เมื่อ Hollywood ถูกกล่าวหาว่า Woke เกินไป
Hollywood ที่ได้เปลี่ยนโฉมไปจากอดีตได้กลายมาเป็นข้อถกเถียงอย่างไม่สิ้นสุด จากเดิมที่เคยถูกกล่าวหาว่าเป็นวงการที่เต็มไปด้วยศิลปะที่สร้างจากรากฐานแห่ง "การเหยียด" แต่ทุกวันนี้ นักสร้างหนังหลายเจ้าได้ให้ความสำคัญกับเรื่อง Political Correctness เพื่อสนับสนุนความเท่าเทียมของมนุษย์ที่มีความแตกต่างทางเชื้อชาติ เพศ ศาสนา หรือวัฒนธรรมด้านอื่นๆ
แต่ความเปลี่ยนแปลงนี้กลับถูกหลายคนวิจารณ์ว่า เป็นความเคลื่อนไหวเพื่อเอาใจ"ชาว woke" จนข้ามเส้นความพอดี และมันไม่ได้แสดงออกถึงความพัฒนา แต่เป็นการจำกัดความสร้างสรรค์เพราะต้องคอยหลีกเลี่ยงไม่สร้างผลงานที่อาจกระทบใจคนกล่มใดกลุ่มหนึ่งในสังคม รวมไปถึงการฉีกกรอบเดิมที่สวนทางกับความรู้สึกของผู้ชมจำนวนไม่น้อย
WOKE คืออะไร ?
woke คำที่พวกเราได้ยินมาหลายครั้งจากหลากหลายเหตุการณ์ หลายคนนำมาแปลงเป็นไทยตรงกับคำว่า "เบิกเนตร" แท้จริงแล้วมีความหมายอย่างไร ในUSA ประเทศที่ได้บัญญัติศัพท์นี้ขึ้นมาใช้
woke เป็นคำที่มีนัยยะเกี่ยวข้อโดยตรงในการแสดงออกทางการเมือง เมื่อผู้คนได้ตระหนักรู้และให้ความสนใจต่อปัญหาที่กระทบถึงความเป็นธรรมทางสังคมที่เกิดจากความไม่เท่าเทียม ในปัจจุบัน หลายฝ่ายในสังคมในมอง woke ว่าเป็นการเคลื่อนไหวของกลุ่มผู้ที่มีความคิดทางการเมืองฝ่ายเสรีนิยม มันถูกนำมาใช้แทนเครื่องหมายการต่อต้านการแบ่งแยกทางเชื้อชาติ การเหยียดเพศทางเลือกและความเหลื่อมล้ำที่ไม่เป็นธรรมต่างๆ woke ยังสนับสนุนสิทธิสตรีและการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม การเคลื่อนไหวแบบ woke ได้แพร่หลายอย่างรวดเร็วโดยเฉพาะในกลุ่มผู้ใช้ internet ที่ถูกตั้งฉายาให้ว่า social justice warrior ที่คอยแสดงความเห็นอย่างเผ็ดร้อนรุนแรงเมื่อพบกับสิ่งที่เชื่อว่าไม่เป็นธรรม
นักวิจารณ์จากสื่อชื่อดังจำนวนมากได้ตั้งข้อสังเกตว่า วัฒนธรรม woke ได้เปลี่ยนเส้นทางของวงการ Hollywood อย่างมากมาย สิ่งที่เคยมีการยอมรับอย่างแพร่หลาย ก็อาจจะกลายเป็นผู้ร้าย รวมไปถึงการคิดนอกกรอบที่สร้างความประหลาดใจให้กับสังคม
ดังกรณี นักแสดง straight จะต้องเจอกับกระแสกดดันเมื่อรับบทบาทเป็นเพศทางเลือก หากนักแสดงที่มีร่างกายปกติรับบทผู้พิการก็ถูกวิจารณ์ไม่แพ้กัน casting ตัวละครที่ผู้คนรับรู้มาแต่ไหนแต่ไรว่าเป็นคนผิวขาวให้กับนักแสดงผิวสี สิ่งเหล่านี้คือสัญญาณบ่งบอกว่า Hollywood มีความ woke มากเกินไปจริงหรือ ? มาติดตามกันค่ะ
Bryan Cranston ถูกโจมตีเมื่อรับบทผู้พิการ
