โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

Workwear Style จากชนชั้นแรงงานสู่เสื้อผ้าในแบบไฮแฟชั่น

The Momentum

อัพเดต 02 พ.ค. 2562 เวลา 06.47 น. • เผยแพร่ 02 พ.ค. 2562 เวลา 06.47 น. • สันติชัย อาภรณ์ศรี

In focus

  • เสื้อผ้าสไตล์เวิร์กแวร์ (workwear) หรือเสื้อผ้าที่ได้แรงบันดาลใจมาจากยูนิฟอร์มของคนทำงานในรูปแบบต่างๆ ส่วนมากมักเป็นยูนิฟอร์มของชนชั้นแรงงานมีตั้งแต่แบรนด์ Carhartt ซึ่งก่อตั้งในปี 1889 หรือ Dickies ในปี 1922 ทั้งหมดเกิดจากผลพวงของการปฏิวัติอุตสาหกรรมในช่วงครึ่งหลังของศตวรรษที่ 19 ที่ก่อให้เกิดอาชีพแรงงานในโรงงานและอุตสาหกรรมต่างๆ มากมายที่ต้องใช้เสื้อผ้ารูปแบบพิเศษในการทำงาน
  • กางเกงยีนส์กลายมาเป็นแฟชั่นสำหรับคนทั่วไปในช่วงยุค 1950s  จากอิทธิพลของดาราฮอลลีวูด มาร์ลอน แบรนโด ในภาพยนตร์เรื่อง Wild One ในปี 1953 ตามมาด้วยเจมส์ ดีน ในภาพยนตร์เรื่อง Rebel Without A Cause ในปี 1955 ซึ่งนอกจากจะทำให้กางเกงยีนส์กลายมาเป็นแฟชั่นไอเท็มแล้ว ยังเป็นตัวแทนของ ‘แนวความคิด’ ทางสังคมของคนหนุ่มสาวในยุคนั้น สร้างภาพลักษณ์ของผู้สวมใส่ให้กลายเป็นคนขบถหัวรั้นต่อต้านสังคมไปโดยปริยาย
  • เสื้อผ้าเวิร์กแวร์กลายมาเป็นแฟชั่นในไอเท็มในช่วงยุค 80s-90s ผ่านวัฒนธรรมป็อป โดยเฉพาะเพลงและมิวสิกวิดีโอ การก่อกำเนิดของ MTV ทั้งบอยแบนด์ระดับโลกในยุคนั้นอย่าง New Kids On The Block หรือเหล่าแร็ปเปอร์อย่าง Tupac, Will Smith, DJ Premier, Mobb Deep, Nas, Wu-Tang สวมใส่เสื้อผ้าเวิร์กแวร์กันทั้งนั้นจนกลายเป็นเครื่องแบบประจำวัฒนธรรมฮิปฮอปก็ว่าได้

ในปี ค.ศ. 1872 ลีวายส์ สเตราส์ จับมือกับเจคอบ เดวิส ช่างเย็บเสื้อผ้าให้กับเหล่ากรรมกร ณ เมืองเรโน่ รัฐเนวาดา นำเอาผ้าฝ้ายและหมุดสีขาวมาสร้างสรรค์เป็นกางเกงสำหรับผู้ใช้แรงงาน ก่อนจะเกิดเป็นกางเกงยีนส์ในเวลาต่อมา

ลีวายส์ไม่ได้เป็นแบรนด์เดียวเท่านั้นที่ทำเสื้อผ้าขึ้นมาเพื่อชนชั้นผู้ใช้แรงงาน แบรนด์ที่ผลิตเสื้อผ้าในสไตล์เวิร์กแวร์ (workwear) หรือเสื้อผ้าที่ได้แรงบันดาลใจมาจากยูนิฟอร์มของคนทำงานในรูปแบบต่างๆ ซึ่งส่วนมากมักเป็นยูนิฟอร์มของชนชั้นแรงงานมีตั้งแต่แบรนด์ Carhartt ซึ่งก่อตั้งในปี ค.ศ. 1889 หรือ Dickies ในปี ค.ศ.1922 ซึ่งทั้งหมดเกิดจากผลพวงของการปฏิวัติอุตสาหกรรมในช่วงครึ่งหลังของศตวรรษที่ 19 ที่ก่อให้เกิดอาชีพแรงงานในโรงงานและอุตสาหกรรมต่างๆ มากมายที่ต้องใช้เสื้อผ้ารูปแบบพิเศษในการทำงาน

