกันบันทึกว่าตกแต่งแบบฝรั่งเศสจนดูเหมือนอยู่ในพระราชวังลูฟวร์แห่งปารีส

สิ่งที่สะดุดตาคือรูปปั้นครึ่งตัว (Bust) ของบรรดาผู้นำโลกตกแต่งอยู่ภายใน มีรูปปั้นของกร้านท์อยู่ด้วย แต่ไม่ค่อยเหมือนตัวจริงนัก เข้าใจว่าเป็นฝีมือของช่างปั้นฝรั่งเศสหรืออังกฤษ ที่ถอดแบบจากภาพถ่าย รัชกาลที่ 5 ทรงเจริญพระชันษาเข้าวัยหนุ่ม พระชนมายุ 26 พรรษา ในทัศนะของกร้านท์ พระองค์เป็นคนว่องไว กระฉับกระเฉง และฉลาดล้ำลึก[5]

ตอนบ่ายวันรุ่งขึ้น รัชกาลที่ 5 เสด็จฯ มาเยี่ยมตอบแทนกร้านท์ถึงพระราชวังสราญรมย์ การเยี่ยมตอบแทนมีความสำคัญเชิงสัญลักษณ์ เพราะไม่บ่อยนักที่พระเจ้าแผ่นดินจะต้องเสด็จฯ กลับมาเยือนพระราชอาคันตุกะของพระองค์ซ้ำสอง มันแสดงถึงการให้ความสำคัญแก่บุคคลนั้นเป็นกรณีพิเศษ ในการพบกันครั้งหลังมีพระราชปฏิสันถารกับกร้านท์ ดังที่มีผู้จดบันทึกไว้ว่า

กร้านท์ : ข้าพระพุทธเจ้ารู้สึกปลาบปลื้มในพระมหากรุณาธิคุณที่ได้รับในครั้งนี้

รัชกาลที่ 5 : ข้าพเจ้าก็หวังว่าท่านประธานาธิบดีจะพอใจ และถ้าหากท่านมีประสงค์จะได้ชม หรือต้องการสิ่งใดในสยามแล้วก็โปรดแจ้งให้ทราบด้วย ข้าพเจ้าจะยินดีมากหากได้สนองความประสงค์นั้น

กร้านท์ : ข้าพระพุทธเจ้าขอขอบพระทัยในพระมหากรุณาธิคุณที่มีต่อข้าพระพุทธเจ้าและคณะ

รัชกาลที่ 5 : การมาของท่านในครั้งนี้ นำความปลาบปลื้มมายังเรา เพราะมิใช่รัชกาลของเราเท่านั้น แต่ครั้งรัชกาลของพระบรมชนกนาถของเราแล้ว ที่สยามได้พึ่งพาประเทศของท่าน สยามมิได้มองเพียงว่าอเมริกาเป็นประเทศใหญ่เท่านั้น แต่ยังเป็นมิตรที่ยิ่งใหญ่อีกด้วย เนื่องจากอเมริกาไม่มีความทะเยอทะยานในทวีปเอเชียของเรา ทำให้คนในเขตนี้เบาใจเมื่อรำลึกถึงท่าน

อิทธิพลและผลงานของชาวอเมริกันในประเทศนี้มีบทบาทในทางที่ดีและมีคุณค่าสำหรับเราเสมอมา พวกมิชชันนารีให้ความรู้ทั้งศิลปะวิทยาการและทักษะด้านเครื่องจักรกล เป็นที่น่ายกย่อง เราภูมิใจที่จะกล่าวสรรเสริญกับท่านด้วยตนเอง

กร้านท์ : อเมริกาตั้งเป็นนโยบายมานานแล้วที่จะไม่เข้าไปยุ่งเกี่ยวกับกิจการภายในของนานาประเทศ นโยบายดังกล่าวได้กลายเป็นประเพณีปฏิบัติของเรา ประสบการณ์ที่ผ่านมาสนับสนุนปรัชญาของเราเป็นอย่างดี อเมริกาต้องการพลังจากพลเมืองเพื่อการพัฒนาและสร้างความศิวิไลซ์บนโลกนี้ ผลพลอยได้จากการเปิดตลาดในตะวันออกไกลก็เป็นประโยชน์อย่างมหาศาลต่อสินค้าของเรา นอกเหนือจากเหตุผลด้านการค้าแล้ว เราก็มิได้มีความปรารถนาด้านการเมืองเลย

รัชกาลที่ 5 :ข้าพเจ้าหวังว่าการค้าและพาณิชย์ระหว่างประเทศของเราจะเพิ่มพูนต่อไปอีก สยามเป็นดินแดนที่มั่งคั่งด้วยทรัพยากร แต่มีข้อจำกัดเกี่ยวกับความรู้ที่จะนำทรัพย์ในดินขึ้นมาใช้ เรามีเนื้อที่กว้างใหญ่ไพศาล แต่ประชากรเพียงน้อยนิด ทำให้การพัฒนาทรัพยากรเป็นไปอย่างเชื่องช้า และไม่มีประสิทธิภาพ

