โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

เมื่อ Hollywood ถูกกล่าวหาว่า Woke เกินไป

Jeban.com

เผยแพร่ 22 ธ.ค. 2563 เวลา 17.00 น. • ST

Hollywood ที่ได้เปลี่ยนโฉมไปจากอดีตได้กลายมาเป็นข้อถกเถียงอย่างไม่สิ้นสุด จากเดิมที่เคยถูกกล่าวหาว่าเป็นวงการที่เต็มไปด้วยศิลปะที่สร้างจากรากฐานแห่ง "การเหยียด" แต่ทุกวันนี้ นักสร้างหนังหลายเจ้าได้ให้ความสำคัญกับเรื่อง Political Correctness เพื่อสนับสนุนความเท่าเทียมของมนุษย์ที่มีความแตกต่างทางเชื้อชาติ เพศ ศาสนา หรือวัฒนธรรมด้านอื่นๆ
แต่ความเปลี่ยนแปลงนี้กลับถูกหลายคนวิจารณ์ว่า เป็นความเคลื่อนไหวเพื่อเอาใจ"ชาว woke" จนข้ามเส้นความพอดี และมันไม่ได้แสดงออกถึงความพัฒนา แต่เป็นการจำกัดความสร้างสรรค์เพราะต้องคอยหลีกเลี่ยงไม่สร้างผลงานที่อาจกระทบใจคนกล่มใดกลุ่มหนึ่งในสังคม รวมไปถึงการฉีกกรอบเดิมที่สวนทางกับความรู้สึกของผู้ชมจำนวนไม่น้อย

WOKE คืออะไร ?

woke คำที่พวกเราได้ยินมาหลายครั้งจากหลากหลายเหตุการณ์ หลายคนนำมาแปลงเป็นไทยตรงกับคำว่า "เบิกเนตร" แท้จริงแล้วมีความหมายอย่างไร ในUSA ประเทศที่ได้บัญญัติศัพท์นี้ขึ้นมาใช้
woke เป็นคำที่มีนัยยะเกี่ยวข้อโดยตรงในการแสดงออกทางการเมือง เมื่อผู้คนได้ตระหนักรู้และให้ความสนใจต่อปัญหาที่กระทบถึงความเป็นธรรมทางสังคมที่เกิดจากความไม่เท่าเทียม ในปัจจุบัน หลายฝ่ายในสังคมในมอง woke ว่าเป็นการเคลื่อนไหวของกลุ่มผู้ที่มีความคิดทางการเมืองฝ่ายเสรีนิยม มันถูกนำมาใช้แทนเครื่องหมายการต่อต้านการแบ่งแยกทางเชื้อชาติ การเหยียดเพศทางเลือกและความเหลื่อมล้ำที่ไม่เป็นธรรมต่างๆ woke ยังสนับสนุนสิทธิสตรีและการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม การเคลื่อนไหวแบบ woke ได้แพร่หลายอย่างรวดเร็วโดยเฉพาะในกลุ่มผู้ใช้ internet ที่ถูกตั้งฉายาให้ว่า social justice warrior ที่คอยแสดงความเห็นอย่างเผ็ดร้อนรุนแรงเมื่อพบกับสิ่งที่เชื่อว่าไม่เป็นธรรม
นักวิจารณ์จากสื่อชื่อดังจำนวนมากได้ตั้งข้อสังเกตว่า วัฒนธรรม woke ได้เปลี่ยนเส้นทางของวงการ Hollywood อย่างมากมาย สิ่งที่เคยมีการยอมรับอย่างแพร่หลาย ก็อาจจะกลายเป็นผู้ร้าย รวมไปถึงการคิดนอกกรอบที่สร้างความประหลาดใจให้กับสังคม
ดังกรณี นักแสดง straight จะต้องเจอกับกระแสกดดันเมื่อรับบทบาทเป็นเพศทางเลือก หากนักแสดงที่มีร่างกายปกติรับบทผู้พิการก็ถูกวิจารณ์ไม่แพ้กัน casting ตัวละครที่ผู้คนรับรู้มาแต่ไหนแต่ไรว่าเป็นคนผิวขาวให้กับนักแสดงผิวสี สิ่งเหล่านี้คือสัญญาณบ่งบอกว่า Hollywood มีความ woke มากเกินไปจริงหรือ ? มาติดตามกันค่ะ