*Overalls Take It All *

ฝรั่งเรียก Overalls หรือ Bib Overalls หรือ Dungarees คนไทยเรียกตั้งแต่ชุดคนงาน ชุดหมี ไปจนถึงชุดเอี๊ยม น่าจะเป็นตัวอย่างที่ชัดเจนของการหยิบยืมเอายูนิฟอร์มของชนชั้นแรงงานมาใช้ในการสร้างสรรค์เป็นแฟชั่นไอเท็ม

ชุดหมีหรือชุดเอี๊ยมนี้ปรากฏให้เห็นในสหรัฐอเมริกาตั้งแต่กลางศตวรรษที่ 18 ทำด้วยผ้าแคนวาสหรือหนัง สวมใส่เพื่อใช้ป้องกันร่างกายจากสิ่งต่างๆ ในเวลาทำงาน ซึ่งเป็นชุดที่วิวัฒนาการมาจากสิ่งที่เรียกว่า Spatterdashes หรือผ้ากันเปื้อน ในขณะที่ Spatterdashes นั้นคลุมแค่ช่วงล่างลงไป แต่ Overalls นั้นคลุมเลยขึ้นมาจนถึงท้อง และจากยูนิฟอร์มของคนงานชุดเอี๊ยมนี้ก็เริ่มแพร่กระจายสู่แวดวงทหารในช่วงสงครามปฏิวัติอเมริกา

ในช่วงต้นศตวรรษที่ 19 พลเมืองทั้งอังกฤษและอเมริกาเริ่มจะใส่ชุดเอี๊ยมกันแล้ว ก่อนที่ชุดเอี๊ยมจะถูกแยกประเภทโดยสีในช่วงยุค 1850s สีขาวสำหรับจิตรกร ลายทางสำหรับคนงานทำถนน และสีน้ำเงินสำหรับชาวนา และในยุค 1870s สายเอี๊ยมที่แต่ก่อนเป็นกระดุมก็ถูกแทนที่ด้วยสายคาดในแบบที่เราเห็นทุกวันนี้ โดยการสร้างสรรค์ของแบรนด์ Levi’s ซึ่งถือว่า ‘Cult’ มากในยุคนั้น

แต่หากจะกล่าวถึงชุดเอี๊ยม แบรนด์ที่กลายเป็น ‘เจ้าของ’ ชุดเอี๊ยมที่ได้รับการยอมรับมาจนถึงปัจจุบันก็คือ Dickies ก่อตั้งโดย E.E. Colonel Dickie และ C.N. Williamson ในนามบริษัท Williamson-Dickie Mfg Co. ในเมืองฟอร์ทเวิร์ธ เท็กซัส เริ่มต้นจากการทำชุดเอี๊ยมขายให้กับชาวไร่ชาวนาและผู้ใช้แรงงานทางใต้ และได้รับสัมปทานในการทำยูนิฟอร์มให้กับทหารอเมริกาจำนวน 9 ล้านคนในช่วงสงครามโลกครั้งที่สอง ซึ่งทำให้ชื่อเสียงของแบรนด์ Dickies ในฐานะแบรนด์ผลิตเสื้อผ้าเวิร์กแวร์เป็นที่รู้จักมากขึ้น โดยเฉพาะในช่วงหลังสงครามโลกที่สหรัฐฯ กำลังสร้างบ้านแปลงเมือง WPA หรือ Work Progress Administration มีการจ้างแรงงานสูงถึง 8.5 ล้านคนเพื่อมาทำถนน สวน สะพาน และสิ่งก่อสร้างสาธารณะต่างๆ อันเป็นตัวจุดประกายให้เสื้อผ้าที่เรียกว่าเวิร์กแวร์ได้รับความนิยมสูงขึ้น

