เหตุใดเราจึงตื่นมาตั้งสเตตัสวิจารณ์-ด่า-บ่นคนอื่น? คำถามและคำตอบจาก 'ปาน ธนพร'
‘ขอร้องเลยละกันค่ะ ช่วยสละเวลาอ่านสักหน่อย ดีต่อเราจริงๆค่ะ’ ปาน ธนพร แวกประยูร ขึ้นต้นไว้อย่างนั้นในอินสตาแกรม parnthanaporn ของตัวเมื่อวันก่อน
จากนั้นก็ว่าอยากให้อ่านเรื่องที่เธอเขียนเหล่านี้ไล่เรียงกันไปตามลำดับตัวเลข
โดยรายละเอียดมีดังนี้
‘เหตุใดเราจึงตื่นมาตั้งสเตตัสวิจารณ์-ด่า-บ่นคนอื่น?’
‘1. เราใช้เวลาตั้งแต่เกิดจนถึงวันนี้ก่อร่างสร้าง “ฉัน” ขึ้นมาในใจตัวเอง สิ่งนี้ค่อยๆ ก่อ “อัตตา” ให้เกิดขึ้นในใจ
2. “ฉัน” คือสิ่งที่ประกอบขึ้นจากการยึดมั่นในบางสิ่งหรือหลายสิ่ง เช่น ความเป็นเจ้าของ เพศ นามสกุล เชื้อชาติ เผ่าพันธุ์ อาชีพการงาน อุดมการณ์ ความเชื่อ ฯลฯ ที่เราใช้เวลาคลุกคลีและถูกปลูกฝังมา
3. ความเป็นฉันที่สั่งสมมานี้เองที่เราใช้ตัดสินคนอื่น สิ่งอื่นว่าดี-ไม่ดี ถูก-ผิด ชอบ-ไม่ชอบ ทั้งที่การตัดสินนั้นไม่ใช่ “ความจริง” เป็นเพียงผลของความคิดที่สะสมมาเท่านั้น
4. สิ่งที่เรายึดมั่นถูกทำให้กลายเป็น “ฉัน” ไปด้วย เราผสานเป็นสิ่งเดียวกับสิ่งนั้น ตุ๊กตาของฉัน บ้านของฉัน ชาติของฉัน อุดมการณ์ของฉัน ความเชื่อของฉัน หากใครแตะต้องสิ่งเหล่านี้เราจะรู้สึกราวกับถูกกระทำกับตัวเอง เจ็บปวดราวกับสิ่งนั้นเป็นตัวเรา
5. อย่างที่พระท่านบอกว่า แก้วคนอื่นแตกเราไม่รู้สึกอะไร แต่พอแก้วของเราแตก เราจะเป็นจะตาย ทั้งที่เป็นแก้วแบบเดียวกัน
6. ความเป็น “ฉัน” ไม่อาจอยู่ได้ ถ้าไม่มี “คนอื่น” ซึ่งคนอื่นจะเป็นคนอื่นอย่างที่สุดเมื่อเป็นศัตรูหรือฝ่ายตรงข้ามกับฉัน
7. ลึกๆ แล้วอัตตาในตัวเราจึงโหยหาศัตรู เพื่อชี้นิ้วไปตำหนิติโทษ แยกตัวเองออกจากคนนั้น เพื่อนิยามความเป็นฉันให้ชัดเจนด้วยความแตกต่าง “ฉัน” ไม่เป็นแบบ “มัน”
8. นิสัยชอบจับผิด บ่นว่าผู้อื่นจึงเป็นอาหารของอัตตา เราเปิดเฟซบุ๊กมาทุกวันแล้วเขียนคอมเมนต์วิจารณ์ใครสักคน อะไรสักอย่างเหมือนการให้อาหาร ให้ขนมกับอัตตาตัวเองให้อิ่มและเติบโต เป็น “ฉัน” ตัวอ้วนๆ จากการวิจารณ์คนอื่น
9. ทุกครั้งที่ก่นด่าคนอื่น เราจะเพิ่มความมั่นใจให้กับอัตตาของตัวเอง ถ้าคนอื่นไม่ดีแปลว่าเราดี ถ้าคนอื่นผิดแปลว่าเราถูก ถ้าคนอื่นโง่แปลว่าเราฉลาด อัตตาก็จะแข็งแรงและตัวใหญ่ขึ้นไปอีก
10. ไม่มีอะไรเสริมสร้างอัตตาได้ดีไปกว่าการเป็นฝ่ายถูก ยิ่งเชื่อว่าตัวเองถูก เราก็ยิ่งเชิดชูตัวเองให้สูงขึ้น เราจึงรู้สึกดีทุกครั้งที่ได้ด่า บ่น หรือวิจารณ์ใคร เพราะอัตตากำลังได้กินของอร่อย …
