โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

หุ้น การลงทุน

ค่าเงินบาทปรับตัวแข็งค่า ตลาดยังตามติด Trade War ใกล้ชิด

ประชาชาติธุรกิจ

อัพเดต 23 พ.ค. 2568 เวลา 12.06 น. • เผยแพร่ 23 พ.ค. 2568 เวลา 12.05 น.

ค่าเงินบาทปรับตัวแข็งค่า ตลาดยังติดตาม Trade War ใกล้ชิด ขณะที่กำหนดเวลาเจรจาการค้า 90 วันใกล้เข้ามาทุกขณะ นักลงทุนกังวลการพุ่งขึ้นของเงินเฟ้อจากมาตรการเรียกเก็บภาษีศุลกากรของโดนัลด์ ทรัมป์

ฝ่ายค้าเงินตราต่างปะเทศ ธนาคารกรุงเทพ รายงานว่า ภาวะการณ์เคลื่อนไหวของตลาดปริวรรตเงินตราประจำวันที่ 19-23 พฤษภาคม 2568 ค่าเงินบาทเปิดตลาดวันจันทร์ (19/5) ที่ระดับ 33.23/24 บาท/ดอลลาร์สหรัฐ ทรงตัวจากระดับปิดตลาดเมื่อวันศุกร์ (16/5) ที่ระดับ 33.22/23 บาท/ดอลลาร์สหรัฐ

ในช่วงต้นสัปดาห์ดอลลาร์สหรัฐเคลื่อนไหวในทิศทางอ่อนค่าเมื่อเทียบกับสกุลเงินหลัก ต่อเนื่องจากวันศุกร์ (16/5) ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ส่งสัญญาณว่าสหรัฐจะเป็นฝ่ายกำหนดอัตราภาษีศุลกากรที่สหรัฐจะเรียกเก็บจากประเทศคู่ค้าเพียงฝ่ายเดียว แทนที่จะมีการทำข้อตกลงกับทุกประเทศ เนื่องจากการเจรจากับทุกประเทศภายในระยะเวลา 90 วันอาจเป็นไปได้ยาก

รวมถึงสก็อตต์ เบสเซนต์ รัฐมนตรีคลังสหรัฐ เปิดเผยเมื่อวันอาทิตย์ (18/5) ว่า สหรัฐตั้งเป้าบรรลุข้อตกลงกับประเทศคู่ค้าสำคัญ ขณะเดียวกันก็กำลังพิจารณาจะเปลี่ยนไปใช้อัตราภาษีนำเข้าแบบรายภูมิภาคสำหรับอีกหลายประเทศ ในขณะที่กำหนดเวลาเจรจาการค้า 90 วันหลังใกล้เข้ามาทุกขณะ ส่งผลให้นักลงทุนกลับมากังวลเกี่ยวกับผลกระทบของนโยบายภาษีศุลกากรของสหรับต่อภาพรวมเศรษฐกิจและเงินเฟ้อ

อีกทั้งการเปิดเผยตัวเลขเศรษฐกิจสหรัฐที่อ่อนแอกว่าคาดการณ์ของนักวิเคราะห์โดยในวันศุกร์ที่ผ่านมา (16/5) การอนุญาตก่อสร้างบ้านลดลง 4.7% สู่ระดับ 1.412 ล้านยูนิตในเดือน เม.ย. และต่ำกว่าที่นักวิเคราะห์คาดการณ์ที่ระดับ 1.450 ล้านยูนิต

กังวลเงินเฟ้อสหรัฐ

ขณะที่ผลสำรวจของมหาวิทยาลัยมิชิแกนระบุว่า ดัชนีความเชื่อมั่นของผู้บริโภคสหรัฐร่วงลง 2.7% สู่ระดับ 50.8 ในเดือน พ.ค. ซึ่งเป็นระดับต่ำสุดนับในรอบ 8 เดือนและเป็นการปรับตัวลงเป็นเดือนที่ 5 ติดต่อกัน จากระดับ 52.2 ในเดือน เม.ย. โดยได้รับผลกระทบจากความกังวลเกี่ยวกับการพุ่งขึ้นของเงินเฟ้อจากมาตรการเรียกเก็บภาษีศุลกากรของโดนัลด์ ทรัมป์ ส่วนผู้บริโภคคาดการณ์ว่าเงินเฟ้อจะเพิ่มขึ้น 7.3% และ 4.6% ในช่วง 1 และ 5 ปีข้างหน้า และสูงกว่าตัวเลขคาดการณ์ในเดือน เม.ย. ที่ระดับ 6.56% และ 4.4% ตามลำดับ

