โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ธุรกิจ-เศรษฐกิจ

ข่าวดี FTA ไทย - ญี่ปุ่น ส่งออกใช้ e – CO เต็มรูปแบบ มิ.ย.นี้

The Better

อัพเดต 02 มิ.ย. 2568 เวลา 03.19 น. • เผยแพร่ 02 มิ.ย. 2568 เวลา 03.02 น. • THE BETTER
กรมการค้าต่างประเทศ แจ้งข่าวดี FTA ไทย - ญี่ปุ่น ส่งออกใช้ e – CO เต็มรูปแบบ ตั้งแต่วันที่ 2 มิ.ย.นี้ เพื่ออำนวยความสะดวกผู้ส่งออกไทย ลดขั้นตอน ลดต้นทุน สร้างแต้มต่อให้สินค้าไทยในตลาดญี่ปุ่น

นางอารดา เฟื่องทอง อธิบดีกรมการค้าต่างประเทศ เผย ตั้งแต่วันที่ 2 มิ.ย. 2568 ผู้ส่งออกไทยสามารถใช้ e – CO เป็นหลักฐานการรับรองถิ่นกำเนิดสินค้าเพื่อใช้สิทธิประโยชน์ทางการค้าภายใต้ความตกลงระหว่างราชอาณาจักรไทยและญี่ปุ่นสำหรับความเป็นหุ้นส่วนทางเศรษฐกิจ (Japan – Thailand Economic Partnership Agreement: JTEPA) สำหรับการส่งออกสินค้าจากไทยไปญี่ปุ่นได้อย่างสมบูรณ์ โดยเมื่อผู้ประกอบการกรอกข้อมูลในการรับรองถิ่นกำเนิดสินค้าในระบบ SMART CO ของกรมการค้าต่างประเทศ และผ่านการอนุมัติจากกรมการค้าต่างประเทศแล้ว ข้อมูลดังกล่าวจะส่งผ่านระบบไปยังญี่ปุ่นทันที โดยไม่จำเป็นต้องยื่นหนังสือรับรองถิ่นกำเนิดสินค้า (CO) ในรูปแบบกระดาษอีกต่อไป ซึ่งที่ผ่านมา กรมการค้าต่างประเทศและศุลกากรญี่ปุ่นได้ดำเนินการทดลองการส่งข้อมูล e – CO ระหว่างกันตั้งแต่เดือนมีนาคม 2568 จนถึงตอนนี้ได้ปรับปรุงและพัฒนาระบบได้อย่างเสถียรตามเป้าหมายแล้ว พร้อมที่จะใช้งาน e – CO นี้ได้อย่างเต็มรูปแบบตั้งแต่วันที่ 2 มิถุนายน 2568 เป็นต้นไป
นางอารดา กล่าวว่า กรมการค้าต่างประเทศเล็งเห็นแล้วว่าไทยมีมูลค่าการใช้สิทธิประโยชน์ทางการค้าภายใต้ความตกลงดังกล่าวที่อยู่ในระดับสูงจึงได้ผลักดันการเจรจาจัดทำ e – CO ภายใต้ความตกลง JTEPA ตั้งแต่ปี 2564 ซึ่งที่ผ่านมา กรมฯ ได้ดำเนินการเจรจาแก้ไขระเบียบปฏิบัติเพื่อรองรับ e - CO รวมถึงได้พัฒนาระบบการแลกเปลี่ยน e – CO กับญี่ปุ่น จนบรรลุตามเป้าหมายที่ต้องการบังคับใช้ e – CO ให้ได้ภายในเดือนมิถุนายน 2568 ทั้งนี้ ความตกลง JTEPA กำหนดหลักฐานการรับรองถิ่นกำเนิดไว้ 2 รูปแบบ ได้แก่ CO รูปแบบกระดาษ และ e – CO ดังนั้น ผู้ประกอบการไทยที่ยังไม่พร้อมจะใช้รูปแบบ e – CO ยังคงสามารถขอ CO ในรูปแบบกระดาษจากกรมการค้าต่างประเทศได้เช่นเดิม
นางอารดา กล่าวอีกว่า สำหรับความตกลง JTEPA ที่ได้บังคับใช้มากกว่า 18 ปี ถือเป็น FTA ที่มีการใช้สิทธิประโยชน์ทางการค้าสูงติด 5 อันดับแรกของไทยมาโดยตลอด โดยในเดือนมกราคม - มีนาคม 2568 มีมูลค่าการขอใช้สิทธิฯ 1,572.48 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือ 49,206.04 ล้านบาท และแม้ว่าจะมีมูลค่าการใช้สิทธิฯ ลดลงจากช่วงเดียวกันของปีก่อนหน้า 2.6 % แต่รั้งอันดับ 4 ของ FTA ที่มีมูลค่าการใช้สิทธิฯ สูงสุด รองมาจาก ความตกลงการค้าสินค้าของอาเซียน (ATIGA) ความตกลงเขตการค้าอาเซียน – จีน (ACFTA) และความตกลงการค้าเสรีอาเซียน – อินเดีย (AIFTA) โดยมีรายการสินค้าสำคัญที่มีการใช้สิทธิฯ สูงสุด 5 อันดับ ได้แก่ 1) ไก่ชนิดแกลลัสโดเมสติกัสที่ปรุงแต่งหรือที่ทำไว้ไม่ให้เสีย 2) ชิ้นเนื้อและส่วนอื่นที่บริโภคได้ของสัตว์ปีกเลี้ยง แช่เย็นจนแข็ง 3) เดกซ์ทริน และโมดิไฟด์สตาร์ชอื่น ๆ 4) ลวดและเคเบิลทำด้วยทองแดง 5) ผลิตภัณฑ์พลาสติก โพลิอะซีทัล โพลิอีเทอร์อื่น ๆ ที่มีค่าความหนืด 78 มิลลิลิตร ต่อกรัม หรือสูงกว่า
นอกจากการพัฒนาระบบ e – CO ภายใต้ความตกลง JTEPA ในปี 2568 กรมการค้าต่างประเทศยังคงดำเนินการอย่างต่อเนื่องเพื่อยกระดับ FTAs อีกหลายฉบับ เช่น ATIGA AIFTA ความตกลงเพื่อการจัดตั้งเขตการค้าเสรีอาเซียน - ออสเตรเลีย – นิวซีแลนด์ และเจรจาเพื่อจัดทำ FTAs กับประเทศคู่ค้าใหม่ ๆ (อาเซียน-แคนาดา และไทย-สหภาพยุโรป (EU)) โดยมุ่งเน้นกฎว่าด้วยถิ่นกำเนิดสินค้าที่สอดคล้องกับกระบวนการผลิตของไทยและแนวปฏิบัติที่อำนวยความสะดวกแก่ผู้ประกอบการใช้สิทธิประโยชน์ ทั้งนี้ กรมการค้าต่างประเทศ พร้อมให้ข้อมูลและคำปรึกษาแก่ผู้ประกอบการ โดยสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ สายด่วนกรมการค้าต่างประเทศ โทร. 1385

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...