หนังที่มีจุดขายจากมิตรภาพของหนุ่มผิวดำกับชายแก่ที่นั่งรถเข็นจากอาการอัมพาตจ้องตกเป็นประเด็นร้อน เมื่อพระเอกสูงวัยถูกโจมตีว่าไม่ควรรับบทนี้เพราะในชีวิตจริงมีสภาพร่างกายปกติ และนักสร้างหนังควรคัดเลือกนักแสดงพิการมารับบทนี้ ไม่ใช่พระเอกที่ร่ำรวยมีชื่อเสียงและไม่ได้พิการส่วนใด
CNN ได้เผยแพร่บทความจาก Melissa Blake นักเขียนอิสระที่มีสภาวะความพิการเพื่อชี้ว่า ผู้พิการควรได้รับโอกาสให้เข้าถึงบทบาทการแสดงหนัง เพราะแม้ว่านักแสดงจะเก่งกาจเพียงใด หากไม่ได้มีสภาวะพิการก็จะขาดความสมจริง และการแสดงก็เป็นงานเพียงชั่วครั้งชั่วคราว นักแสดงอาจจะทุ่มเทเพื่อฝึกนั่งวีลแชร์เป็นเดือนๆ แต่เมื่อหนังจบแล้วก็ไม่ได้ให้ความสำคัญกับกลุ่มคนพิการอีกต่อไป รวมถึงผู้พิการบางส่วนที่เชื่อมั่นว่า นี่คือการแย่งชิงโอกาสไปจากผู้พิการตัวจริง ทั้งๆที่พวกเค้ามีความหวังริบหรีในการทำงานในวงการแสดง และไม่สามารถรับบทเป็นคนที่มีร่างกายปกติได้
พระเอกหนุ่มใหญ่แห่ง Breaking Bad ได้ชี้แจงว่า
"ตัวผมเป็นชายวัยกลางคนที่มีฐานะทางการเงินดี ผมจึงโชคดีมากๆ นั่นหมายความว่าผมไม่สามารถแสดงเป็นคนที่ไม่ร่ำรวย หรือแสดงเป็นชายรักร่วมเพศก็ไม่ได้หรือครับ ?
"เราอาศัยในโลกที่เต็มไปด้วยการวิพากษ์วิจารณ์ ถ้าเราปรารถนาจะสร้างสรรค์บางสิ่งขึ้นมา เราก็ต้องรับคำวิจารณ์ให้ได้ พวกเราทราบดีว่าควรจะต้องเปิดโอกาสให้กับปู้พิการมากขึ้น แต่ผมไม่รู้การกำหนดขอบเขตมันต้องเป็นเช่นไร ควรจะขีดเส้นแบ่งตรงไหน"
Sia ต้องพบกับกระแสกดดัน เพราะ cast นางเอกสาวทีนมารับบทผู้ที่มีอาการ autism
เมื่อพูดถึง Sia แทบทุกคนคงนึกภาพสาวน้อย Maddie Ziegler นักเต้นพรสววรค์ที่วาดลวดลายใน video เพลง Chandelier ที่ยังตราตรึงใจผู้ชม ผ่านไปหลายปีแล้ว เธอได้กลายเป็นสาวเต็มตัว และมันไม่น่าแปลกใจที่ Sia จะผลักดันให้เธอก้าวมาสู่เส้นทางความโด่งดังอีกครั้งจากบทในโพรเจ็คท์หนังใหม่ "Music" แต่มันกลับทำให้ศิลปินชื่อดังต้องถูกดึงเข้าไปในดราม่า "ปิดโอกาสผู้มีอาการ autism "
นั่นเป็นเพราะว่า Maddie ต้องสวมบทบาทเป็นสาว autistic โดยมี Kate Hudson รับบทพี่สาว/นายหน้าค้ายา หลังจากมีการเผยแพร่ trailer ออกมา พวกเค้าก็ต้องพบกับกระแสตอบรับในด้านลบจากชาวเน็ทที่ยึดมั่นว่า นักแสดงที่มีภาวะ autism จริงๆ ต่างหากที่สมควรจะเป็นผู้ถ่ายทอดเรื่องราวจากประสบการณ์ตรง ไม่ใช่ให้เด็กสาวปกติมาเลียนแบบ
ในตอนแรก Sia ที่ทำหน้าที่เขียนบท กำกับ และโพรดิวซ์ได้ตอบโต้ด้วยความคับข้องใจว่า ก่อนที่จะวิจารณ์กันหนักๆก็ขอให้ชมผลงานของเธอก่อน แต่เมื่อกระแสโจมตียังร้อนแรงอยู่ เธอก็ได้ชี้แจงเพิ่มเติมว่า เธอทำหนัง ไม่ใช่ถ่ายสารคดี