กร้านท์ : ข้าพระพุทธเจ้าเข้าใจปัญหานี้ดี และคิดว่าอุปสรรคน่าจะหมดไปถ้าใช้แรงงานที่มีคุณภาพเข้ามาดำเนินการ อย่างเช่น การทำเหมืองแร่ เรามีผู้ชำนาญงานจากรัฐเนวาดาและแคลิฟอร์เนีย ผู้สามารถชี้แหล่งแร่ธาตุได้ และมีเครื่องยนต์กลไกเฉพาะทางที่ทันสมัยที่สุดในแถบตะวันตก

รัชกาลที่ 5 : ตลอดเวลาที่ผ่านมาชาวสยามดำเนินชีวิตแบบอนุรักษนิยม และจะไตร่ตรองทุกๆ เรื่องด้วยความรอบคอบ นโยบายของเราด้านการต่างประเทศก็มิได้สลับซับซ้อนอะไร เราต้องการอยู่ร่วมกับประเทศมหาอำนาจอย่างสงบสุข และพัฒนาบ้านเมืองไปเรื่อยๆ เราไม่สามารถแข่งขันหรือเทียบชั้นกับชาติมหาอำนาจได้ เราจึงอยู่อย่างสงบเสงี่ยมเจียมตัว และเชื่อมั่นว่าประเทศมหาอำนาจจะให้ความยุติธรรมแก่เรา

สถานภาพเช่นนี้บางทีทำให้เกิดเข้าใจผิดว่า เราอ่อนแอและยอมไปหมดทุกเรื่อง ซึ่งไม่จริงเลย แต่ข้าพเจ้าคิดว่าเราได้เดินทางไปในทิศทางที่ถูกต้องแล้ว ถ้ามองย้อนกลับไปเราก็ไม่มีอะไรต้องเสียใจเลย ชาติมหาอำนาจต่างก็เข้าใจในจุดยืนของเราดี และให้กำลังใจเราเสมอมา

รัชกาลที่ 5 : ข้าพเจ้ามีความสนใจเกี่ยวกับชาวจีนในอเมริกา พวกเขามีชีวิตความเป็นอยู่อย่างไรบ้าง?

กร้านท์ : ในอเมริกา มีกลุ่มชนชาวจีนขนาดใหญ่อาศัยอยู่ ส่วนใหญ่เป็นผู้ใช้แรงงาน แต่คนอเมริกันเองก็มีความรู้สึกต่อชาวจีนแตกต่างกันไป บ้างก็ว่าพวกเขามีลักษณะเป็นทาสเช่นชาวแอฟริกัน บ้างก็ว่าพวกเขาเป็นแรงงานต่างด้าว

รัชกาลที่ 5 : ข้าพเจ้าอยากทราบว่าชาวจีนที่นั่นพาภรรยาและครอบครัวเข้ามายังอเมริกาด้วยหรือไม่ และมีความผูกพันกับแผ่นดินใหม่อย่างไร?

กร้านท์ : พวกที่มาส่วนใหญ่เป็นชายโสด ทำให้เกิดช่องว่างในสังคมทั่วไป ในฐานะผู้ใช้แรงงานพวกเขามีคุณภาพ และเราก็ต้องการแรงงานเช่นนี้ ในอเมริกามีงานมากมายรอพวกเขาอยู่

รัชกาลที่ 5 : ชาวจีนในประเทศสยามก็เช่นเดียวกัน พวกเขามิได้นำภรรยาหรือครอบครัวมาด้วย แต่พวกเขาก็มีลักษณะที่ดีติดตัวมา แล้วชาวจีนในอเมริกาต้องเสียภาษีให้รัฐบาลหรือไม่?

กร้านท์ : ในอเมริกาเราไม่เรียกเก็บภาษีจากชาวจีนผู้ใช้แรงงาน [แต่ในสยามชาวจีนต้องเสียภาษีแก่รัฐหรือที่เรียกผูกปี้ – ผู้เขียน]ในรัฐแคลิฟอร์เนียซึ่งมีชาวจีนอยู่มากข้าพเจ้าไม่แน่ใจ แต่ข้าพเจ้าเชื่อว่า เราไม่เคยเก็บภาษีพวกเขา ในซานฟรานซิสโกพ่อค้าชาวจีนต้องเสียภาษีอากรและภาษีโรงเรือน ถึงกระนั้นก็ไม่ใช่ความลำบากสำหรับพวกเขา เพราะพวกเขาไม่มีครอบครัวให้ต้องเป็นภาระ

กร้านท์ :ข้าพระพุทธเจ้าทราบว่าสยามจัดตั้งสถานทูตและสถานกงสุลในต่างประเทศหลายแห่ง จะเป็นความคิดที่ดีถ้าสยามจะแต่งตั้งผู้แทนในอเมริกาบ้าง

