จากการ์ตูนเล่มละบาทในวันนั้น และความตั้งใจในวันนี้
จากการ์ตูนเล่มละบาทในวันนั้น และความตั้งใจในวันนี้
จะว่าไป สูงศักดิ์ สุพรมพันธ์ ในวัย 67 ก็ว่า ในตอนนี้ก็น่าจะมีแค่เขาละมังที่ “ยังเขียนการ์ตูนลายเส้นโบราณๆ” เพราะ “นอกนั้นก็โดนการ์ตูนมังงะกลืนไปหมดแล้ว” ไม่ว่าจะเป็นเด็กรุ่นใหม่ที่สนใจอีกแนว หรือรุ่นเก่าที่ยังมีชีวิตอยู่ก็เปลี่ยนทาง
ทั้งนี้นักเขียนการ์ตูนเล่มละบาทผู้ใช้นาม โต้ด โกสุมพิสัย ที่มีผลงานให้ได้อ่านตั้งแต่ปี พ.ศ 2518 เล่าว่า จากความชอบฟังคนแก่คนเฒ่าเล่าเรื่องต่างๆ ชอบอ่านหนังสือเกี่ยวกับเรื่องราวพื้นบ้าน เรื่องตำนาน รวมไปถึงชอบอ่านหนังสือการ์ตูน ทำให้เขาฝันอยากจะเป็นคนเขียน สร้างผลงานให้คนอื่นอ่านบ้าง จึงนำเรื่องต่างๆที่สะสมไว้มาถ่ายทอด ซึ่งจนถึงวันนี้นับคร่าวๆก็น่าจะหนังสือออกราว ๆ 3,000 เรื่องแล้ว
“เรื่องแรกคือหนุมาน” รุ่นเก๋าบอกพลางยิ้ม
โดยตอนนั้นได้ค่าต้นฉบับ 300 บาท จากนั้นก็ทยอยเขียนไปเรื่อยๆ ยามว่างจากงานประจำ กระทั่งวันหนึ่งจึงตัดสินใจลาออกมาเป็นนักเขียนการ์ตูนเต็มตัว
ยุคนั้นเขาบอกว่าคนอ่านการ์ตูนเล่มละบาทเยอะ เหตุคงเพราะ “มันอ่านง่าย เกี่ยวกับเรื่องผี เรื่องลี้ลับ คนที่ซื้อส่วนมากก็จะเป็นแม่ค้าตามตลาด พวกรอป้ายรถเมล์ หรือเข้าห้องน้ำ ร้านตัดผมก็จะมีแจมกับพวกคู่สร้างคู่สม หนังสือพิมพ์”
หนังสือเหล่านี้คนอ่านส่วนใหญ่อ่านเสร็จก็มักทิ้ง ไม่เก็บ เพราะเห็นว่าราคาถูก
ค่าตอบแทนการเขียนก็ถูกเหมือนกัน แถมยังจ่ายเร็วชนิดไปส่งงานปุ๊บ เจ้าของโรงพิมพ์ยื่นเงินให้ปั๊บ จากนั้นก็ปิดประตู เป็นอันจบดีล
สำคัญคือต้องผ่านด่านเล่มแรกให้ได้ก่อน จากนั้นก็ไม่ต้องพูดอะไรกันมาก
ตัวเขาเองตอนนั้นอาทิตย์หนึ่งมักจะส่งไป 2 เรื่อง ค่าเขียนที่ได้ก็ค่อยๆขยับขยาย จนช่วงหนึ่งได้ผลตอบแทนเรื่องละ 1,000 บาท นับว่าไม่เลวเลยทีเดียว
ที่การ์ตูนเรื่องละบาทได้รับการตอบรับดีจากผู้อ่าน เขาบอกเป็นเพราะเนื้อหาเข้าถึงคนง่าย
“เรื่องผีเป็นทั้งวัฒนธรรม ความเชื่อ มันรวมอยู่ในนั้นเสร็จ ทำดีได้ดี ทำชั่วได้ชั่ว ไปฆ่าเขา เขาก็ตามมาล้างแค้น หรือเรื่องตัวตายตัวแทน”
ช่วงที่ได้รับความนิยมมากๆ เขาบอกว่าน่าจะมีโรงพิมพ์เป็นพิมพ์หนังสือแนวนี้หลักร้อย บางโรงเรียกว่าเลี้ยงตัวเองได้จากผลงานเล่มละบาทนี้เลยทีเดียว
ในส่วนงานของเขา โต๊ะบอกออกแนวไม่โหดมาก ตั้งใจให้โหดปานกลาง เผื่อจะมีเด็กนักเรียนอ่าน
ซึ่งก็มีจริงๆ
ดังนั้น “แม้แต่คำพูดคำจาก็ต้องคิดแล้วคิดอีก ผิดตัวเดียวเด็กป.3-ป. 4 เขียนจดหมายมาว่า ‘จ้องมอง’ เขียนผิดเป็น ‘จองมอง’ มาเลย อธิบายมายาวยืด เด็ก 20-30 คน ตัวหนังสือจึงสำคัญ เพราะเล่มละบาทนี่ คนฝึกอ่าน หัดอ่านหนังสือ หรือคนเฒ่าคนแก่ บางทีก็มาหัดกันทีละตัว”
“เล่มละบาทมันดีตรงที่เป็นสื่อง่ายๆ เข้าถึงชนชั้นรากหญ้า ชนชั้นปานกลาง พวกนักศึกษาไม่อ่านหรอก เด็กในเมืองก็อ่านการ์ตูนญี่ปุ่นกัน ผมก็ไปตีแตกเด็กบ้านนอก ตามอำเภอ”
กระทั่งมีการปรับราคาเป็นเล่มละ 5 บาท จากสถานการณ์กระดาษแพงนั่นแหละ หนังสือประเภทนี้จึงได้รับผลกระทบ
จากนั้นก็ค่อยๆ “หมดยุคไปตามกาลเวลาครับ”
เขายังบอกอีกว่า ตอนนี้ “ผมมีเรื่องดองอยู่ในหัวไม่รู้กี่ร้อยเรื่อง แต่คงไม่มีโอกาสแล้ว”
นอกจากนานๆที อย่างตอนภาพยนตร์เรื่อง ‘15 ค่ำ เดือน 11’ หรือ‘ธี่หยด’ มาชวนให้เขียนเล่มพิเศษ
แต่ถึงจะไม่มีงานแบบเป็นเล่ม เขาก็ยังไม่หยุดสร้างงาน โดยการ์ตูนแบบใหม่ๆที่เขาวาดขึ้น รวมถึงผลงานในอดีตบางชิ้นได้ถูกนำมาสกรีนใส่เสื้อ กระเป๋า ฯลฯ ให้แฟนๆที่สนใจซื้อหาที่ร้าน Atakito’s Shop
“นี่คืองานช่วงสุดท้ายของชีวิต ผมพยายามจะเขียนให้ดีที่สุด”
“แล้วมันมีความสุขตรงที่ได้เซ็นต์กระเป๋า แล้วเขาบอกอ๋อ อันนี้รู้จัก เคยอ่านตอนเด็กๆ แค่นี้ก็ได้ใจแล้ว แสดงว่าเขาชอบผลงานของเรา แค่นั้นก็เป็นความสุขเล็กๆน้อยๆ”
“เป็นความภาคภูมิใจ”
“ผมถึงร่าเริงเบิกบาน”
และจะวาดการ์ตูนต่อไป
“จนไม่มีแรงจับพู่กันนั่นแหละ”