โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

"พระไพรีพินาศ" ใครคือไพรี และเกี่ยวข้องอะไรกับบุโรพุทโธ?

มติชนสุดสัปดาห์

อัพเดต 18 มิ.ย. 2566 เวลา 20.10 น. • เผยแพร่ 21 พ.ค. 2563 เวลา 07.10 น.

“พระไพรีพินาศ” เป็นพระพุทธรูปที่สามารถตั้งข้อวิเคราะห์ถกเถียงได้มากมายหลายประเด็น

ในที่นี้ดิฉันขอเชิญชวนท่านร่วมขบคิดกันในประเด็นเหล่านี้

กรมหลวงวชิรญาณวงศ์ หม่อมไกรสร บุโรพุทโธ ศาสนาพุทธนิกายมหายาน VS นิกายธรรมยุต

**กรมหลวงวชิรญาณวงศ์

กับพระกริ่งไพรีพินาศ**

ดิฉันเชื่อว่า คำว่า “ไพรีพินาศ” ซึ่งรัชกาลที่ 4 ตั้งชื่อให้พระพุทธรูปศิลาศิลปะชวาองค์หนึ่ง ที่ประดิษฐานในวัดบวรนิเวศวิหารมานานนั้น จักไม่เป็นที่รู้จักกันอย่างกว้างขวางได้เลย หากสมเด็จพระสังฆราชเจ้าองค์ที่ 13 แห่งกรุงรัตนโกสินทร์ “กรมหลวงวชิรญาณวงศ์” (ม.ร.ว.ชื่น นพวงศ์ สุจิตฺโต ป.ธ.7) ไม่ลุกขึ้นมาเปิดประเด็นเรื่องนี้ถึง 2 ครั้ง

ครั้งแรก ในสมัยรัชกาลที่ 7 เมื่อคราวที่ยังมีสมณศักดิ์เป็นสมเด็จพระวชิรญาณวงศ์ และยังมีตำแหน่งเป็นประธานมหาเถรสมาคม ขณะนั้นมีพระชันษาได้ 62 พรรษา พระองค์ได้ตั้งคำถามถึงเรื่อง “พระไพรีพินาศ” กับสมเด็จกรมพระยานริศรานุวัดติวงศ์

ปรากฏหลักฐานใน “สาส์นสมเด็จ” วันที่ 5 มีนาคม 2477 (เล่มที่ 5 หน้า 69-70) โดยสมเด็จกรมพระยานริศรานุวัดติวงศ์ มีปริศนาไปถึงสมเด็จกรมพระยาดำรงราชานุภาพ ดังนี้

“ด้วยพระสมเด็จพระวชิรญาณวงศ์ตั้งปัญหาถามเกล้ากระหม่อมว่า พระไพรีพินาศนั้นเป็นพระอะไร มาแต่ไหน ทำไมจึงมาอยู่วัดบวรนิเวศ เหตุใดจึงมีชื่อว่าไพรีพินาศ เกล้ากระหม่อมหงายท้อง ไม่สามารถตอบได้ อยากรู้เหมือนกัน เคยทูลถามฝ่าพระบาท (จะหมายถึงรัชกาลที่ 5 หรือ 6? – ผู้เขียน) ก็ไม่ทรงทราบเหมือนกัน หันไปหันมาเห็น“กรมหมื่นพงศา” จึงลองจดเข้าทูลถามดู ตรัสบอกว่าใครก็ทรงจำชื่อไม่ได้เสียแล้วเป็นผู้นำมาถวายทูลกระหม่อม (หมายถึงรัชกาลที่ 4 – ผู้เขียน) เมื่อยังทรงผนวชอยู่ เป็นเวลาติดต่อกับที่หม่อมไกรสรถูกสำเร็จโทษ จึงโปรดตั้งพระนามว่าพระไพรีพินาศ เกล้ากระหม่อมเห็นเค้าความเข้าที่หนักหนา ทูลถามว่าทรงทราบมาแต่ไหน ตรัสว่าเสด็จอุปัชฌาย์ (หมายถึงรัชกาลที่ 4 – ผู้เขียน) เล่า”

ข้อความข้างบนนี้ เป็นที่ชัดเจนว่าแม้แต่ล้นเกล้าฯ รัชกาลที่ 5 หรือ 6 และนายช่างเอกแห่งกรุงสยามก็ไม่มีใครทราบที่มาของพระไพรีพินาศแต่อย่างใดเลย