"Kate Hudson ไม่ได้ขายยาในชีวิตจริง Leslie Odom Jr ไม่ได้มาจาก Ghana เหมือนในหนัง " และเธอได้เปิดเผยว่า พยายามดึงนักแสดงที่มีspectrumนั้นมาร่วมงานแล้วแต่พบว่า มันสร้างความตึงเครียดให้มากจนไม่สามารถไปต่อได้
ที่ผ่านมานั้น ผลงานที่นำเสนอชีวิตของบุคคล autistic จะcast แต่นักแสดงที่ไม่มีอาการมารับบทนำ เช่น Rain Man , Atypical และ The Good Doctor ที่เคย cast นักแสดงที่มี spectrum มาร่วมงานในฐานะนักแสดงรับเชิญ ในขณะที่มีนักแสดงautistic และชาวเน็ทที่ประท้วงว่า นักสร้างหนังได้ปิดกั้นไม่ให้คนกลุ่มน้อยในสังคมให้ก้าวเข้ามามีตัวตนในวงการ แต่ยังไม่มีใครบรรยายถึง"ข้อจำกัด" ได้ชัดเจนนัก Sia เพียงแต่ระบุสั้นๆว่า การทำงานกับผู้ที่มีอาการจริงสร้างความเครียดและไม่สบายใจ จึงต้องเรียกตัว Maddie มารับบทนี้
ดราม่าเงือกน้อยผิวดำ
เมื่อได้ย้อนชมผลงานที่สร้างความโด่งดังของค่าย Disney หลายคนได้ออกมาทักท้วงสิ่งที่แฝงอยู่ในภาพยนตร์ที่สร้างชื่อเสียงโด่งดัง ไม่ว่าจะเป็น
เจ้าชายที่จุมพิตสาวงามที่หลับไหล (หรือแม้กระทั่งร่างไร้วิญญาณ) โดยไม่แคร์ถึงความยินยอมพร้อมใจ แต่เมื่อเธอลืมตาตื่นขึ้นมาก็พบกับความรักเปี่ยมล้นจนต้องกระโจนสู่พิธีวิวาห์แทบจะทันใด
เจ้าหญิงเงือกที่สามารถทิ้งทุกอย่างที่มีคุณค่าในชีวิตเพื่อไปพบกับผู้ชายที่ไม่รู้จัก ไม่ว่าจะมีปัญหาร้ายแรงเพียงใด เจ้าหญิงที่เป็นเพียงเด็กสาววัยทีนก็จะพบกับความสุขได้หากมีรักแท้กับเจ้าชายผู้หล่อเหลา
เนื้อเพลงและตัวการ์ตูนที่สื่อถึงการเหยียดเชื้อชาติ จนบางเรื่องต้องปรับเปลี่ยนเนื้อเพลงเพราะถูกประท้วง
เรื่องราวนี้ทำให้ Disney ถูกโจมตีจากการนำเสนอภาพผลงานที่แฝงไปด้วยแนวคิดที่น่าคลางแคลงใจ และเชื่อว่า นี่คือการชี้นำเด็กๆให้ยึดติดกับเปลือกนอกที่ฉาบฉวย มิใช่การพัฒนาตัวเอง ผลงานของ Disney ในยุคหลังจึงได้ก้าวออกจากสูตรสำเร็จเดิมๆ พวกเค้าได้สร้าง Frozen ที่ทำเงินมหาศาลทั้งสองภาค จากบทของเจ้าหญิงผู้เก่งกล้าพึ่งพาตัวเองได้โดยไม่ได้หมกมุ่นกับแนวคิดของการตกหลุมรัก และยังเสียดสีเจ้าหญิงแบบเดิมๆที่เพ้อฝันว่าจะได้มีรักแท้กับผู้ชายที่เพิ่งพบหน้าจนทำให้เกิดเรื่องราวร้ายแรงตามมา หรือจะเป็นเจ้าหญิง Jasmine แห่ง Aladdin ใน live action ที่พยายามต่อสู้เพื่อให้คนรอบข้างรับฟัง ไม่ยอมแพ้กับธรรมเนียมดั้งเดิมที่ละเมิดตัวตนของเธอ
ภาพของ Disney ยุคโมเดิร์นทำให้แฟนๆจำนวนมากชื่นชมและเชื่อมั่นว่าจะได้พบกับผลงานคุณภาพเรื่องใหม่ที่ชมแล้วไม่สะดุดใจ
แต่การประกาศ casting นักแสดงนำ Little Mermaid Live Action กลับสร้างเสียงโต้แย้งในกลุ่มแฟนๆ ตามมาด้วยคำถามว่า woke เกินไปไหม ?
อ่านต่อ กดเลย
รีวิวจากคอมมูนิตี้จีบัน : candy
สอบถามข้อสงสัย คุย LINE@ กับ Jeban.com