หากปะการังหายไป จะเกิดอะไรขึ้นกับโลกของเรา?
‘วันอนุรักษ์แนวปะการังโลก’ (World Coral Reef Day) หากโลกนี้ไม่มีแนวปะการังจะเกิดอะไรขึ้น? สิ่งมีชีวิตสุดสำคัญที่คอยค้ำจุนระบบนิเวศของทั้งใต้มหาสมุทรและวิถีชีวิตบนบก แต่รู้หรือไม่ว่าปัจจุบันมีแนวปะการังมากกว่าครึ่งได้สูญหายไปแล้วเมื่อเทียบกับศตวรรษที่ผ่านมา
ขณะเดียวกันแนวที่เหลืออยู่ก็กำลังถูกคุกคามอย่างรุนแรงจากทั้งการเปลี่ยนแปลงสภาพอากาศ มลพิษ การประมง จนนักวิทยาศาสตร์คาดการณ์ว่าแนวปะการังมากกว่า 90% จะหายไปภายในปี 2050 หากเรายังคงปล่อยก๊าซเรือนกระจกแบบนี้ต่อไปเรื่อย ๆ
และถ้าพวกมันหายไปทั้งหมด จะเกิดอะไรขึ้นกับโลกบ้าง? คำตอบนั้นอาจน่ากลัวแต่ขอให้ทราบไว้ว่าเรายังคงพอมีเวลาอยู่บ้างและที่สำคัญ เราทุกคนต่างสามารถช่วยปะการังให้คงอยู่ต่อไปเป็นความสวยงามของโลกสีน้ำเงินใบนี้
แนวปะการังที่เราเห็นนั้นในทะเลและมหาสมุทรนั้นถูกสร้างขึ้นโดยอาณานิคมของสิ่งมีชีวิตจำนวนมากที่เรียกว่า ‘ปะการัง’ เมื่อสิ่งมีชีวิตขนาดเล็กเหล่านี้มารวมตัวกัน พวกมันจะดึงแคลเซียมจากน้ำมาเปลี่ยนให้เป็นโครงสร้างหินปูนขนาดใหญ่ให้กลายเป็น ‘แนว’ พร้อมกับรองรับสิ่งมีชีวิตอื่น ๆ เข้ามาอยู่ร่วมด้วย
แต่โดยทั่วไปแล้ว ‘ปะการัง’ จะอ่อนและนิ่มคล้ายพืช ทำให้เรามองเห็นพวกมันพลิ้วไหวไปกับกระแสน้ำในมหาสมุทรได้อย่างน่าประทับใจ
น่าเศร้าที่ปัจจุบันแนวปะการังทั่วโลกซึ่งเจริญเติบโตมานานกว่า 50 ล้านปี กำลังถูกคุกคามย่างหนักจากกิจกรรมของมนุษย์และการเปลี่ยนแปลงสภาพอากาศ อุณหภูมิน้ำทะเลที่สูงขึ้นทำให้เกิดการฟอกขาวครั้งใหญ่ โดยเมื่อไม่นานที่ผ่านมา นักวิทยาศาสตร์เพิ่งได้ประกาศอย่างเป็นทางการว่าโลกกำลังเกิดการฟอกขาวครั้งใหญ่ครั้งที่ 4 แล้ว
เมื่อเกิดการเปลี่ยนแปลงสภาพอากาศ สาหร่ายที่สร้างสีสันให้กับแนวปะการังเกิดความเครียดจนละทิ้งปะการังออกไป ท้ายที่สุดแล้วทำให้ปะการังกลายเป็นสีขาวซีด จึงเป็นชื่อที่มาของปรากฏการณ์ดังกล่าว แต่โดยทั่วไปแล้วหากสถานการณ์กลับมาเป็นปกติ ปะการังสามารถฟื้นฟูตัวเองกลับมาได้