รัชกาลที่ 5 : ข้าพเจ้าเป็นกังวลในเรื่องนี้มานานแล้ว เพราะงบประมาณของเรามีจำกัดจนถึงเวลานี้ เราไม่สามารถจัดตั้งผู้แทนของเราในทุกๆ ประเทศที่เราติดต่อได้ดังเช่นประเทศที่ร่ำรวยกระทำ แต่เราก็จะดำเนินการกับรัฐบาลของท่านในไม่ช้า

กร้านท์ : ขณะนี้ข้าพระพุทธเจ้ามิได้ปฏิบัติหน้าที่อยู่ ณ ทำเนียบ แต่ก็แน่ใจว่ารัฐบาลอเมริกันจะต้อนรับคณะทูตจากสยามด้วยความยินดียิ่ง

รัชกาลที่ 5 : ข้าพเจ้าพอใจกับข้อเสนอจากท่าน และเชื่อมั่นเสมอมาว่า ชาวอเมริกันเป็นชนชาติที่ไว้วางใจได้เสมอ

กร้านท์ : ข้าพระพุทธเจ้าหวังว่าพระองค์ท่านจะเสด็จฯ มาเยือนอเมริกาในอนาคตอันใกล้ และข้าพระพุทธเจ้าจะยินดีมากถ้าจะได้มีโอกาสรับเสด็จและตอบแทนความมีน้ำพระทัยของพระองค์

รัชกาลที่ 5 : ข้าพเจ้าขึ้นครองราชย์ในวัยเยาว์ และต้องรับภาระมากมายในการบริหารแผ่นดิน ทำให้ไม่มีโอกาสเดินทางไปไกลๆ ได้ แต่วันหนึ่งข้างหน้าข้าพเจ้าก็หวังว่าจะได้ไปเยือนอเมริกา

กร้านท์ : ข้าพระพุทธเจ้าทราบมาว่าพระองค์ท่านได้ส่งคนหนุ่มไปศึกษาต่อในเยอรมนีและอังกฤษ สยามน่าจะส่งพวกเขาไปยังอเมริกาบ้าง ผู้นำในประเทศแถบเอเชีย เช่น จีนและญี่ปุ่น ต่างก็ให้ความเชื่อมั่นในสถาบันการศึกษาของเรา

รัชกาลที่ 5 : ข้าพเจ้าตั้งใจว่าจะส่งคนหนุ่มไปศึกษาต่อในอเมริกาแน่นอน และเมื่อมีโอกาสก็จะระลึกถึงคำแนะนำของท่านเป็นอันดับแรก[5]

คำสนทนาของผู้นำประเทศที่ยิ่งใหญ่ทั้งสองเป็นการเปิดเผยท่าทีและนโยบายภายในของแต่ละฝ่าย ฝ่ายหนึ่งเป็นชาติมหาอำนาจที่ยิ่งใหญ่จากตะวันตก อีกฝ่ายหนึ่งเป็นมหาอำนาจขนาดเล็กประจำภูมิภาค แต่ฝ่ายแรกก็กล้าให้ข้อมูลแบบเปิดอกพูด ในขณะที่ฝ่ายหลังก็กล้าขอข้อมูลแบบใสซื่อ โดยที่ต่างฝ่ายต่างไม่มีข้อผูกมัดใดๆ ให้เป็นที่กังวลใจ

สิ่งที่ได้ก็คือข้อมูลที่กลั่นกรองแล้ว มีน้ำหนักและเที่ยงธรรม การเชื้อเชิญนายกร้านท์เข้ามา ทำให้เกิดปรากฏการณ์ใหม่ในแวดวงการเมือง กล่าวคือ การพบปะพูดคุยทำให้การเมืองมีเสถียรภาพมากขึ้น เป็นการเปิดโอกาสให้สอบถามข้อมูลใหม่ เพื่อการสานผลประโยชน์ต่อกัน ซึ่งฝ่ายไทยไม่มีโอกาสได้กระทำมาก่อนกับชนชั้นผู้นำสูงสุดของประเทศจากตะวันตก

สุนทรพจน์หน้าพระที่นั่ง

ความสำเร็จของการมาเยือน ได้รับการบันทึกไว้ในวันรุ่งขึ้นเมื่อรัชกาลที่ 5 พระราชทานเลี้ยงพระกระยาหารค่ำแก่นายกร้านท์ ภริยาและผู้ติดตามรวมทั้งทูตานุทูตชาวต่างชาติที่ได้รับเชิญมารวมทั้งสิ้น 40 ท่าน

