โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

พระบรมราโชบายทางการทหารของรัชกาลที่ 5 ในฐานะ "กษัตริย์-พ่อ"

ศิลปวัฒนธรรม

อัพเดต 26 มิ.ย. 2565 เวลา 06.57 น. • เผยแพร่ 21 เม.ย. 2562 เวลา 00.06 น.
การแสดงแสนยานุภาพทางการทหารของกองกำลังสยามบริเวณท้องสนามหลวง (ภาพจาก หนังสือสยามรัฐวัฒนาใต้ฟ้าพระสยามมินทร, โรงงานยาสูบ กระทรวงการคลัง ธันวาคม 2551)

การปฏิรูปกองทัพตามอย่างตะวันตกของสยามเริ่มขึ้นตั้งแต่ในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว โดยเริ่มแรกของการปฏิรูปกองทัพได้มีการว่าจ้างร้อยเอก อิมเปย์ (Captain Impey) นายทหารกองทัพอังกฤษที่ประจําการอยู่ในประเทศอินเดียเข้ามาเป็นครูฝึกทหารให้แก่กรมทหารอาสาลาวและกรมทหารอาสาเขมร โดยเรียกกองทหารหน่วยนี้ว่า “ทหารเกณฑ์หัดอย่างยุโรป” ต่อมาได้มีนายทหารชาวต่างชาติทั้งชาวอังกฤษ เช่น ร้อยเอก โทมัส ยอร์ช น็อกซ์ (Captain Thomas George Knox) และชาวฝรั่งเศส เช่น ลามาช (Lamache) เข้ามาเป็นครูฝึกทหาร

ทั้งนี้การฝึกทหารในสมัยนี้ก็เป็นเพียงแต่การฝึกหัดเบื้องต้นยังไม่ได้รับการฝึกหัดในยุทธวิธีการรบแต่อย่างใด รวมถึงจํานวนทหารที่ได้รับการฝึกก็มีจํานวนน้อย หน่วยทหารนี้จึงมีหน้าที่เป็นเพียงกองทหารเกียรติยศของพระมหากษัตริย์ ยังมิได้เป็นกองทหารที่ทําการรบได้อย่างเป็นรูปธรรม ความรู้เกี่ยวกับการทหารตามอย่างตะวันตกในระยะแรกจึงมีอยู่อย่างจํากัดและต้องอาศัยการถ่ายทอดความรู้จากครูฝึกชาวต่างชาติเท่านั้น

ในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว กองทัพสยามยังคงว่าจ้างชาวต่างชาติจํานวนมากเข้ามารับราชการทหาร ทั้งทําหน้าที่ฝึกทหารและเป็นผู้บังคับการกองทหารหน่วยต่างๆ แม้ชาวต่างชาติที่เข้ามารับราชการทหารในประเทศสยามจะทํางานด้วยความซื่อสัตย์ จงรักภักดี อย่างไรก็ตาม เรื่องการทหารนับได้ว่ามีความสําคัญเป็นอย่างมากต่อความมั่นคงของชาติ จําเป็นที่จะต้องใช้คนที่พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงไว้วางพระราชหฤทัย

ด้วยเหตุนี้ ใน พ.ศ. 2428 พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงมีพระบรมราชโองการรับสั่งให้พระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมหลวงนครไชยศรีสุรเดชทรงเข้ารับการศึกษาวิชาทหารบกที่ประเทศเดนมาร์ก ตามคํากราบบังคมทูลเชิญของพระเจ้า คริสเตียนที่ 4 แห่งเดนมาร์ก (Christian VI) สาเหตุสําคัญที่ทรงมีพระบรมราชโองการให้พระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมหลวงนครไชยศรีสุรเดชทรงเข้ารับการศึกษาวิชาทหารที่ประเทศเดนมาร์กอันเป็นประเทศชั้นสองของยุโรป แทนที่จะทรงเข้ารับการศึกษาในประเทศมหาอํานาจ

เนื่องจากประเทศเดนมาร์กใช้ลักษณะการเกณฑ์ทหารเช่นเดียวกับประเทศสยาม ที่ผู้ชายทุกคนต้องเข้ารับการฝึกทหารทุกคน อีกทั้งยังเป็นการถ่วงดุลอํานาจของชาติมหาอํานาจในยุโรป เพื่อไม่ให้ชาติหนึ่งชาติใดเข้ามามีอิทธิพลและบทบาทในกองทัพสยาม จนกลายเป็นข้ออ้างให้อีกชาติหนึ่งเรียกร้องผลประโยชน์ในลักษณะเดียวกันอย่างที่เคยเกิดขึ้นในกิจการอื่นๆ