ทว่าอุณหภูมิน้ำทะเลที่สูงขึ้นอย่างรวดเร็วและถี่มากเกินไป ทำให้ปะการังไม่มีโอกาสได้พักผ่อน จนนำไปสู่ความตายอย่างถาวรได้ นักวิทยาศาสตร์ระบุว่ามีการฟอกขาวเพิ่มขึ้นราว ๆ 1% ต่อสัปดาห์ในช่วงเวลาปัจจุบัน ซึ่งตอนนี้มีสัดส่วนปะการังฟอกขาวทั่วโลกอยู่ที่ประมาณ 54% แล้ว
“มีแนวโน้มว่าเหตุการณ์นี้จะทะลุจุดสูงสุดก่อนหน้าที่ 56.1% ภายในเร็ว ๆ นี้” Derek Manzello ผู้ประสานงานโครงการ Coral Reef Watch ของ NOAA กล่าว “ประเด็สำคัญก็คือ เมื่อแนวปะการังเผชิญกับเหตุการณ์ฟอกขาวบ่อยครั้งและรุนแรงมากขึ้น เวลาที่มีให้พวกมันฟื้นตัวก็จะสั้นลงเรื่อย ๆ”
“แบบจำลองสภาพอากาศในปัจจุบันชี้ให้เห็นว่าแนวปะการังทุกแห่งบนโลกจะต้องเผชิญกับการฟอกขาวอย่างรุนแรง เป็นประจำทุกปีในช่วงระหว่างปี 2040 ถึง 2050” เขาเสริม
#แล้วจะเกิดอะไรขึ้นหากไม่มีแนวปะการังอีกต่อไปแล้ว
ภัยคุกคามต่อแนวปะการังของโลกนั้นมีอยู่จริง และเป็นสิ่งที่น่ากังวลอย่างมาก
25% ของสิ่งมีชีวิตในทะเลจะไม่มีที่อยู่อาศัย - มีเหตุผลที่ว่าทำไมแนวปะการังจึงมีฉายาว่า ‘ป่าฝนแห่งท้องทะเล’ แม้พวกมันจะครอบคลุมพื้นที่ในมหาสมุทรน้อยกว่า 1% จากทั้งหมด แต่กลับเป็นบ้านของสิ่งมีชีวิตกว่า 25% ในท้องทะเล ซึ่งคิดเป็นมากกว่า 1 ล้านสายพันธุ์ที่อาศัยอยู่และพึ่งพาแนวปะการังทั่วโลก หากบ้านของพวกมันหายไป โลกจะสูญเสียความหลากหลายทางธรรมชาติอย่างมาก
อุตสาหกรรมประมงจะไม่ปลาให้จับ - อย่างที่กล่าวไปข้อที่แล้ว ปะการังเป็นที่อยู่อาศัยของสิ่งมีชีวิตหลากหลายสายพันธุ์ และส่วนใหญ่ก็เป็นสายพันธุ์ที่มนุษย์บริโภคเป็นอาหาร ตามข้อมูลจากสหประชาชาติ มีผู้คนกว่า 1 พันล้านคนที่กินปลาเป็นหลัก ดังนั้นจึงคิดต่อได้ไม่ยากว่าคนที่อยู่ตามแนวชายฝั่งจะขาดแคลนอาหาร และคนที่อยู่ในเมืองก็จะไม่มีอาหารทะเลให้กินอีกต่อไป
เศรษฐกิจการท่องเที่ยวตามแนวชายฝั่งจะหายไป - แนวปะการังเป็นความสวยงามของมหาสมุทร ซึ่งทำให้ผู้คนหลายร้อยล้านคนวางแผนที่จะออกไปเที่ยวและดำน้ำเพื่อดูความสวยงามดังกล่าว เมื่อทะเลไม่มีความสวยงามอีกต่อไป จำนวนนักท่องเที่ยวจะลดลงอย่างรวดเร็ว และกระทบกับธุรกิจในท้องถิ่น ทั้งเจ้าของร้านอาหาร เจ้าของโรงแรม พ่อค้าแม่ค้า หรือไกด์นำเที่ยว ไม่มีใครสามารถสร้างรายได้ได้อีกต่อไป