การเลี้ยงส่งครั้งนี้ถูกรายงานว่า มีค่าใช้จ่ายถึง 10,000 ปอนด์ ถ้าจัดในอังกฤษ (ถ้าเทียบ 100 เท่าของค่าเงินปัจจุบัน เท่ากับ 5 ล้านบาทของเงินวันนี้) นับเป็นความอลังการและตื่นตาตื่นใจสำหรับสมัยนั้น ที่ควรกล่าวถึงคือสุนทรพจน์ที่ประมุขของทั้ง 2 ประเทศมีต่อกัน ถือว่าเป็นการประกาศจุดยืนของแต่ละฝ่าย ในสมัยปัจจุบันอาจเรียกว่าเป็นแถลงการณ์ร่วม ซึ่งไม่ค่อยมีปรากฏให้เห็นในอดีตกาล[4]และ[5]

พระราชดำรัสในรัชกาลที่ 5
ในงานพระราชทานเลี้ยงพระกระยาหารค่ำ
ต้อนรับประธานาธิบดีแห่งสหรัฐ
(15 เมษายน พ.ศ. 2422)

พระบรมวงศานุวงศ์ ท่านสุภาพสตรี และสุภาพบุรุษ ข้าพเจ้าขอแสดงความปีติยินดีต่อการมาเยือนของอาคันตุกะผู้ทรงเกียรติของเราคือท่านประธานาธิบดีแห่งสหรัฐ ตลอดเวลาหลายปีที่ผ่านมาสยามได้รับประโยชน์มากมายจากสหรัฐ ชาวอเมริกันได้นำความรู้ทางวิทยาศาสตร์และการช่างมายังราชอาณาจักรของเรา ตั้งแต่ก่อนที่เราจะเริ่มความสัมพันธ์อย่างเป็นทางการกับทางยุโรปเสียอีก สายสัมพันธ์นี้พัฒนาขึ้นเรื่อยๆ อันเป็นคุณูปการต่อสยาม

บัดนี้ข้าพเจ้าได้มีโอกาสต้อนรับผู้นำของสหรัฐผู้มีชื่อเสียง ซึ่งข้าพเจ้าได้ยินกิตติศัพท์มานาน ท่านได้ให้เกียรติมาเยือนประเทศของเรา และสร้างความสนิทสนมกลมเกลียวให้เกิดขึ้นอีกเป็นทวีคูณ ข้าพเจ้าขอประกาศความเป็นมิตรและความร่วมมือกันในทุกๆ ด้านระหว่างประเทศของเรานับจากนี้และขอเชิญทุกท่าน ณ ที่นี้ ดื่มอวยพรแก่ท่านและชาวอเมริกันทั้งมวลให้มีความสุขความเจริญตลอดไป[4]

จากนั้นนายกร้านท์ได้ลุกขึ้นเพื่อกล่าวตอบ มีใจความว่า

สุนทรพจน์ของประธานาธิบดีกร้านท์
และแถลงการณ์ร่วม

ข้าพระพุทธเจ้ารู้สึกซาบซึ้งในพระราชดำรัสของพระองค์ และการต้อนรับอันอบอุ่นที่ได้รับ ข้าพระพุทธเจ้าถือเป็นโชคดีที่ได้มาเยือนสยาม ด้วยการเชื้อเชิญอันเต็มไปด้วยไมตรีจิต บัดนี้ข้าพระพุทธเจ้าได้เห็นและรู้จักประเทศของพระองค์ดีขึ้นมาก ข้าพระพุทธเจ้าจากบ้านเมืองมาเกือบ 2 ปีเต็ม การมาคราวนี้ได้เปิดหูเปิดตา ให้เห็นในสิ่งที่ควรเห็น และรู้จักสิ่งที่จำเป็นต้องรู้ ข้าพระพุทธเจ้ารู้สึกประทับใจกับความทรงจำที่ได้รับ และแน่ใจว่าความรู้สึกเช่นนี้เป็นสิ่งที่ประชาชนของทั้ง 2 ประเทศมีต่อกันมาช้านาน

ข้าพระพุทธเจ้าหวังว่าจะได้เห็นสถานทูตอันเป็นผู้แทนของรัฐบาลสยาม และได้เห็นการค้าพาณิชย์ที่ขยายตัวยิ่งขึ้นในอนาคต ข้าพระพุทธเจ้าขอให้คำมั่นว่าอเมริกาจะสนับสนุนและให้ความช่วยเหลือประเทศสยามในฐานะประเทศที่ได้รับความอนุเคราะห์ยิ่ง และขอดื่มถวายพระพรให้แก่พระองค์ และความพัฒนาถาวรของประเทศและประชาชนชาวสยาม[4]