แล้ว “กรมหมื่นพงศา” คือใคร

ทรงมีนามเต็มว่า พระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมหมื่นพงษาดิศรมหิป (พระองค์เจ้าไชยานุชิต ต้นราชสกุล ชยางกูร) เป็นพระราชโอรสในรัชกาลที่ 4 กับเจ้าจอมมารดาเที่ยง

เหตุที่เคยดำรงตำแหน่งเป็นอธิบดีกรมพิพิธภัณฑ์ และเลขาธิการหอพระสมุดวชิรญาณสำหรับพระนครมาก่อนนั่นเอง ทำให้ท่านเป็นผู้รอบรู้ประวัติศาสตร์โบราณคดีมากพอที่จะทำให้สมเด็จครูของเราเวลาติดขัดอะไรสามารถไถ่ถามได้

ต่อมา 5 วันให้หลัง สมเด็จกรมพระยาดำรงราชานุภาพ ทรงมีสาส์นตอบว่า

“เรื่องพระพุทธไพรีพินาศที่อยู่วัดบวรนิเวศ หม่อมฉันได้ไปพิจารณาดูองค์พระพุทธรูปนั้น เป็นพระพุทธรูปศิลาแบบมหายานปางนั่งประทานอภัย (อันที่จริงเป็นปางประทานพร – ผู้เขียน) คือเหมือนพระมารวิชัยแต่หงายพระหัตถ์ขวา หม่อมฉันเคยพบเรื่องในประกาศพระราชพิธีจร ว่าทูลกระหม่อม (รัชกาลที่ 4 – ผู้เขียน) ทรงบำเพ็ญพระราชกุศล “ผ่องพ้นไพรี” เมื่อปีฉลู พ.ศ.2396 (ปีที่สมเด็จพระพุทธเจ้าหลวงเสด็จสมภพ)

ความในประกาศนั้นกับพระนามพระพุทธรูป บ่งชัดว่าบำเพ็ญพระราชกุศลด้วยพ้นภัยจากหม่อมไกรสร พระพุทธรูปองค์นี้ทูลกระหม่อมเห็นจะทรงได้ไว้แต่ยังทรงผนวช ใกล้ๆ กับเวลากำจัดหม่อมไกรสร จึงทรงถือเป็นนิมิต เดิมเห็นจะเอาไว้ที่อื่นที่โปรดฯ ให้สร้างเก๋งประดิษฐานพระพุทธรูปองค์นั้นไว้ที่พระเจดีย์วัดบวรนิเวศ เห็นจะเป็นตอนปลายรัชกาลที่ 4 หม่อมฉันนึกจำได้เป็นเงาๆ ว่าเมื่อหม่อมฉันบวชเณร เก๋งนั้นยังไม่แล้ว ท่านก็เสด็จประทับอยู่วัดนั้น เมื่อทรงผนวชจะทรงจำได้บ้างดอกกระมัง แต่พระพุทธรูปองค์นี้จะมีใครถวายหรือจะทรงได้มาจากไหนไม่ทราบ”

แม้แต่สมเด็จกรมพระยาดำรงราชานุภาพ ก็ยังไม่ทราบความแน่ชัดถึง “มูลเหตุ” แห่งการได้พระพุทธรูปศิลาองค์นี้ของรัชกาลที่ 4 ขณะทรงผนวช ว่ามีที่มาอย่างไร ทราบแต่เพียงว่ามีเรื่องราวของ “หม่อมไกรสร” เข้ามาเกี่ยวข้องด้วย

เป็นอันว่า สมเด็จพระวชิรญาณวงศ์ได้คำตอบเรื่อง“พระไพรีพินาศ” จากสมเด็จกรมพระยานริศนานุวัดติวงศ์ในระดับหนึ่งเป็นที่เรียบร้อยแล้ว