นอกจากนี้ มูดี้ส์ เรทติ้งส์ ปรับลดอันดับความน่าเชื่อถือระยะยาวของรัฐบาลสหรัฐ จากระดับ Aaa ลงมาอยู่ที่ Aa1 ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงการเพิ่มขึ้นของระดับหนี้สาธารณะและอัตราภาระดอกเบี้ยอย่างต่อเนื่องตลอดกว่า 10 ปีที่ผ่านมา ซึ่งตอนนี้อยู่ในระดับที่สูงกว่าประเทศอื่น ๆ ที่มีอันดับใกล้เคียงกันอย่างมาก และไม่เชื่อว่าแผนงบประมาณปัจจุบันจะสามารถลดการใช้จ่ายของรัฐบาลหรือการขาดดุลงบประมาณได้อย่างมากในระยะยาว

โดยในช่วง 10 ปีข้างหน้า คาดว่าการขาดดุลงบประมาณจะเพิ่มขึ้น เนื่องจากการใช้จ่ายสำหรับโครงสร้างสวัสดิการต่าง ๆ จะเพิ่มขึ้น ในขณะที่รายได้ของรัฐบาลยังคงอยู่ใกล้เคียงระดับเดิม และส่งผลให้ภาระหนี้ของรัฐบาลกลางจะเพิ่มขึ้นเป็นประมาณ 134% ของผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (GDP) ภายในปี 2578 เทียบกับระดับ 98% ในปี 2567 ส่วนการชำระดอกเบี้ยของรัฐบาลกลางอาจใช้สัดส่วนถึงประมาณ 30% ของรายได้รัฐบาล ขณะเดียวกันได้ปรับแนวโน้มอันดับความน่าเชื่อถือของสหรัฐ จากเชิงลบกลับมาเป็นมีเสถียรภาพ

ทั้งนี้ตลาดจับตาดูทิศทางการเจรจาการค้าระหว่างสหรัฐ และประเทศต่าง ๆ ด้านตัวเลขเศรษฐกิจสำคัญของสหรัฐที่มีการเปิดเผยในปลายสัปดาห์ กระทรวงแรงงานสหรัฐเปิดเผยตัวเลขผู้ยื่นขอสวัสดิการว่างงานครั้งแรกลดลง 2,000 ราย สู่ระดับ 227,000 รายในสัปดาห์ที่ผ่านมา ขณะที่ตัวเลข ดัชนีผู้จัดการฝ่ายจัดซื้อ (PMI) รวมภาคการผลิตและภาคการบริการเบื้องต้นของสหรัฐ ปรับตัวขึ้นสู่ระดับ 52.1 ในเดือน พ.ค. ซึ่งเป็นระดับสูงสุดในรอบ 2 เดือน

จับตาไทยเจรจาภาษีกับสหรัฐ

สำหรับปัจจัยภายในประเทศ สำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สภาพัฒน์) ระบุว่า ตัวเลขผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ ไตรมาส 1/2568 ขยายตัว 3.1% จากตลาดคาดการณ์ว่าจะโต 2.9-3.1% โดยเป็นขยายตัวต่อเนื่อง 3.3% จากไตรมาส 4/2567 ปัจจัยหลักมาจากการผลิตนอกภาคเกษตรชะลอลง ขณะที่การผลิตภาคเกษตรเร่งขึ้น

ด้านการใช้จ่าย การใช้จ่ายเพื่อการอุปโภคบริโภคขั้นสุดท้ายของเอกชน การใช้จ่ายเพื่อการอุปโภคขั้นสุดท้ายของรัฐบาล การนำเข้าสินค้าและบริการ และการสะสมทุนถาวรเบื้องต้นชะลอลง ขณะที่การส่งออกสินค้าและบริการขยายตัวเร่งขึ้น ขณะที่ดัชนีความเชื่อมั่นภาคอุตสาหกรรมในเดือน เม.ย. 2568 อยู่ที่ระดับ 89.9 ปรับตัวลดลงจาก 91.8 ในเดือน มี.ค. 2568 ขณะที่ดัชนีคาดการณ์ 3 เดือนข้าหน้าปรับตัวลดลงเช่นกันอยู่ที่ระดับ 93.3 จาก 95.7 สะท้อนว่าความเชื่อมั่นของผู้ประกอบการอยู่ในระดับที่ไม่ดี

นอกจากนี้ตลาดจับตาดูท่าทีของสหรัฐ ภายหลังไทยมีการส่งคำขอเจรจาการค้ารวมถึงข้อเสนอต่าง ๆ ไปในสัปดาห์ก่อน ด้าน น.ส.แพทองธาร ชินวัตร นายกรัฐมนตรีให้สัมภาษณ์หลังการประชุม ครม.เกี่ยวกับการเปลี่ยนแปลงโครงการดิจิทัลวอลเล็ตเฟส 3 โดยชี้แจงว่ารัฐบาลได้รับคำแนะนำจากหลายหน่วยงานให้รัฐบาลพิจารณาใช้งบประมาณดังกล่าวในเรื่องที่จำเป็นและเร่งด่วนมากกว่า