การฝักใฝ่สหรัฐของผู้นำเอเชีย และจุดยืนที่ไม่แน่นอนของลัทธิมอนโรในสมัยของกร้านท์

ผลจากการเดินทางของนายกร้านท์ในตะวันออกไกล และที่นักข่าวการเมืองให้น้ำหนักมากที่สุด คือการเปิดตัวนโยบายต่างประเทศของสหรัฐในจีนและญี่ปุ่น จีนเป็นดินแดนแห่งความมั่งคั่งและหัวใจของทวีปเอเชีย สหรัฐจำต้องแข่งขันกับมหาอำนาจยุโรปเพื่อให้ได้ส่วนแบ่งจากความร่ำรวยของจีน ในขณะที่ญี่ปุ่นก็เป็นมหาอำนาจขนาดเล็กประจำภูมิภาคที่ต้องเอาใจ สหรัฐไม่ต้องการขัดผลประโยชน์กับญี่ปุ่น แต่ต้องการใช้ญี่ปุ่นสนับสนุนนโยบายของสหรัฐ เพื่อกีดกันมหาอำนาจยุโรปออกไป

ระหว่างการเยือนญี่ปุ่นปลายปี ค.ศ. 1879 นั้นญี่ปุ่นผนวกหมู่เกาะริวกิว (Ryukyu Islands) ของจีนเข้าเป็นเมืองขึ้นของญี่ปุ่น จีนประท้วงอย่างรุนแรง จักรพรรดิมัตสุฮิโตของญี่ปุ่นทรงขอเสียงสนับสนุนทันทีจากนายกร้านท์ ซึ่งอยู่ในโอซากา ให้กร้านท์ช่วยตัดสิน กร้านท์ได้สลัดความเป็นกลาง และถือหางข้างญี่ปุ่น โดยแสดงความเห็นว่าญี่ปุ่นควรเป็นเจ้าของหมู่เกาะริวกิว[1]

ในญี่ปุ่นนี้เองที่กร้านท์ได้กล่าวสุนทรพจน์โจมตีนโยบายล่าเมืองขึ้นของมหาอำนาจยุโรป โดยพุ่งเป้าไปยังอังกฤษ ท่านกล่าวว่า

“ในทวีปเอเชีย ไม่มีสิ่งใดที่ข้าพเจ้าให้ความสนใจมากไปกว่าศึกษาการขยายอำนาจ และอิทธิพลของมหาอำนาจยุโรป ตั้งแต่ข้าพเจ้าออกมาจากอินเดีย มีหลายอย่างที่ทำให้เลือดในตัวข้าพเจ้าเดือดพล่าน ชาวยุโรปช่างดูถูกชาวเอเชียและพยายามทุกวิถีทางที่จะกำจัดอำนาจของผู้นำท้องถิ่นและลิดรอนเอกราชรวมทั้งอำนาจอธิปไตยของพวกเขา การกระทำเช่นนี้ต้องยุติโดยเร็ว…ข้าพเจ้าได้รายงานเรื่องอันเลวร้ายนี้ไปยังรัฐบาลของข้าพเจ้า ซึ่งชาวอเมริกันก็มีความคิดเห็นเช่นเดียวกับข้าพเจ้า”[2]

จากข้อความด้านบนนี้ จึงไม่เกินเลยความจริงที่จะกล่าวว่าการมาของนายกร้านท์ มีเหตุผลทางการเมืองเคลือบแฝงอยู่ การฝักใฝ่สหรัฐของผู้นำเอเชียที่มีขึ้นทุกหัวระแหง มีเหตุผลจากแรงจูงใจที่สหรัฐไม่เห็นด้วยกับนโยบายล่าเมืองขึ้นของยุโรป

นอกจากภาพลักษณ์ทางการเมืองที่ติดตัวท่านไปทุกหนแห่งแล้ว นายกร้านท์ยังมีภารกิจลับของประเทศที่เปิดเผยไม่ได้อีกด้วย กล่าวคือ ท่านเป็นประธานโครงการขุดคลองที่จะเป็นทางลัดเชื่อมต่อมหาสมุทรแปซิฟิกและมหาสมุทรแอตแลนติกเข้าด้วยกัน ท่านจึงมีกำหนดที่จะตรงไปยุโรปก่อนเอเชียเพื่อหาข่าวและดูท่าทีรัฐบาลยุโรปต่อโครงการนี้ เพราะต้องได้รับความเห็นชอบและสนับสนุนจากประชาคมยุโรปเป็นประการสำคัญ

หากทำสำเร็จคลองลัดนี้ก็จะช่วยย่นเวลาและทุ่นค่าใช้จ่ายสำหรับเรือเดินสมุทรทั้งในยามสงบและยามสงครามระหว่าง 2 ซีกโลก และจะทำให้ที่ตั้งของทวีปอเมริกาเหนือมีความสำคัญด้านยุทธศาสตร์ทันที ขณะนั้นสหรัฐวางแผนที่จะขุดคลองผ่านรัฐนิการากัว แต่ท้ายที่สุดต้องหันไปขุดในเขตของรัฐปานามาแทน จึงเรียกคลองปานามานับแต่นั้น