แต่ถึงอย่างไรชุดเอี๊ยมก็ยังคงถูกนิยามการสวมใส่ไว้ว่าเป็น ‘ชุดทำงาน’ แม้ว่าเด็กและผู้หญิงจะเริ่มสวมใส่ได้ในช่วงสงครามโลก เพราะต้องทำงานแทนผู้ชายที่ไปออกรบ และหลังจากสงครามโลกก็ยังคงใส่มาอย่างต่อเนื่องในการ ‘ทำงาน’ แต่เมื่อไม่ได้ทำงานก็ไม่มีใครใส่ชุดเอี๊ยมออกมาเดินถนนเหมือนเช่นทุกวันนี้ ชุดเอี๊ยมเริ่มเป็นสไตล์การสวมใส่ออกสู่ที่สาธารณะนอกจากสถานที่ทำงานโดยเริ่มจากผู้ชายก่อนในช่วงยุค 1970s ก่อนจะเดินทางเข้าสู่ความเป็น ‘แฟชั่น’ ในช่วงยุค  1980s

Becoming ‘Fashion’

กางเกงยีนส์กลายมาเป็นแฟชั่นสำหรับคนทั่วไปในช่วงยุค 1950s  จากอิทธิพลของดาราฮอลลีวูดมาร์ลอน แบรนโด ในภาพยนตร์เรื่อง Wild One ในปี ค.ศ. 1953 ตามมาด้วยเจมส์ ดีน ในภาพยนตร์เรื่อง Rebel Without A Cause  ในปี ค.ศ. 1955 ชนิดที่เรียกว่าเป็นผู้จุดชนวนความฮอตของยีนส์ในคนหนุ่มสาวที่อยากจะ ‘ขบถ’ ต่อพ่อแม่ สังคม ทำให้กางเกงยีนส์นอกจากจะกลายมาเป็นแฟชั่นไอเท็มแล้ว ยังเป็นตัวแทนของ ‘แนวความคิด’ ทางสังคมของคนหนุ่มสาวในยุคนั้น สร้างภาพลักษณ์ของผู้สวมใส่ให้กลายเป็นคนขบถหัวรั้นต่อต้านสังคมไปโดยปริยายจนทำให้กางเกงยีนส์ถูกแบนในหลายพื้นที่ทั้งโรงเรียน ร้านอาหาร และกางเกงยีนส์ก็ถูกหยิบมาใช้อย่างต่อเนื่องในฐานะ ‘สัญลักษณ์’ แห่งการต่อต้านสังคม โดยเฉพาะในช่วงยุค 60s และ 70s ที่เหล่าหนุ่มสาวบุปผาชนทั้งหลายสวมใส่กางเกงยีนส์ออกมาเดินขบวนประท้วงสงครามจนเกิดเป็นสไตล์แฟชั่นที่เรียกว่า ‘ฮิปปี้’

จนกระทั่งเข้าสู่ยุค 80s สไตล์เวิร์กแวร์ถูกนำเข้าสู่วัฒนธรรมป็อปอีกครั้งในฐานะ ‘แฟชั่น’ ไอเท็ม ผ่านแวดวงดนตรีโดยเฉพาะฝั่งฮิปฮอปที่กำลังก่อร้างสร้างตัววัฒนธรรมย่อยของตัวเอง ทั้งแบรนด์เวิร์กแวร์ระดับโลกอย่าง Dickies แต่คงไม่มีแบรนด์ไหนจะฮอตไปกว่า Carhartt อีกแล้วในยุคนั้น

Carhartt ก่อตั้งในปี ค.ศ. 1889 โดย Hamilton Carhartt ในมิชิแกน สร้างสรรค์เสื้อผ้าสำหรับคนงานที่ทำงานในอุตสาหกรรมหนักอย่างเหล็ก รางรถไฟ ด้วยเนื้อผ้าที่ทนทานและมีกระเป๋ามากมาย โดยเฉพาะชุดเอี๊ยมที่ตอบโจทย์คนงานรางรถไฟอย่างมาก  