พายุจะพัดถล่มรุนแรงขึ้น - แนวปะการังไม่ได้เป็นเพียงความสวยงามเท่านั้น แต่ยังเป็นแนวกั้นพายุตามธรรมชาติในการปกป้องชายฝั่งอีกด้วย พวกมันคอยกันคลื่นลมแรงและสภาพอากาศสุดขั้ว หากไม่มีแนวปะการัง ชายฝั่งจะเสี่ยงต่อการถูกกัดเซาะมากยิ่งขึ้น และอาจทำให้ใครหลายคนต้องย้ายออกจากพื้นที่
ออกซิเจนในโลกจะน้อยลง - เป็นที่รู้กันดีว่าจุลินทรีย์ในมหาสมุทรและต้นไม้บนบกเป็นผู้ผลิตออกซิเจนที่สำคัญสำหรับโลก แต่แบคทีเรียและแพลงก์ตอนเหล่านั้นต่างต้องพึ่งพาแนวปะการังในการดำเนินชีวิต ด้วยเหตุนี้หากแนวปะการังหายไป จุลินทรีย์สังเคราะห์แสงได้อาจมีปริมาณลดลง และกระทบกับการผลิตออกซิเจน
แม้แต่วงการแพทย์ก็ยังได้รับผลกระทบ - เนื่องจากปะการังมักจะพัฒนาสารเคมีที่ใช้ในการป้องกันตัวขึ้นมาตามธรรมชาติ สารเคมีเหล่านั้นสามารถนำมาวิจัยต่อเป็นยารักษาโรคได้ และในตอนนี้นักวิทยาศาสตร์กำลังทำอยู่ หากพวกมันหายไป ความก้าวหน้าทางการแพทย์ด้านนี้อาจต้องหยุดตัวลง
“ปะการังเป็นส่วนที่ขาดไม่ได้ในมหาสมุทร เพราะมันก่อให้เกิดวัฏจักรทางนิเวศที่ซับซ้อนสำหรับสายพันธุ์ต่าง ๆ ตลอดจนแหล่งหาอาหารและการพักอาศัย” Lena Chang นักรณรงค์ด้านสภาพอากาศและพลังงาน จากกรีนพีซเอเชียตะวันออก กล่าว
“แนวปะการังที่สมบูรณ์สามารถก่อให้เกิดมูลค่าทางเศรษฐกิจที่สูงได้ เป็นสินทรัพย์ที่สร้างรายได้หลายพันล้านดอลลาร์จากการท่องเที่ยว และช่วยปกป้องแนวชายฝั่งจากการกัดเซาะของมหาสมุทร หากระบบนิเวศทั้งหมดได้รับความเสียหาย อุตสาหกรรมการท่องเที่ยวและการประมงก็จะได้รับผลกระทบที่ชัดเจน” เธอ เสริม
แม้ว่าสถิติและเรื่องราวต่าง ๆ อาจดูน่ากลัว แต่เราทุกคนมีส่วนช่วยกันอนุรักษ์แนวปะการังได้ง่าย ๆ ไม่ว่าจะเป็นการลดใช้พลาสติก ลดการสร้างมลพิษ ท่องเที่ยวอย่างมีความรับผิดชอบ และที่สำคัญมีอำนาจในการเลือกผู้ตัดสินใจด้านนโยบาย พร้อมกับเผยแพร่ข้อมูลของแนวปะการังเพื่อสร้างการตระหนักรู้ได้
แนวปะการังต้องการทุกคน
ที่มา
https://www.sciencenews.org/…/ocean-heat-records-2024…
https://www.noaa.gov/…/noaa-confirms-4th-global-coral…
https://reef-world.org/blog/no-coral-reefs
https://www.greenpeace.org/…/what-is-coral-what-are…/
https://science.howstuffworks.com/…/what-if-all-coral…
Photo : borsattomarcos/Envato