11. อัตตาจะถือว่าทุกอย่างเป็นเรื่องของฉันไปทั้งหมด ข่าวสารต่างๆ การเมือง ฟุตบอล ฯลฯ การแสดงความคิดเห็นเป็นเรื่องปกติ แต่การก่นด่ากันแบบจะเป็นจะตายนั้นเป็นอาการออกฤทธิ์ของอัตตา
12. เราจึงยอมไม่ได้ที่จะมี “ความถูกต้องอื่น” หรือ “ความคิดแบบอื่น” ปะปนอยู่ข้างๆ กัน ลึกๆ แล้วเราอาจจะกลัวว่าเราจะกลายเป็นคนที่ไม่ได้ถูกต้องอยู่ฝ่ายเดียว และอัตตาของเราจะถูกรบกวน สั่นคลอน หรือต้องสูญเสียในสิ่งที่เชื่อมั่นไป
13. เวลาประกาศสนับสนุนใครหรือทัศนคติแบบใดแบบหนึ่งเสียงดังฟังชัด แท้จริงแล้วเราอาจไม่ได้ทำเพราะเชื่อในสิ่งนั้นหรือปรารถนาดีกับใคร แต่เราส่งเสียงดังอย่างรุนแรงเพราะต้องการหล่อเลี้ยงและปกป้องอัตตาของเรา
14. ถ้าเรามีเจตนาดี การถกเถียงไม่จำเป็นต้องรุนแรงเลย เราสามารถแลกเปลี่ยนความคิด ข้อมูล ความรู้กันแบบถ้อยทีถ้อยอาศัยและมีเมตตาต่อกันได้ โดยวางอัตตาไว้ก่อน
15. นอกจากนั้น เรายังเข้าใจผิดอีกว่า “อัตตา” ที่สะสมมาเนิ่นนานของคนอื่นเป็นตัวตนของเขา เวลาเถียงกับใครคอเป็นเอ็น ที่แท้เรากำลังเถียงกับ “อัตตา” ของเขา นั่นไม่ใช่ตัวเขาจริงๆ เป็นเพียงสิ่งที่เขายึดติดแล้วยังหาวิธีวางไม่ได้
16. เมื่ออัตตาเถียงกับอัตตา สุดท้ายก็นำมาซึ่งความรุนแรง เกลียดชัง และแตกแยก ซึ่งพอแตกกันไป ทั้งสองฝ่ายก็ยิ่งยึดในความถูกต้องของตัวเองมากขึ้นไปอีก
17. เพื่อเป็นอิสระจากอัตตา เราต้องตระหนักรู้ถึงมัน ทุกครั้งที่มีอารมณ์หรือความคิดวิพากษ์วิจารณ์เกิดขึ้น ตรวจสอบสักนิดว่าอะไรที่ทำให้เราคิดเช่นนั้น เราถูกปลูกฝัง หล่อหลอม หรือมีประสบการณ์แบบไหนมาจนกระทั่งเชื่อมั่นใน “ความจริง” ที่เรายึดถืออยู่ มองเห็นทั้งจังหวะที่มันเกิดขึ้นและรากที่มาของมัน จังหวะที่ “เห็น” อัตตาจะหลบหน้าไป ความตระหนักรู้กับอัตตาไม่สามารถอยู่ในที่เดียวกันได้
18. อัตตานั้นต้องการความโดดเด่น เรียกร้องความสนใจ ต้องการมีความสำคัญ ต้องการอำนาจ ต้องการมากขึ้นเรื่อยๆ เมื่อตระหนักถึงอัตตา เราย่อมใจเย็นลง ซ่อนตัว ไม่จำเป็นต้องตะโกนออกมาทุกเหตุการณ์ คิดช้าๆ ใคร่ครวญ ไม่รีบตัดสิน และไม่ยืนยันเสียงแข็งว่าฉันเท่านั้นที่ถูก ไม่ชี้นิ้วไปทางคนอื่นแล้วบอกว่าเขาโง่ ไม่เห็นคนที่คิดต่างเป็นศัตรู แต่ใช้ความคิดต่างนั้นเป็นกระจกส่องอัตตาตัวเอง
