ไลเซนส์โบรกเกอร์ประกันฮอต แบงก์-น็อนแบงก์ ชิงเบี้ย 2 แสนล้าน
ธุรกิจแห่ขอไลเซนส์โบรกเกอร์ประกันภัยคึกคัก ยอดบริษัทใหม่เพิ่มปีละ 30-40 ราย “แบงก์-น็อนแบงก์” เอาด้วยชิงเค้กเบี้ยวินาศภัย 2 แสนล้านบาท “นายกสมาคมนายหน้าประกันภัยไทย” ชี้ธุรกิจรายใหญ่รุกหนักใช้ต่อยอดธุรกิจ เตือนโบรกเกอร์ประกันรายเล็กเริ่มอยู่ยาก แนะเร่งปรับตัวใช้เทคโนโลยี-ไม่ปฏิเสธควบรวมกิจการ
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ธุรกิจนายหน้าประกันภัย (โบรกเกอร์) ในปัจจุบันมีจำนวนบริษัทที่ได้รับอนุญาต (ไลเซนส์) เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยข้อมูลจากสำนักงานคณะกรรมการกำกับและส่งเสริมการประกอบธุรกิจประกันภัย (คปภ.) พบว่า ปี 2563 นี้ ตั้งแต่ต้นปีถึงปัจจุบัน (ณ 15 พ.ค. 2563) มีนิติบุคคลที่ยื่นขอใบอนุญาตโบรกเกอร์ประกันภัยรายใหม่แล้ว 8 ราย ได้แก่ 1.บริษัท ไทยพาณิชย์ โพรเทค จำกัด 2.บริษัท ไอซีบีซี (ไทย) อินชัวรันส์ โบรกเกอร์ จำกัด 3.บริษัท เมอร์เซเดส-เบนซ์ ลีสซิ่ง (ประเทศไทย) จำกัด 4.บริษัท เวิลด์ลีส จำกัด 5.บริษัท เคจีไอ อินชัวรันส์โบรกเกอร์ (ประเทศไทย) จำกัด 6.บริษัท เฟลิกซ์ อินชัวรันส์ โบรกเกอร์ จำกัด 7.บริษัท เมกาฟิน โบรกเกอร์ จำกัด และ 8.บริษัท เมลโค อินชัวรันส์ เซอร์วิส เอเชีย (ประเทศไทย) จำกัด
ขณะที่ช่วง 5 ปีย้อนหลัง พบว่า มีการให้ไลเซนส์เพิ่มขึ้นราวปีละ 30-40 ราย
อย่างเช่นก่อนหน้านี้ ธนาคารไทยพาณิชย์ (SCB) ก็ได้ตั้งบริษัทลูกขึ้นมาทำธุรกิจโบรกเกอร์ประกันภัย คือ บริษัท ไทยพาณิชย์ โพรเทค จำกัด หลังจากที่แบงก์ขายหุ้น บมจ.ไทยพาณิชย์ประกันชีวิต (SCBLIFE) ออกไป ล่าสุด เมื่อเร็ว ๆ นี้ ธนาคารซิตี้แบงก์ประกาศจับมือกลุ่มเอไอเอ เปิดตัวบริษัท ซิตี้คอร์ป ลิสซิ่ง อินชัวรันส์ โบรกเกอร์ จำกัด ตั้งเป้าเจาะลูกค้าประกันชีวิตกลุ่มสินทรัพย์สูง
ด้านนายปรัชญา กุลวณิชพิสิฐ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บมจ.ฟิลลิปประกันชีวิต และ บมจ.หลักทรัพย์ ฟิลลิป (ประเทศไทย) กล่าวว่า กลุ่มฟิลลิป ถือใบอนุญาต (ไลเซนส์) โบรกเกอร์ประกันภัยอยู่ทั้งสิ้น 3 ไลเซนส์ เป็นบริษัทลูกของฟิลลิปประกันชีวิต 1 แห่ง ทำให้ปัจจุบันสามารถบริการได้ครบวงจร คือขายสินค้าประกันวินาศภัยได้ ส่วนไลเซนส์ที่เหลือเป็นบริษัทลูกของหลักทรัพย์ ฟิลลิป
“การอยู่ในตำแหน่งโบรกเกอร์จะได้เปรียบกว่า เวลาสร้างพอร์ตโฟลิโอ mix & match ให้ลูกค้า เพราะขายได้มากกว่า 1 บริษัท ไม่ต้องรับความเสี่ยงไว้เอง ไม่มีภาระผูกพัน แค่เจรจาตกลงค่าคอมมิสชั่นเท่านั้น” นายปรัชญากล่าว