ความเกี่ยวข้องกับพระไพรีพินาศครั้งที่ 2 ของกรมหลวงวชิรญาณวงศ์ มีดังนี้ อีก 10 ปีถัดมาทรงได้รับตำแหน่งเป็นสมเด็จพระสังฆราชเจ้า และอีก 9 ปีต่อมา เมื่อวันที่ 1 เมษายน 2496 ทางวัดบวรนิเวศวิหารได้จัดสร้าง “พระกริ่งไพรีพินาศ” ขึ้นเพื่อฉลองพระชนมายุ 80 พรรษาถวายแด่ท่าน (อันที่จริงประสูติปี 2415 ครบรอบ 80 ปีใน พ.ศ.2495 แต่การจัดสร้างพระกริ่งนั้นทำในต้นปีถัดไป)

เห็นได้ว่า ผู้ช่วยไขปริศนาเรื่อง “พระไพรีพินาศ” คนสำคัญที่สุดคือ สมเด็จพระสังฆราชเจ้า กรมหลวงวชิรญาณวงศ์ ตั้งแต่ปี 2477 ท่านได้เปิดประเด็นคำถามต่อปราชญ์ใหญ่ นำไปสู่การบันทึกปุจฉา-วิสัชนาใน “สาส์นสมเด็จ”

และในปี 2496 เมื่อดำรงตำแหน่งเป็นสมเด็จพระสังฆราชเจ้าแล้ว ท่านก็ยังมีความฝังใจจำกับพระไพรีพินาศองค์นั้นอยู่ ถึงกับมีฉันทานุมัติให้คณะสงฆ์และศรัทธาวัดบวรฯ นำรูปแบบพุทธศิลป์และชื่อไพรีพินาศไปใช้เรียก “พระกริ่ง” เพื่อรำลึกถึงท่านได้

กระทั่งทุกวันนี้ “พระกริ่งไพรีพินาศ” ได้กลายเป็นพระกริ่งที่มีชื่อเสียง ซึ่งคนไทยส่วนใหญ่รู้จักเสียยิ่งกว่า “พระไพรีพินาศ” พุทธศิลป์ชวาต้นแบบ

**หม่อมไกรสร

คือ “ไพรี” ของรัชกาลที่ 4**

หม่อมไกรสรเป็นอีกหนึ่งตัวละครที่ปรากฏใน “สาส์นสมเด็จ” ว่าเกี่ยวข้องกับพระไพรีพินาศแบบ“เปิดหน้าชก” ท่านผู้นี้มีนามเดิมว่า พระองค์เจ้าไกรสร หรือกรมหลวงรักษ์รณเรศ เป็นพระราชโอรสของรัชกาลที่ 1 กับเจ้าจอมมารดาน้อยแก้ว และเป็นต้นราชสกุลวงศ์ “พึ่งบุญ” กับ “อนิรุทธเทวา”

เรื่องราวของหม่อมไกรสรมีผู้เรียบเรียงไว้อย่างพิสดารพันลึก สรุปความได้ว่ามีภาพลักษณ์ของ “ผู้ร้าย” ถึง 3 สถานะ

สถานะแรก คือ เป็นเกย์ ชอบเพศเดียวกัน ละทิ้งหน้าที่การงานไปเริงกามารมณ์

สถานะที่สอง คือ เกกมะเหรกเกเร มักใหญ่ใฝ่สูง จ้องจะเลื่อยขาเก้าอี้ของรัชกาลที่ 3 อยู่เนืองๆ

และสถานะสุดท้าย คอยรังแครังคัดพระสงฆ์สายธรรมยุตช่วงรัชกาลที่ 4 ทรงผนวช

ปูมหลังมีอยู่ว่าพระองค์เจ้าไกรสรถือว่าพระองค์ก็เป็นโอรสองค์หนึ่งของรัชกาลที่ 1 แม้จะมีสถานะเป็นอาของรัชกาลที่ 3 แต่อายุอานามก็ไล่เลี่ยกัน ฉะนั้น โดยศักดิ์และโดยสิทธิ์ ก็ย่อมมีโอกาสนั่งบัลลังก์ไม่ยิ่งหย่อนไปกว่ารัชกาลที่ 3 (มีพระราชมารดาเป็นเจ้าจอมเหมือนกัน) จึงรอคอยจังหวะช่วงใกล้ผลัดแผ่นดิน