หากใครเกิดทันยุค 80s คงจะจำได้ว่าวัฒนธรรมป็อป โดยเฉพาะเพลงและมิวสิกวิดีโอกำลังได้รับความนิยม เริ่มต้นจากการก่อกำเนิดของ MTV ในปี ค.ศ. 1981 ซึ่งกลายเป็นเครื่องมือชั้นดีในการเผยแพร่วัฒนธรรมป็อปไปทั่วโลก เช่นเดียวกันกับแฟชั่น ในมิวสิกวิดีโอเพลง ‘Come On Eileen’ ของวง Dexy’s Midnight Runners เพลงดังในปี ค.ศ. 1982 สมาชิกวงทุกคนสวมใส่ชุดเอี๊ยมยีนส์เป็นยูนิฟอร์มประจำวง แม้กระทั่งบอยแบนด์ระดับโลกในยุคนั้นอย่าง New Kids On The Block ก็มีชุดเอี๊ยมเป็นหนึ่งในชุดประจำของวงเช่นเดียวกัน

จนกระทั่งเข้าสู่ยุคฮิปฮอปในปลายยุค 80s ไปจนตลอดยุค 90s เราได้เห็น Tupac, Will Smith, DJ Premier, Mobb Deep, Nas, Wu-Tang สวมใส่เสื้อผ้าเวิร์กแวร์กันทั้งนั้นจนกลายเป็นเครื่องแบบประจำวัฒนธรรมฮิปฮอปก็ว่าได้ โดยเฉพาะแบรนด์ Carhartt ที่กลายเป็นแฟชั่นสุดฮิตของเหล่าแร็ปเปอร์ทั้งหลาย โดยเฉพาะเจ้าพ่อของวงการทั้ง Notorious B.I.G. และ Tupac ที่สวมใส่ Carhartt เป็นประจำ ด้วยเสื้อผ้าเวิร์กแวร์นั้นมีรูปแบบ รูปทรงการตัดเย็บที่มีความเป็น ‘ผู้ชาย’ อย่างเต็มเปี่ยม โครงชุดแบบโอเวอร์ไซส์ ตัดเย็บอย่างดี ซึ่งสามารถนำเสนอภาพ ‘ความเป็นแร็ปเปอร์’ ที่ต้องแมนและมาโชได้เป็นอย่างดี ชื่อเสียงของเสื้อผ้าเวิร์กแวร์ตั้งแต่ชุดเอี๊ยม แจ็กเก็ต กางเกงทรงแบ๊กกี้ โดยเฉพาะของ Carhartt จึงกลายมาเป็นแฟชั่นไอเท็มของวัฒนธรรมย่อยอย่างกลุ่มฮิปฮอปในช่วงนั้นก่อนที่จะระบาดไปทั่วในฐานะส่วนหนึ่งของป็อปคัลเจอร์ที่ถูกนำเสนอผ่านมิวสิกวิดีโอและเอ็มทีวี

High Fashion Statement

จากความแมสของกางเกงยีนส์ที่มีแบรนด์ต่างๆ ผลิตขึ้นมากมาย ทั้ง Levi’s, Wrangler, Lee, Diesel กางเกงยีนส์ถูกยกระดับเข้าสู่ทำเนียบไฮแฟชั่นโดย Calvin Klein ที่ผนวกเข้ากับความเซ็กซี่ตั้งแต่โฆษณาของบรูค ชีลด์ส ในปี ค.ศ. 1980 เรื่อยมาจนถึงปัจจุบัน ในขณะที่แบรนด์เวิร์กแวร์อื่นๆ ก้าวไปสู่ความเป็นสตรีทแวร์ ทั้งการเป็นเสื้อผ้าของเด็กสเก็ตบอร์ด โดยเฉพาะ Carhartt และ Dickies ที่กลายเป็นอีกหนึ่งสัญลักษณ์ของวัฒนธรรมย่อยเด็กบอร์ดในช่วงยุค 90s เป็นต้นมา ก่อนจะถูกตีตลาดด้วยแบรนด์สตรีทแวร์อื่นๆ ในช่วงยุค 90s อย่าง Supreme หรือ Stussy

 