Bryan Cranston ถูกโจมตีเมื่อรับบทผู้พิการ
หนังที่มีจุดขายจากมิตรภาพของหนุ่มผิวดำกับชายแก่ที่นั่งรถเข็นจากอาการอัมพาตจ้องตกเป็นประเด็นร้อน เมื่อพระเอกสูงวัยถูกโจมตีว่าไม่ควรรับบทนี้เพราะในชีวิตจริงมีสภาพร่างกายปกติ และนักสร้างหนังควรคัดเลือกนักแสดงพิการมารับบทนี้ ไม่ใช่พระเอกที่ร่ำรวยมีชื่อเสียงและไม่ได้พิการส่วนใด
CNN ได้เผยแพร่บทความจาก Melissa Blake  นักเขียนอิสระที่มีสภาวะความพิการเพื่อชี้ว่า  ผู้พิการควรได้รับโอกาสให้เข้าถึงบทบาทการแสดงหนัง  เพราะแม้ว่านักแสดงจะเก่งกาจเพียงใด หากไม่ได้มีสภาวะพิการก็จะขาดความสมจริง   และการแสดงก็เป็นงานเพียงชั่วครั้งชั่วคราว  นักแสดงอาจจะทุ่มเทเพื่อฝึกนั่งวีลแชร์เป็นเดือนๆ  แต่เมื่อหนังจบแล้วก็ไม่ได้ให้ความสำคัญกับกลุ่มคนพิการอีกต่อไป    รวมถึงผู้พิการบางส่วนที่เชื่อมั่นว่า  นี่คือการแย่งชิงโอกาสไปจากผู้พิการตัวจริง  ทั้งๆที่พวกเค้ามีความหวังริบหรีในการทำงานในวงการแสดง  และไม่สามารถรับบทเป็นคนที่มีร่างกายปกติได้  
พระเอกหนุ่มใหญ่แห่ง Breaking Bad ได้ชี้แจงว่า
"ตัวผมเป็นชายวัยกลางคนที่มีฐานะทางการเงินดี ผมจึงโชคดีมากๆ นั่นหมายความว่าผมไม่สามารถแสดงเป็นคนที่ไม่ร่ำรวย หรือแสดงเป็นชายรักร่วมเพศก็ไม่ได้หรือครับ ?

"เราอาศัยในโลกที่เต็มไปด้วยการวิพากษ์วิจารณ์ ถ้าเราปรารถนาจะสร้างสรรค์บางสิ่งขึ้นมา เราก็ต้องรับคำวิจารณ์ให้ได้ พวกเราทราบดีว่าควรจะต้องเปิดโอกาสให้กับปู้พิการมากขึ้น แต่ผมไม่รู้การกำหนดขอบเขตมันต้องเป็นเช่นไร ควรจะขีดเส้นแบ่งตรงไหน"

Sia ต้องพบกับกระแสกดดัน เพราะ cast นางเอกสาวทีนมารับบทผู้ที่มีอาการ autism

เมื่อพูดถึง Sia แทบทุกคนคงนึกภาพสาวน้อย Maddie Ziegler นักเต้นพรสววรค์ที่วาดลวดลายใน video เพลง Chandelier  ที่ยังตราตรึงใจผู้ชม ผ่านไปหลายปีแล้ว เธอได้กลายเป็นสาวเต็มตัว  และมันไม่น่าแปลกใจที่ Sia จะผลักดันให้เธอก้าวมาสู่เส้นทางความโด่งดังอีกครั้งจากบทในโพรเจ็คท์หนังใหม่ "Music" แต่มันกลับทำให้ศิลปินชื่อดังต้องถูกดึงเข้าไปในดราม่า "ปิดโอกาสผู้มีอาการ autism "   

นั่นเป็นเพราะว่า Maddie ต้องสวมบทบาทเป็นสาว autistic โดยมี Kate Hudson รับบทพี่สาว/นายหน้าค้ายา หลังจากมีการเผยแพร่ trailer ออกมา พวกเค้าก็ต้องพบกับกระแสตอบรับในด้านลบจากชาวเน็ทที่ยึดมั่นว่า นักแสดงที่มีภาวะ autism จริงๆ ต่างหากที่สมควรจะเป็นผู้ถ่ายทอดเรื่องราวจากประสบการณ์ตรง  ไม่ใช่ให้เด็กสาวปกติมาเลียนแบบ 

ในตอนแรก Sia ที่ทำหน้าที่เขียนบท กำกับ และโพรดิวซ์ได้ตอบโต้ด้วยความคับข้องใจว่า ก่อนที่จะวิจารณ์กันหนักๆก็ขอให้ชมผลงานของเธอก่อน แต่เมื่อกระแสโจมตียังร้อนแรงอยู่ เธอก็ได้ชี้แจงเพิ่มเติมว่า เธอทำหนัง ไม่ใช่ถ่ายสารคดี
"Kate Hudson ไม่ได้ขายยาในชีวิตจริง Leslie Odom Jr ไม่ได้มาจาก Ghana เหมือนในหนัง " และเธอได้เปิดเผยว่า พยายามดึงนักแสดงที่มีspectrumนั้นมาร่วมงานแล้วแต่พบว่า มันสร้างความตึงเครียดให้มากจนไม่สามารถไปต่อได้