แต่กลับมีเจ้าฟ้ามงกุฎ หรือพระวชิรญาณภิกขุมาเป็นเสี้ยนหนามอีกราย มีเรื่องเล่าว่าพระองค์เจ้าไกรสรเคยเร่งตัดไฟเสียตั้งแต่ต้นลมกับเจ้าฟ้าองค์นี้มาก่อนแล้ว ในช่วงที่รัชกาลที่ 2 ใกล้สวรรคต พระองค์เจ้าไกรสรหลอกว่าพระราชบิดา (รัชกาลที่ 2) มีรับสั่งให้เจ้าฟ้ามงกุฎเสด็จมาเข้าเฝ้าฯ ที่วัดพระแก้ว แท้เป็นกลลวง กลับจับเจ้าฟ้ามงกุฎขังในวิหาร 7 วัน

ยิ่งช่วงเจ้าฟ้าพระกำลังเดินบิณฑบาต พระองค์เจ้าไกรสรก็แกล้งใส่บาตรด้วยข้าวต้มร้อนจัด ทำให้เจ้าฟ้าพระต้องโยนบาตรทิ้งเพราะทนความร้อนของบาตรเหล็กไม่ไหว

กระทั่งรัชกาลที่ 3 จับได้ว่าพระองค์เจ้าไกรสรเตรียมแผนก่อกบฏคิดจะขึ้นเป็นกษัตริย์ ทั้งยังจัดวางโอรสของตนให้เข้ายึดวังหน้า รัชกาลที่ 3 จึงทรงมีรับสั่งให้ถอดยศจากพระองค์เจ้าเป็นแค่หม่อม และให้นำไปสำเร็จโทษ ถือเป็นพระบรมวงศานุวงศ์องค์สุดท้ายที่ถูกทุบด้วยท่อนจันทน์

ทุกวันนี้สามารถไปดูลานประหารได้ที่วัดปทุมคงคา เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นเมื่อ 13 ธันวาคม 2391

ความทราบไปถึงเจ้าฟ้าพระขณะทรงผนวช ณ วัดบวรนิเวศ ช่วงเวลาใกล้เคียงกันนั้น จู่ๆ ก็มีผู้นำพระพุทธรูปแบบชวามาถวายพอดี ทรงเก็บงำเหตุการณ์ทั้งสองที่เกิดขึ้นพร้อมกันนี้ไว้ในใจ (หนึ่ง ความตายของหม่อมไกรสร สอง การได้รับพระพุทธรูปจากแดนไกล)

กระทั่ง 5 ปีผันผ่านไป หลังจากรัชกาลที่ 4 เสวยราชสมบัติครบ 2 ปี คือใน พ.ศ.2396 พระองค์ทรงนำพระพุทธรูปชวาออกมากระทำพิธีบำเพ็ญพระราชกุศล “ผ่องพ้นไพรี” ดังที่สมเด็จกรมพระยาดำรงราชานุภาพบันทึกไว้ในสาส์นสมเด็จ

เป็นนัยว่า ทรงหลุดพ้นจากการเบียดเบียนของศัตรู (คือหม่อมไกรสร) พร้อมเฉลิมนามพระพุทธรูปว่า “พระไพรีพินาศ” สอดคล้องกับชื่อพระเจดีย์ที่ประดิษฐานคู่เคียงกัน

เท่านั้นยังไม่พอ อีก 4 ปีต่อมา คือในปี 2400 รัชกาลที่ 4 ยังได้เฉลิมนามป้อมรบแห่งหนึ่งที่เขาแหลมสิงห์ จันทบุรี ซึ่งเป็นป้อมของรัชกาลที่ 3 สร้างขึ้นเพื่อรับศึกญวน (ยุครัชกาลที่ 3 ไม่มีการตั้งชื่อป้อม) ว่า “ป้อมไพรีพินาศ” อีกด้วย กับอีกป้อมหนึ่งตั้งอยู่คู่กันว่า “ป้อมพิฆาฏปัจจามิตร” (ใช้ตัว ฏ สะกด)

แนวคิดในการตั้งชื่อ “ไพรีพินาศ” ของรัชกาลที่ 4 เช่นนี้ ถือเป็นปรากฏการณ์ใหม่ในวงการพุทธศิลป์สยาม ซึ่งในอดีตโดยมากชื่อพระพุทธรูปมักมีน้ำเสียงในเชิงสื่อถึงพระสมณโคดม เช่น พระศรีศากยมุนี พระพุทธชินราช พระพุทธชินสีห์ พระศรีศาสดา พระพุทธสิหิงค์ เป็นต้น