เหตุการณ์ ร.ศ. 112 ที่กองทัพฝรั่งเศสนําเรือเข้ามาปิดปากอ่าวสยาม ทั้งยังบังคับให้สยามมอบดินแดนบริเวณฝั่งซ้ายของแม่น้ำโขง ได้ส่งผลต่อแนวทางการศึกษาของพระราชโอรสในพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว โดยต่างทรงมุ่งหวังที่จะศึกษาวิชาทหารเพื่อนําความรู้เหล่านี้กลับมาพัฒนากองทัพให้มีความเจริญก้าวหน้า ไม่ให้ตกอยู่ในสถานการณ์เช่นนั้นอีก

ด้วยเหตุนี้พระราชโอรสหลายพระองค์ที่เสด็จไปทรงศึกษาหลัง พ.ศ. 2436 ทรงเลือกเรียนวิชาการทหาร ประกอบกับพระราชดําริในพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ที่ทรงมีพระราชหัตถเลขาพระราชทานแด่สมเด็จฯ เจ้าฟ้าฯ กรมพระนครสวรรค์วรพินิตเมื่อวันที่ 17 พฤศจิกายน พ.ศ. 2443 ซึ่งมีพระราชประสงค์จะให้พระราชโอรสชั้นเจ้าฟ้าทุกพระองค์ทรงศึกษาวิชาทหาร

เพราะทรงมองว่าทหารเป็นสิ่งที่มีความจําเป็นต่อชาติบ้านเมือง แม้จะเกิดการเปลี่ยนแปลงรูปแบบการปกครอง เจ้านายเชื้อพระวงศ์ที่ทรงดํารงตําแหน่งทางทหารก็คงจะได้ทํางานราชการต่อไป นอกจากนี้แล้วการทหารจะเป็นกําลังสําคัญของประเทศชาติต่อไปในอนาคต เมื่อประเทศชาติได้พัฒนาความเจริญในด้านอื่นๆ ครบถ้วนแล้ว

“แต่ความวินิฉัยของพ่อข้อ 1 เจ้าจะรู้ฤาไม่ ไม่ทราบ ในเรื่อง ที่มีผู้ถือว่าการทหารดีที่สุด พลเรือนไม่ดี อีกพวก 1 ถือว่าการทหารไม่มีประโยชน์อะไร พลเรือนต้องการมากเมือ่พ่อได้กลับมาจากยุรปแล้ว ได้ยืนยันต่อแม่ว่าขออย่าให้มีความวิตกอันใด ที่เปนทหารนั้นดีมากกว่าพลเรือนเพราะอาจจะเรียนได้ทั้ง 2 อย่าง แลได้วินิจฉัยไว้ว่า

บรรดาลูกที่เปนเจ้าฟ้าควรจะต้องเปนทหาร เพราะเหตุว่าที่ปรมาทว่าเมืองไทยในภายน่าจะไม่มีเวลาเปนคอนสติตุชแนลไม่ได้ ถ้าหากว่าจะเลิกเจ้านายรับราชการ ในน่าที่พลเรือนเมื่อใด เจ้าฟ้าแลจะหลุดไปก่อนไม่มีอไรทํา ถ้าหากว่าเปนทหารอยู่คงจะได้เปนทหารอย่างเจ้านายฝรั่ง

อีกปรการหนึ่ง การในเมืองไทยเดี๋ยวนี้กลับกันกว่าแต่ก่อน แต่มิใช่ก่อนทีเดียว เพราะก่อนทีเดียวนั้น การทหารเปนสําคัญ สําหรับป้องกันศัตรูภายนอก เจ้านายย่อมเปนทหารมาก ภายหลังกลัวเปนขบถ ไม่ยอมให้ผู้ใดไปแตะต้องการข้างฝ่ายทหารจึงได้ทําการอยู่แต่ข้างฝ่ายพลเรือน ภายหลังมาการฝ่ายพลเรือเปนสําคัญขึ้นในเวลาบ้านเมืองสงบเรียบร้อย เจ้านายก็กลายเปนต้องถูกกันจากราชการฝ่ายพลเรือน เลยแกว่งอยู่เปล่าๆ