นายจอม จีระแพทย์ ผู้ช่วยเลขาธิการสายตรวจสอบคนกลางประกันภัย สำนักงาน คปภ. กล่าวว่า ปัจจุบันนายหน้าประกันที่เป็นนิติบุคคลในระบบมีอยู่ 753 ราย แบ่งเป็น ไลเซนส์ที่ถือโดยน็อนแบงก์ 735 แห่ง โดยเป็นไลเซนส์โบรกเกอร์ประกันวินาศภัย 456 ราย นายหน้าประกันชีวิต 182 ราย นายหน้าประกันที่ขายทั้งประกันชีวิตและประกันวินาศภัย 71 ราย และนายหน้าประกันภัยต่ออีกประมาณ 34 ราย และไลเซนส์ที่ถือโดยธนาคารพาณิชย์ราว 18 ราย ซึ่งขายทั้งประกันชีวิตและประกันวินาศภัย
นายชนะพันธุ์ พิริยะพันธุ์ นายกสมาคมนายหน้าประกันภัยไทย กล่าวกับ “ประชาชาติธุรกิจ” ว่า ธุรกิจประกันในปัจจุบัน เบี้ยประกันส่วนใหญ่มาจากการขายผ่านช่องทางนายหน้าประกันภัย (โบรกเกอร์) คิดเป็นสัดส่วนราว 80% ของเบี้ยรับรวมกว่า 2 แสนล้านบาทในอุตสาหกรรมประกันวินาศภัย โดยเจ้าตลาดจะเป็นกลุ่มธุรกิจดั้งเดิม อย่าง บมจ.ทีคิวเอ็ม (TQM) ขณะเดียวกันก็มีธนาคารพาณิชย์ (แบงก์แอสชัวรันซ์) และผู้ประกอบการที่ไม่ใช่สถาบันการเงิน (น็อนแบงก์) ทำธุรกิจโบรกเกอร์กันมากขึ้น จนส่วนแบ่งทางการตลาด (มาร์เก็ตแชร์) เริ่มขยับขึ้นมาอยู่ใน 10 อันดับแรก ซึ่งรวม ๆ แล้ว กลุ่มเหล่านี้กินมาร์เก็ตแชร์อยู่มากกว่า 50%
ส่วนที่เหลือจะเป็นบริษัทต่างชาติ บริษัทลูกของบริษัทประกัน และบริษัทลูกขององค์กรใหญ่ ๆ ที่ตั้งโบรกเกอร์ขึ้นมาแข่งขันเปรียบเทียบราคา เนื่องจากต้องซื้อประกันภัยเป็นหลักหลายร้อยล้านบาทต่อปี
“เราพบว่าวันนี้คนที่มาขอจดทะเบียนโบรกเกอร์ประกันแทบจะไม่มีรายเล็กเลย บางรายทุนจดทะเบียนเป็นหลักหลายสิบล้าน บางเจ้าเป็นหลักร้อยล้าน และระยะหลังส่วนใหญ่มาขอเป็นแพลตฟอร์มดิจิทัล ซึ่งจะมีแบ็กอัพเป็นบริษัทต่างชาติหรือบริษัทใหญ่ ๆ เกือบทั้งสิ้น ดังนั้นธุรกิจโบรกเกอร์วันนี้กลายเป็นเกมแข่งขันธุรกิจรายใหญ่ที่มีลูกค้าในมือ ส่วนโบรกเกอร์รายเล็ก ๆ ที่จะอยู่รอดได้คือ 1.ต้นทุนต้องต่ำ 2.มีเทคโนโลยีมาช่วย และ 3.ไม่ปฏิเสธการควบรวม (M&A)” นายชนะพันธุ์กล่าว
นายชนะพันธุ์กล่าวว่า ผลกระทบจากไวรัสโควิด-19 ถือเป็น “big change” (การเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่) ที่กระทบธุรกิจประกันทั้งรายใหญ่และรายเล็ก โดยเฉพาะตลาดประกันรถยนต์ที่เป็นพอร์ตใหญ่ ซึ่งได้รับผลกระทบจากผู้ใช้งานรถน้อยลงและจำกัดรายจ่าย ดังนั้นบริษัทประกันและโบรกเกอร์ต้องปรับตัว ดึงเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI) มาวิเคราะห์ความต้องการของลูกค้า เพื่อบริการได้ตรงกับความต้องการอย่างแท้จริง ซึ่งจะส่งผลให้สินค้าในอนาคตจะเป็นแบบเฉพาะกลุ่มมากขึ้น ไม่ว่าจะเป็นประกันรถยนต์ หรือประกันสุขภาพ