แต่ยุคสมัยของรัชกาลที่ 4 แนวโน้มในการตั้งชื่อพระพุทธรูปค่อนข้างเน้นไปในทางแคล้วคลาด ประหารศัตรูตัวเป็นๆ เสียส่วนใหญ่ นอกจากพระไพรีพินาศแล้ว ยังมีชื่อ พระพุทธนิรันตราย (รอดจากอันตราย)

**ทำไมพระแบบมหายาน

จึงมาอยู่กับสายธรรมยุต**

มีข้อน่าสงสัยว่า ใครเดินทางไปชวาที่บุโรพุทโธ พระภิกษุหรือฆราวาส ทูตต่างด้าวท้าวต่างแดน เจ้านายพระองค์ไหน? ถึงกับไปนำเอาพระพุทธรูปที่แกะสลักจากหินภูเขาไฟสีเขียวอมเทา มาถวายแก่เจ้าฟ้าพระในช่วงปี 2391

ซึ่งช่วงนั้นท่านได้ประกาศแยกพระพุทธศาสนานิกายธรรมยุตออกจากมหานิกายแล้ว

ซ้ำพระพุทธรูปองค์ดังกล่าว นอกจากจะไม่ได้ทำขึ้นในคติพุทธลังกาวงศ์แล้ว ยังทำขึ้นในพุทธศาสนานิกายมหายานโบราณยุครุ่งเรืองช่วงพุทธศตวรรษที่ 13-14 ร่วมสมัยกับอาณาจักรศรีวิชัยบนแผ่นดินสยามอีกด้วย

ปางที่ทำ สมเด็จกรมพระยาดำรงราชานุภาพอรรถาธิบายว่ามีลักษณะแปลก คือคล้ายมารวิชัยผสมประทานอภัย แต่พิจารณาตามลักษณะประติมานวิทยาแล้วควรเป็น “ปางประทานพร” มากกว่า ซึ่งในงานพุทธศิลป์ชวา ปางประทานพรเป็นสัญลักษณ์ของ “พระรัตนสัมภวะ”

ที่ศาสนสถานบุโรพุทโธ ซึ่งสร้างแบบมณฑลจักรวาล มีการกำหนดให้พระพุทธรูปที่ลานชั้นรูปธาตุ (ลานชั้น 2) เป็นตัวแทนของ “พระธยานิพุทธเจ้า” 4 พระองค์ โดยแบ่งเป็นปางต่างๆ 4 แบบ 4 ทิศ ดังนี้

พระอักโษภยะ ปางมารวิชัย ทิศตะวันออก, พระรัตนสัมภวะ ปางประทานพร ทิศใต้, พระอมิตาภะ ปางสมาธิ ทิศตะวันตก, พระอโฆสิทธะ ปางประทานอภัย ทิศเหนือ อันที่จริงพระธยานิพุทธมี 5 พระองค์ อีกองค์คือพระไวโรจนะ ปางแสดงธรรม จะอยู่ชั้นบนสุด (ทิศเบื้องบน) หรือชั้นอรูปธาตุ

พุทธลักษณะของพระไพรีพินาศเป็นศิลปะชวาที่ใกล้เคียงกับพระรัตนสัมภวะของบุโรพุทโธอย่างชัดเจน มีพระวรกายอวบล่ำคล้ายศิลปะอินเดียแบบคุปตะ ครองจีวรเรียบไม่เล่นริ้ว พระพักตร์สงบนิ่ง เม็ดพระศกโต

สิ่งที่แปลกหูแปลกตาน่าจะเป็น การเอารัศมีเปลวในยุคหลังๆ มาเติมบนยอดเกตุมาลาเหนือพระเศียรนั่นเอง เพราะปกติแล้วพระพุทธรูปชวาไม่มีรัศมีเปลว

ก็น่าแปลกอยู่ไม่น้อย รัชกาลที่ 4 ไม่โปรดพระพุทธศาสนานิกายเถรวาทในสยาม จึงก่อตั้งนิกายธรรมยุตขึ้นมา ทำให้นิกายดั้งเดิมถูกเปลี่ยนชื่อเป็น “มหานิกาย”

แต่แล้วพระพุทธรูปที่เป็นสัญลักษณ์จุดเปลี่ยนชีวิตของพระองค์ท่านกลับกลายมาเป็นพระพุทธรูปยุคทองของนิกายมหายาน

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...