มาบัดนี้เจ้านายทําการฝ่ายพลเรือนมาก เพราะเหตุว่าเปนผู้ที่แกว่งอยู่เปล่าๆ ตามธรรมเนียมเดิม พ่อเหนว่าถ้าให้ทําการจะดีใจ และจะเปนพาหนะอันแขงแรง จึงเอาเจ้านายเข้าในการพลเรือน เพราะเหตุว่าพ่อเปนคนไม่มีไภยมีเวรแก่ผู้ใด ไม่กลัวใครจะคิดขบถ เพราะเชื่อว่าปราบแล้วด้วยความเย็นจึงได้เอาเข้าใช้ ก็นับว่าเปนพาหนะ อันดีที่จะทําให้ความประสงสําเรจได้ เวลานี้ก็เปนเวลานิยม การพลเรือน จึงมีผู้เหนการพลเรือนเปนดี เพราะเขาดูการแต่ชั่วชั้นเดียวเสมอมา

แต่พอคิดเหนว่า ถ้าการพลเรือนบริบูรณ์เข้าจนถึงออกแล่นได้สะดวก ในภายน่าการทหารจะกลับเปนดี แต่คนอย่างเช่นชั้นเจ้า พลเรือนคงยังจะเปนดีมาก แต่ถ้าหากว่าสืบไปภายน่าไม่มีตัวพ่อแล้ว การพลเรือนยังคงดีอยู่เช่นนี้ ถ้าหากว่าเปนที่รังเกียจคงจะไม่ได้ทําการพลเรือน ถ้ามีวิชาฝ่ายทหารไว้ ทหารนั้นแลจะเปนที่พึ่ง…”

ด้วยเหตุนี้พระราชโอรสในพระบาทสมเด็จพจระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวรุ่นต่อมาจึงได้เสด็จไปทรงศึกษาวิชาการทหารที่ประเทศยุโรป และเมื่อทรงสำเร็จการศึกษาแล้วพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงมีพระบรมราชโองการให้บรรดาพระราชโอรสเหล่านี้ทรงเข้ารับราชการทหารในตำแหน่งต่างๆ โดยเฉพาะพระราชโอรสที่ทรงมีบทบาทสำคัญทางการทหารในรัชสมัยของพระองค์ประกอบด้วย

พลเรือเอก พระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมหลวงชุมพรเขตรอุดมศักดิ์ ทรงสําเร็จวิชาทหารเรือจากประเทศอังกฤษและทรงกลับ มาเข้ารับราชการในตําแหน่งรองผู้บัญชาการทหารเรือ และเจ้ากรมยุทธศึกษาทหารเรือ พระกรณียกิจสําคัญขณะที่ทรงรับราชการนั้น พระองค์ทรงมีส่วนสําคัญเป็นอย่างยิ่งต่อ การปรับปรุงการศึกษาวิชาการทหารเรือให้ทันสมัย ทรงก่อตั้งโรงเรียนนายเรือขึ้นที่พระราชวังเดิม ซึ่งเป็นโรงเรียนสําหรับผลิตนายทหารชั้นสัญญาบัตร นอกจากนี้ยังทรงนํานักเรียนนายเรือออกไปฝึกภาคทะเลยังต่างประเทศ ตามอย่างหลักสูตรโรงเรียนนายเรือของชาติตะวันตก

จอมพล สมเด็จฯ เจ้าฟ้าฯ กรมหลวงพิษณุโลกประชานาถ ทรงสําเร็จการศึกษาวิชาทหารบกจากประเทศรัสเซีย เมื่อเสด็จกลับมารับราชการทหาร พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงมีพระบรมราชโองการแต่งตั้งพระองค์เป็นผู้ช่วยผู้บัญชาการกรมยุทธนาธิการ ต่อมาใน พ.ศ. 2449 มีพระบรมราชโองการแต่งตั้งให้พระองค์ดำรง ตําแหน่งผู้บัญชาการโรงเรียนนายร้อยทหารบกอีกตําแหน่งหนึ่ง นอกจากนี้เมื่อตําแหน่งเสนาธิการทหารว่างลงใน พ.ศ. 2452 พระ สมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวก็ทรงมีพระบรมราชโองการ ให้ทรงดํารงตําแหน่งเสนาธิการทหารบก เท่ากับว่าสมเด็จฯเจ้าฟ้าฯ กรมหลวงพิษณุโลกประชานาถทรงดํารงตําแหน่งที่สําคัญของกองบกพร้อมๆ กันถึง ๓ ตําแหน่งในเวลาเดียวกัน ซึ่งตําแหน่งกลายเป็นฐานพระราชอํานาจที่สําคัญของพระองค์