คลองปานามา (Panama Canal) นี้เอง เป็นปัจจัยสำคัญทำให้ผู้นำสหรัฐต้องรีบปรับนโยบายต่างประเทศโดยเร่งด่วน หากยังต้องการจะรักษาอิทธิพลของตนไว้ต่อไปในทวีปอเมริกา แต่อุปสรรคที่บังคับให้สหรัฐปิดตัวเองจากโลกภายนอกจนเกิดกรณีเรื่องคลองปานามาก็คือปฏิญญามอนโร (Monroe Doctrine)(1)

นับตั้งแต่การประกาศเอกราช จนใกล้จะสิ้นคริสต์ศตวรรษที่ 19 สหรัฐหมกมุ่นอยู่แต่เรื่องการพัฒนาภายในประเทศของตน และทำสงครามกลางเมืองระหว่างฝ่ายเหนือฝ่ายใต้ จึงมิได้ก้าวก่ายหรือยุ่งเกี่ยวกับเรื่องทางยุโรปทั้งยังเตือนยุโรปไม่ให้เข้ามายุ่งเกี่ยวกับเรื่องภายในอเมริกาเหนืออีกด้วยโดยประกาศปฏิญญามอนโร ใน ค.ศ. 1823 (พ.ศ. 2366) มีใจความว่า

สหรัฐอเมริกาเท่านั้นที่มีสิทธิครอบครองผลประโยชน์ของทวีปอเมริกา มหาอำนาจยุโรปจะต้องปล่อยให้สหรัฐอเมริกาอยู่ตามลำพังโดยเลิกเกี่ยวข้องกับประเทศเล็กประเทศน้อยในโลกใหม่ คำประกาศนี้แม้ไม่อาจจะยับยั้งการเข้าไปวุ่นวายแสวงหาประโยชน์ของชาติมหาอำนาจได้เด็ดขาดก็ตาม แต่ยุโรปก็ตระหนักว่าบัดนี้ตนกำลังมีคู่แข่งที่น่าวิตกเพิ่มขึ้นอีกชาติหนึ่ง

ในระยะที่ไม่มีมหาอำนาจอื่นใดเข้าไปข้องแวะกับสหรัฐนั้น สหรัฐก็สามารถสร้างฐานอำนาจของตนเองจนมั่นคง จึงมีผลประโยชน์อยู่ทั้งในน่านน้ำแปซิฟิกและทะเลแคริบเบียน สหรัฐใฝ่ฝันจะสร้างคลองลัดผ่านคอคอดในอเมริกากลาง เพื่อจะได้ย่นระยะทางเรือเดินสมุทรจากแอตแลนติกไปแปซิฟิกลงถึง 2 ใน 3 ของเส้นทางเดิม โดยที่ไม่ต้องอ้อมทวีปอเมริกาใต้ และแน่นอนที่คลองลัดนี้จะเป็นจุดยุทธศาสตร์และประตูบานใหม่ที่นำไปสู่ทวีปเอเชีย

ทว่าตามสนธิสัญญาเคลตัน-บุลเวอร์ (Clayton-Bulwer Treaty) ที่ทำใน ค.ศ. 1850 ระบุว่าทั้งอังกฤษและสหรัฐมีสิทธิเท่าเทียมกันในคลองที่จะตัดผ่านคอคอดในอเมริกากลางเท่าๆ กัน แต่สหรัฐก็ปรารถนาจะขจัดอำนาจของยุโรปให้พ้นไปจากทวีปของตน จึงต้องการจะแก้ไขสัญญานี้ให้อังกฤษยอมรับว่าคลองที่จะขุดขึ้นนี้ เป็นของสหรัฐแต่เพียงฝ่ายเดียว

ความต้องการที่จะรักษาสวัสดิภาพของคลองปานามาไว้ ทำให้สหรัฐอเมริกาไม่พอใจที่เห็นประเทศทางยุโรปเข้ามายุ่งเกี่ยวกับบรรดาประเทศในละตินอเมริกา ซึ่งส่วนมากมักจะขาดเสถียรภาพทั้งการเงินและการเมืองจนต้องก่อหนี้สิ้นไว้กับประเทศต่างๆ ในยุโรป ผู้นำอเมริกันเกรงว่าถ้าเกิดมีประเทศใดในบรรดาประเทศลูกหนี้เหล่านี้ ไม่สามารถจะใช้หนี้ของตนได้ก็อาจเป็นสาเหตุให้ประเทศเจ้าหนี้ในยุโรปถือโอกาสแล่นเรือรบเข้ามาทวงหนี้ แล้วอาจเลยยึดครองประเทศนั้นๆ เป็นอาณานิคมของตนเสียเลย เสถียรภาพของสหรัฐอเมริกาก็จะพลอยได้รับความกระทบกระเทือนไปด้วย ผู้นำรุ่นใหม่ภายหลังประธานาธิบดีกร้านท์ จึงตัดสินใจจะสกัดกั้นอำนาจของยุโรปจากทวีปอเมริกาดังที่ปฏิญญามอนโรระบุไว้ โดยการเข้าแทรกแซงกิจการภายในของบรรดาประเทศในละตินอเมริกาเสียเอง