19. อัตตาชอบอ้างคนใหญ่คนโต คนมีชื่อเสียง เพื่อยกตัเองให้เหนือกว่าคนอื่น เมื่อไหร่ที่เราพูดถึง เขียนถึง อ้างถึงคนใหญ่คนดังก็น่าตรวจสอบตัวเองว่าเรากำลังเพิ่มพลังให้อัตตาขึ้นมาอยู่เหนือกว่าคนอื่นหรือเปล่า
20. แม้มั่นใจเพียงใด แต่ภายในแล้วอัตตารู้สึกไม่ปลอดภัย เพราะลึกๆ แล้วก็รู้ดีว่าสิ่งที่ยึดมั่นอยู่นั้นเป็นเพียง “ส่วนหนึ่ง” ของความจริงทั้งหมด ที่พร้อมจะถูกหักล้าง หรือสลายหายวับไปตลอดเวลา ไม่ว่าสิ่งนั้นจะเป็นสิ่งของที่เป็นรูปธรรมหรือความคิดเชิงนามธรรม อัตตาจึงน่าสงสาร แกล้งทำเป็นแข็งแกร่งแต่ที่จริงแล้วอ่อนแอ เสียงดังแต่ขี้กลัว …
21. อัตตารู้ดีว่าสิ่งที่ยึดอยู่นั่นโยกคลอนเพียงใด จึงต้องยึดให้มั่นที่สุด ส่งเสียงให้ดังที่สุด ใช้ถ้อยคำรุนแรงเพื่อตอกย้ำความเชื่อมั่นอันโยกคลอนของตัวเอง
22. เรามักดำเนินชีวิตอยู่บนตัวตนที่เราคิดว่าเราเป็น เราคิดว่าเราเป็นผู้ผดุงความยุติธรรม คิดว่าเราเป็นคนดี คิดว่าเราเป็นนักต่อสู้เพื่ออุดมการณ์ เรายึดตัวตนนี้ไว้แน่นหนา สะกดจิตให้ตัวเองเชื่อว่าเป็น ทั้งที่จริงๆ แล้วสิ่งนี้ไม่ใช่ตัวตนแท้จริงของเราแต่อย่างใด
23. เมื่อไหร่ที่เราวางบทบาทที่เราสมมุติขึ้นมานั้นลง จะพบว่าเราเปิดกว้างที่จะเรียนรู้ ทำความเข้าใจ สร้างบทสนทนาใหม่ๆ โดยไม่ต้องเป็นอะไร แค่เป็นคนคนหนึ่งที่มีพื้นที่ว่างให้กับความเป็นไปได้ใหม่ๆ ไม่ต้องแข็งแกร่ง ไม่ต้องอ่อนไหว ไม่ต้องขี้โมโห ไม่ต้องเท่ ไม่ต้องฉลาด
24. ภาวะนั้นคือภาวะว่างเปล่าจากอัตตา ซึ่งหมายความว่าว่างเปล่าจากอดีตที่เราสะสมมาเนิ่นนาน ที่เราถูกปลูกฝังมาเนิ่นนาน กลับสู่ปัจจุบันที่เบาสบาย ไม่ต้องชี้นิ้วด่าใครเพื่อให้ตัวเองสูงส่งขึ้น
25. อัตตาเสริมกำลังตัวเองด้วยความทุกข์ มันไม่ชินกับความสงบ เพราะในภาวะนั้นมันจะหายไป เราจึงตื่นมาเพื่อมองหาเรื่องวิจารณ์เพื่อจะได้รู้สึกว่า “ฉัน” ยังมีอยู่ ยังแข็งแกร่ง โดยลืมไปว่า แท้จริงแล้วสิ่งที่เราโหยหาและต้องการคือความสงบในจิตใจ ซึ่งจะไม่มีวันเกิดขึ้นตราบที่ “ฉัน” ยังชี้นิ้วไปยัง “คนอื่น” แล้วดุด่าว่ากล่าว “พวกมัน” ไม่เว้นแต่ละวัน
เพราะที่ใดมี “อัตตา” ที่นั่นไม่สงบ
ที่ใด “สงบ” ที่นั่นไม่มีอัตตา ========================================= เขียนหลังจากการอ่านหนังสือ A New Earth ของเอ็กฮาร์ต โทลเล่ แปลโดย มนตรี ภู่มี สนพ.ดีเอ็มจี
…
‘ยาวมาก แต่ได้ความรู้ ขอบคุณคะ ขอบคุณมากๆ’ คือความเห็นที่มีคนบอกไว้ใต้โพสต์นี้
ขอบคุณข้อมูลและภาพจาก parnthanaporn