จอมพล จอมพลเรือ สมเด็จฯ เจ้าฟ้าฯ กรมพระนครสวรรค์วรพินิต ทรงสําเร็จการศึกษาวิชาทหารบกจากประเทศเยอรมนี โดยทรงกลับเข้ารับราชการทหารใน พ.ศ. 2446 ในตอนแรกพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงมีพระบรมราชโองการให้สมเด็จฯ เจ้าฟ้าฯ กรมพระนครสวรรค์วรพินิตทรงดํารงตําแหน่งเสนาธิการทหารบก ต่อมาเมื่อสมเด็จฯ เจ้าฟ้าฯ กรมพระยาภาณุพันธุวงศ์วรเดช ผู้บัญชาการทหารเรือทรงมีพระพลานามัยทรุดโทรมจนไม่สามารถปฏิบัติราชการได้ จึงทรงมีพระบรมราชโองการแต่งตั้งให้ทรงดํารงตําแหน่งผู้บัญชาการทหารเรือแทน หลังจากที่สมเด็จฯ เจ้าฟ้าฯ กรมพระนครสวรรค์วรพินิตทรงรับตําแหน่ง ผู้บัญชาการทหารเรือ ก็ได้มีการปรับปรุงแก้ไขระเบียบราชการภายในกองทัพเรือเสียใหม่ให้เป็นระบบมากยิ่งขึ้น รวมทั้งการปรับปรุงการ ซ่อมบํารุงเรือและแผนกพยาบาลทหารเรือให้มีประสิทธิภาพ

พลเอก พระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระกําแพงเพ็ชรอัครโยธิน ทรงสําเร็จการศึกษาวิชาทหารช่างจากประเทศอังกฤษ ทรงกลับมารับราชการในตําแหน่งผู้บัญชากองพลและจเรทหารช่าง ในระยะแรกที่ทรงเสด็จกลับมารับราชการในกองทัพบก ทรงมีพระบรมราชโองการให้ทรงทําหน้าที่เป็นอาจารย์สอนวิชาทหารช่างให้แก่นักเรียนนายร้อย ต่อมาใน พ.ศ. 2451 มีพระบรมราชโองการแต่งตั้งให้พระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระกําแพงเพ็ชรอัครโยธินทรงดํารงตําแหน่งจเรทหารช่าง ซึ่งมีหน้าที่ตรวจการช่างกลต่างๆ ในกองทัพบก อํานวยการฝึกสอนในโรงเรียนฝึกหัด ทหารช่างและเก็บรักษาอาวุธยุทโธปกรณ์ต่างๆ

นอกจากนี้ยังมีพระราชโอรสในพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวที่เสด็จไปทรงศึกษาวิชาทหารในรัชสมัยพระองค์ แต่ทรงกลับมาเข้ารับราชการทหารในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว ได้แก่ พลเรือเอก สมเด็จฯ เจ้าฟ้าฯ กรมหลวงนครราชสีมา ที่ในตอนแรกเสด็จไปทรงศึกษาวิชาทหารบกที่ประเทศอังกฤษ แต่ด้วยปัญหาด้านพระวรกายทําให้ต้องเสด็จกลับมาทรงศึกษาวิชาทหารที่โรงเรียนนายร้อยทหารบก, จอมพลเรือ สมเด็จฯ เจ้าฟ้าฯ กรม หลวงสงขลานครินทร์ทรงสําเร็จการศึกษาวิชาทหารเรือจากประเทศเยอรมนี และพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงสําเร็จการศึกษา วิชาทหารบกจากประเทศอังกฤษ

กองทัพในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว เป็นกองทัพที่เริ่มปรับตัวเข้าสู่การเป็นกองทัพสมัยใหม่อย่างเต็มรูปแบบ ซึ่งจําเป็นต้องอาศัยความรู้ทางการทหารสมัยใหม่ที่มีการเรียนการสอน อยู่แต่ในต่างประเทศเป็นสําคัญในการพัฒนากองทัพ ด้วยเหตุนี้บรรดาพระราชโอรสในพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวที่ทรงโปรดเกล้าฯ ให้เสด็จไปทรงศึกษาวิชาการทหารยังต่างประเทศ และเมื่อทรงกลับมารับราชการในกองทัพต่างมีตําแหน่งที่สําคัญภายในกองทัพ ก็เพื่อที่จะได้เป็นกําลังสําคัญในการพัฒนากองทัพให้มีความเจริญก้าวหน้ายิ่งขึ้น

ข้อมูลจาก

เทพ บุญตานนท์. การเมืองในการทหาร สมัยรัชกาลที่ 6, สำนักพิมพ์มติชน ธันวาคม 2559

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...