ที่ผ่านมานั้น ผลงานที่นำเสนอชีวิตของบุคคล autistic จะcast แต่นักแสดงที่ไม่มีอาการมารับบทนำ เช่น Rain Man , Atypical และ The Good Doctor  ที่เคย cast นักแสดงที่มี spectrum มาร่วมงานในฐานะนักแสดงรับเชิญ ในขณะที่มีนักแสดงautistic และชาวเน็ทที่ประท้วงว่า นักสร้างหนังได้ปิดกั้นไม่ให้คนกลุ่มน้อยในสังคมให้ก้าวเข้ามามีตัวตนในวงการ แต่ยังไม่มีใครบรรยายถึง"ข้อจำกัด" ได้ชัดเจนนัก  Sia เพียงแต่ระบุสั้นๆว่า  การทำงานกับผู้ที่มีอาการจริงสร้างความเครียดและไม่สบายใจ จึงต้องเรียกตัว Maddie มารับบทนี้ 

ดราม่าเงือกน้อยผิวดำ

เมื่อได้ย้อนชมผลงานที่สร้างความโด่งดังของค่าย Disney หลายคนได้ออกมาทักท้วงสิ่งที่แฝงอยู่ในภาพยนตร์ที่สร้างชื่อเสียงโด่งดัง ไม่ว่าจะเป็น
เจ้าชายที่จุมพิตสาวงามที่หลับไหล (หรือแม้กระทั่งร่างไร้วิญญาณ) โดยไม่แคร์ถึงความยินยอมพร้อมใจ แต่เมื่อเธอลืมตาตื่นขึ้นมาก็พบกับความรักเปี่ยมล้นจนต้องกระโจนสู่พิธีวิวาห์แทบจะทันใด
เจ้าหญิงเงือกที่สามารถทิ้งทุกอย่างที่มีคุณค่าในชีวิตเพื่อไปพบกับผู้ชายที่ไม่รู้จัก ไม่ว่าจะมีปัญหาร้ายแรงเพียงใด เจ้าหญิงที่เป็นเพียงเด็กสาววัยทีนก็จะพบกับความสุขได้หากมีรักแท้กับเจ้าชายผู้หล่อเหลา
เนื้อเพลงและตัวการ์ตูนที่สื่อถึงการเหยียดเชื้อชาติ จนบางเรื่องต้องปรับเปลี่ยนเนื้อเพลงเพราะถูกประท้วง
เรื่องราวนี้ทำให้ Disney ถูกโจมตีจากการนำเสนอภาพผลงานที่แฝงไปด้วยแนวคิดที่น่าคลางแคลงใจ และเชื่อว่า นี่คือการชี้นำเด็กๆให้ยึดติดกับเปลือกนอกที่ฉาบฉวย มิใช่การพัฒนาตัวเอง ผลงานของ Disney ในยุคหลังจึงได้ก้าวออกจากสูตรสำเร็จเดิมๆ พวกเค้าได้สร้าง Frozen ที่ทำเงินมหาศาลทั้งสองภาค จากบทของเจ้าหญิงผู้เก่งกล้าพึ่งพาตัวเองได้โดยไม่ได้หมกมุ่นกับแนวคิดของการตกหลุมรัก และยังเสียดสีเจ้าหญิงแบบเดิมๆที่เพ้อฝันว่าจะได้มีรักแท้กับผู้ชายที่เพิ่งพบหน้าจนทำให้เกิดเรื่องราวร้ายแรงตามมา หรือจะเป็นเจ้าหญิง Jasmine แห่ง Aladdin ใน live action ที่พยายามต่อสู้เพื่อให้คนรอบข้างรับฟัง ไม่ยอมแพ้กับธรรมเนียมดั้งเดิมที่ละเมิดตัวตนของเธอ
ภาพของ Disney ยุคโมเดิร์นทำให้แฟนๆจำนวนมากชื่นชมและเชื่อมั่นว่าจะได้พบกับผลงานคุณภาพเรื่องใหม่ที่ชมแล้วไม่สะดุดใจ
แต่การประกาศ casting นักแสดงนำ Little Mermaid Live Action กลับสร้างเสียงโต้แย้งในกลุ่มแฟนๆ ตามมาด้วยคำถามว่า woke เกินไปไหม ?

อ่านต่อ กดเลย
รีวิวจากคอมมูนิตี้จีบัน : candy
สอบถามข้อสงสัย คุย LINE@ กับ Jeban.com

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...