แต่การที่สหรัฐยังเคร่งเครียดอยู่กับปฏิญญามอนโร ในขณะเดียวกันก็ต้องการรักษาฐานอำนาจของตนในอเมริกากลางและใต้ ตลอดจนอยู่เกาะแปซิฟิกต่อไป ทำให้สหรัฐต้องเผชิญหน้ากับมหาอำนาจยุโรปอย่างไม่มีทางเลี่ยง ปฏิญญามอนโรมิใช่ทางออกที่จะขจัดปัญหาต่างๆ ให้หมดสิ้นไป จึงไม่ใช่นโยบายที่มีประโยชน์เมื่อสภาวการณ์เปลี่ยนแปลงไปจากเดิมโดยสิ้นเชิง สำหรับสหรัฐ การปรับตัวเองเสียใหม่ หากทำได้อย่างสง่างามก็ย่อมจะเพิ่มพูนอิทธิบารมีของตนเองให้ยิ่งใหญ่ขึ้นกว่าเดิม

สหรัฐไม่สามารถจะครองตัวอยู่โดดเดี่ยวโดยปราศจากพันธะใดๆ ได้นาน ใน ค.ศ. 1897 (พ.ศ. 2440) สหรัฐอเมริกาถูกเร่งเร้าให้เจรจาทำสนธิสัญญาผนวกฮาวาย ผลก็คือได้รับการต่อต้านเต็มที่จากญี่ปุ่น และใน ค.ศ. 1898 (พ.ศ. 2441) เรือรบของสหรัฐอเมริกาชื่อเมน (Maine) ซึ่งสหรัฐส่งเข้าไปช่วยพิทักษ์ทรัพย์สินและให้ความปลอดภัยแก่คนอเมริกันในกรุงฮาวานา เมืองหลวงของคิวบาเกิดระเบิดขึ้น เป็นผลให้ทหารอเมริกันและลูกเรือ 258 คนเสียชีวิต คนอเมริกันเห็นว่ารัฐบาลสเปนอยู่เบื้องหลัง จึงสนับสนุนให้รัฐบาลของตนตอบโต้และประกาศสงครามกับสเปน นักการเมืองส่วนใหญ่ช่วยกันโฆษณาว่าสงครามจะเปิดโอกาสให้สหรัฐได้สร้างฐานทัพเรือในทะเลแคริบเบียนและมหาสมุทรแปซิฟิก และยิ่งเมื่อสหรัฐดำริจะสร้างคลองลัดผ่านคอคอดในอเมริกากลางด้วยแล้ว ยิ่งจำเป็นจะต้องมีฐานทัพเรือไว้คอยคุ้มครองเส้นทางเข้าคลองนี้

คนอเมริกันส่วนใหญ่เห็นด้วยกับความคิดดังกล่าว ประธานาธิบดีแม็คคินลีย์ (Mac-Kinley) จึงเสนอสารประกาศสงครามกับสเปนต่อรัฐสภาอเมริกันในเดือนเมษายน ค.ศ. 1898 นั่นเอง แล้วส่งกองทัพเรือเข้าโจมตีคิวบาและฟิลิปปินส์ของสเปน รัฐบาลเยอรมันทราบข่าวก็รีบส่งทัพเรือที่ใหญ่กว่าของสหรัฐอเมริกามุ่งตรงไปยังมะนิลา และหวังจะผนวกฟิลิปปินส์เช่นเดียวกับสหรัฐ รัฐบาลอังกฤษ ฝรั่งเศส และญี่ปุ่นต่างจับตาดูสถานการณ์ที่เปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็ว สเปนยอมจำนนต่อกองทัพเรืออเมริกันในเดือนสิงหาคม ค.ศ. 1898 ชัยชนะต่อสเปนครั้งนี้ทำให้คนอเมริกันตื่นเต้นและกระหายที่จะได้ลิ้มรสของการล่าเมืองขึ้นอีก แต่ที่สำคัญคือปฏิญญามอนโรถึงกาลอวสานไปโดยปริยาย[1]

ท่าทีของไทยต่อการมาเยือนของกร้านท์

หากพิจารณาจากสมมุติฐานของความน่าจะเป็นก็จะได้ข้อสรุปดังนี้ กร้านท์มิได้เห็นความสำคัญเร่งด่วนในการมาเมืองไทย แต่ในมุมมองตรงกันข้าม การฉวยโอกาสของฝ่ายไทยตีสนิทกับประธานาธิบดีอเมริกัน เป็นนาทีทองของนโยบายเร่งด่วนของการสร้างความสัมพันธ์ในเวลาอันสั้น ถึงแม้ว่าในปี ค.ศ. 1879 (พ.ศ. 2422) ที่กร้านท์เข้ามากรุงเทพฯ นั้นท่านจะพ้นตำแหน่งประธานาธิบดีไปแล้ว