ในขณะที่รูปแบบของเสื้อผ้าเวิร์กแวร์ก็ถูกดีไซเนอร์ของแบรนด์ไฮแฟชั่นหยิบยืมไปพัฒนาต่อ ทั้ง Helmut Lang, Dries Van Noten, Junya Watanabe, Kiko Kostadinov, Craig Green ไปจนถึง Preston Heron ในปัจจุบัน แต่นั่นก็เป็นเพียงรูปแบบของโครงสร้างของเสื้อผ้าที่นำส่วนต่างๆ ของงานเวิร์กแวร์มาปรับใช้กับรูปแบบของแฟชั่นในแบบปัจจุบัน ซึ่งก็เป็นเรื่องธรรมดาสามัญของการสร้างสรรค์แฟชั่นที่มักนำแรงบันดาลใจจากตรงนั้นตรงนี้มาผสมผสานรวมกันสร้างสรรค์เป็นสิ่งใหญ่ขึ้นมาเสมอ

แต่คงไม่มีใครพาสิ่งที่เรียกว่าเวิร์กแวร์ไปไกลได้มากกว่า Vetements อีกแล้ว ที่ไม่ได้นำแค่บางส่วนของประกอบของเสื้อผ้าแบบเวิร์กแวร์มาใช้ แต่นำเสื้อผ้าที่เป็น ‘ชุดทำงาน’ มาใช้เลย กับเสื้อยืดสีเหลืองโลโก้ DHL ในตำนานในคอลเล็กชั่นปี ค.ศ. 2015ที่ทำให้โลกแฟชั่นปั่นป่วนว่าเราจะซื้อเสื้อยืดในแบบพนักงาน DHL ในราคาไฮแฟชั่นจริงๆ หรือ แต่คำถามนั้นก็อยู่ได้ไม่นาน เพราะเสื้อตัวนั้นระบาดทั้งของจริงและของปลอมไปทั่วโลก

แน่นอนว่า…มีคนอยากจะเป็นพนักงาน DHL ด้วยการสวมเสื้อยืดประดับโลโก้ DHL ในราคาสูงลิบลิ่ว

ประเด็นของเสื้อผ้าเวิร์กแวร์หรือเสื้อยูนิฟอร์มของพนักงานนั้น (แม้แต่ยูนิฟอร์มประเภทอื่นๆ) ถูกตั้งคำถามมานานแล้วกับการลดทอน ‘ตัวตน’ ของผู้สวมใส่ แล้วแปะป้ายสิ่งอื่นๆ ลงไปไม่ว่าจะเป็นอาชีพ สถานะทางสังคม หรือสถานะทางเศรษฐกิจ สิ่งที่ Demna Gvasalia ผู้ก่อตั้งแบรนด์ Vetements ก่อนจะสละมาทำ Balenciaga ทำผ่านเสื้อยืด DHL ก็คือการสลับบทกันเล่น ทั้งการทำให้เสื้อยูนิฟอร์มหรือเสื้อผ้าที่เป็นชุดทำงานถูก ‘แปรสาร’ ไปเป็นอย่างอื่นนอกจากการงาน อาชีพ สถานะทางเศรษฐกิจและสังคม ในขณะเดียวกันผู้ที่มีสถานะทางสังคมใกล้เคียงกับพนักงานส่งของ DHL ก็จะไม่เห็นว่าเสื้อยืดตัวนี้โก้เก๋ตรงไหน และไม่คิดที่จะซื้อมาใส่ แต่ลูกค้าของ Vetements เองที่เห็นว่านี่คือความเก๋ ก็จะได้สวมบทเป็นเด็กส่งของบ้างในราคาที่พวกเขาต้องจ่าย ซึ่งก็แพงระยับอยู่ แต่ทั้งหมดทั้งมวลมันคือความพยายามทำลายกรอบการลดทอนอัตลักษณ์และตัวตนของชุดยูนิฟอร์ม หรือแม้กระทั่งการแปะป้ายยี่ห้อแบรนด์ลงบนสิ่งของที่เรียกว่า ‘แฟชั่น’ เพราะหากป้ายยี่ห้อบริษัทส่งของอย่าง DHL กลายมาเป็นแฟชั่นแห่งปีได้ คำว่าแฟชั่นนั้นก็คงไม่มีความหมายในการกีดกันระดับชั้นของผู้คนในสังคมอีกต่อไปแล้ว

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...