ประวัติศาสตร์ก็ระบุว่าทันทีที่กร้านท์เดินทางกลับถึงสหรัฐ ในต้นปี ค.ศ. 1880 (พ.ศ. 2423) กร้านท์ก็เริ่มกระบวนการหาเสียงครั้งใหม่ทันที เพื่อส่งตัวเองลงสมัครเลือกตั้งเป็นประธานาธิบดีเป็นสมัยที่ 3 ก็ด้วยความเชื่อมั่นว่าผลงานที่ผ่านมาคือคะแนนนิยมของท่านเป็นส่วนตัว ในสายตาของชาวสยามและชาวเอเชียทั่วไปกร้านท์เป็นวีรบุรุษนักสู้ เป็นนักประชาธิปไตยตัวยง จึงเป็นความหวังของคนหมู่มากที่รู้จักท่าน 

การเดินทางมากรุงเทพฯ ของนายกร้านท์เป็นการเปิดศักราชใหม่ของการติดต่อระหว่าง 2 ประเทศที่ขาดตอนไปตั้งแต่สมัยรัชกาลที่ 4 และถึงแม้นายกร้านท์จะมาแบบกึ่งราชการในฐานะราษฎรเต็มขั้น แต่อิทธิพลทางการเมืองของท่านก็ยังคงมีอยู่ กล่าวคือ อีก 3 ปีต่อมารัฐบาลสหรัฐอเมริกาตัดสินใจส่งนายพลฮัลเตอร์มันต์ (John A. Huldermund) เข้ามาเป็นทูตอเมริกันประจำประเทศสยามคนแรก ใน ค.ศ. 1882 (พ.ศ. 2425) ตามคำแนะนำของนายพลกร้านท์ ซึ่งเท่ากับเป็นการยกย่องและให้ความสำคัญแก่สยามอย่างมาก

ต่อมาใน ค.ศ. 1884 (พ.ศ. 2427) รัชกาลที่ 5 ได้ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งให้พระเจ้าน้องยาเธอ กรมหมื่นนเรศร์วรฤทธิ์เป็นราชทูตพิเศษแทนพระองค์ ไปเจริญสัมพันธไมตรีถึงสหรัฐอเมริกา เป็นการตอบแทน นับจากนี้การเมืองระหว่างประเทศทั้งสองก็ดำเนินไปอย่างเข้มข้นและจริงจัง

ทว่าใน ค.ศ. 1901 (พ.ศ. 2444) เมื่อรัชกาลที่ 5 ทรงวางโครงการเสด็จประพาสอเมริกาอย่างเป็นทางการเพื่อเดินทางไปกระชับความสัมพันธ์ด้วยพระองค์เอง ตอบแทนที่อดีตประธานาธิบดีกร้านท์เข้ามากรุงเทพฯ ข่าวการเสด็จฯ ได้รับการตีแผ่อย่างครึกโครมในสหรัฐ แต่แล้วแผนการเสด็จฯ ก็ถูกระงับไปโดยกะทันหัน เพราะประธานาธิบดีอเมริกันในขณะนั้นคือ แม็คคินลีย์ (President Mckinley) ถูกลอบสังหารเสียก่อน[1]

*ลด 40% กลับมาแล้ว! สมัครรับนิตยสารศิลปวัฒนธรรม 1 ปี (12 ฉบับ) ลดเหลือเพียง 1,200 บาท เฉพาะสมัครวันที่ 9-31 ม.ค. 2564 เท่านั้น คลิกสมัครและดูรายละเอียดเพิ่มเติมที่นี่*

 

เอกสารประกอบการค้นคว้า

[1] ไกรฤกษ์ นานา. เรื่องข่าวใหญ่ที่ไม่ได้ขึ้นหน้าหนึ่ง – แผนรัชกาลที่ 5 เสด็จประพาสอเมริกา, ใน สยามกู้อิสรภาพตนเอง ทางออกและวิธีแก้ปัญหาชาติบ้านเมือง เกิดจากพระราชกุศโลบายของพระเจ้าแผ่นดิน. กรุงเทพฯ : มติชน, 2550.

[2] J.T. Headley. The Travels of General Grant. Philadelphia : New World Publishing Co., Ltd, 1881.

[3] L.T. Remlap. Gen. U.S. Grants Tour Around The World. New York : J. Fairbanks & Co., 1879.

[4] McCABE, James Dabney. A Tour Around The World by Gen. Grant. Philadelphia : The National Publishing Co., 1879.

[5] Young, John Russell . Around The World with Gen. Grant. New York : The American News Compay, 1879.

หมายเหตุ : บทความในนิตยสารชื่อ ค้นหารัตนโกสินทร์ ประธานาธิบดีอเมริกันในราชสำนักไทย

เผยแพร่ในระบบออนไลน์ครั้งแรกเมื่อ 8 มกราคม 2563

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...