โดยระหว่างสัปดาห์ค่าเงินบาทเคลื่อนไหวอยู่ในกรอบระหว่าง 32.49-33.29 บาท/ดอลลาร์สหรัฐ และปิดตลาดในวันศุกร์ (23/5) ที่ระดับ 32.62/64 บาท/ดอลลาร์สหรัฐ

ยุโรปเกินดุลสหรัฐเพิ่ม

สำหรับการเคลื่อนไหวของค่าเงินยูโร ค่าเงินยูโรเปิดตลาดวันจันทร์ (19/5) ที่ระดับ 1.1175/76 ดอลลาร์สหรัฐ/ยูโร อ่อนค่าจากระดับปิดตลาดเมื่อวันศุกร์ (16/5) ที่ระดับ 1.1194/95 ดอลลาร์สหรัฐ/ยูโร

โดยตลาดยังคงจับตาดูการค้าระหว่างยุโรปและสหรัฐ ภายหลังสำนักงานสถิติแห่งสหภาพยุโรป (ยูโรสแตท) เปิดเผยในวันศุกร์ (16/5) ว่า การส่งออกไปสหรัฐ พุ่งขึ้นถึ 59.5% ในเดือน มี.ค. เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน สู่ระดับ 7.14 หมื่นล้านยูโร ขณะที่การนำเข้าจากสหรัฐเพิ่มขึ้นเพียง 9.4% แตะที่ 3.07 หมื่นล้านยูโร ส่งผลให้สหภาพยุโรปเกินดุลการค้ากับสหรัฐ เพิ่มขึ้นเป็น 4.07 หมื่นล้านยูโร จากยอดเกินดุลที่ 1.67 หมื่นล้านยูโรในเดือนเดียวกันของปีที่แล้ว โดยตัวเลขดังกล่าวอาจส่งผลให้ความตึงเครียดระหว่างประเทศกลับมาอีกครั้ง

โดยวันพฤหัสบดี (22/5) S&P Global เปิดเผยตัวเลขดัชนีผู้จัดการฝ่ายจัดซื้อรวม (PMI) ของยูโรโซนฉบับเบื้องต้นลดลงมาอยู่ที่ 49.5 ในเดือนนี้ ลดลงจาก 50.4 ในเดือน เม.ย. และ PMI ภาคบริการลดลงมาอยู่ที่ 48.9 จาก 50.1 ซึ่งเป็นระดับต่ำสุดนับตั้งแต่เดือน ม.ค. 2567 และต่ำกว่าการคาดการณ์ที่ว่าจะเพิ่มขึ้นเป็น 50.3 อย่างมีนัยสำคัญ จากตัวเลขที่ออกมาต่ำกว่าที่คาดการณ์แสดงให้เห็นถึงความกังวลของผู้หญิงและผู้ให้บริต่อเศรษฐกิจของยูโรโซน

ทั้งนี้ระหว่างสัปดาห์ค่าเงินยูโรเคลื่อนไหวอยู่ในกรอบระหว่าง 1.1167-1.1362 ดอลลาร์สหรัฐ/ยูโร และปิดตลาดในวันศุกร์ (23/5) ที่ระดับ 1.1312/14 ดอลลาร์สหรัฐ/ยูโร

เงินเยนแข็งค่า

สำหรับการเคลื่อนไหวของค่าเงินเยน ค่าเงินเยนเปิดตลาดวันจันทร์ (19/5) ที่ระดับ 145.13/14 เยน/ดอลลาร์สหรัฐ แข็งค่าจากระดับปิดตลาดเมื่อวันศุกร์ (16/5) ที่ระดับ 145.56/57 เยน/ดอลลาร์สหรัฐ โดยได้รับแรงหนุนจากการที่มีความต้องการถือครองสกุลเงินเยนเพิ่มมากขึ้นในฐานะสกุลเงินปลอดภัย

ทั้งนี้แรงหนุนเป็นไปได้อย่างจำกัด จากการที่สถานการณ์เศรษฐกิจญี่ปุ่นยังไม่สู้ดีนัก สำนักงานคณะรัฐมนตรีญี่ปุ่นเปิดเผยตัวเลขประมาณการเบื้องต้นในวันจันทร์ (16/5) ว่า ผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (GDP) หดตัวลง 0.2% ในไตรมาส 1/2568 เมื่อเทียบเป็นรายไตรมาส ซึ่งเป็นการหดตัวรายไตรมาสครั้งแรกในรอบ 1 ปี และต่ำกว่าที่นักวิเคราะห์คาดว่าจะหดตัวเพียง 0.1%

และเมื่อเทียบเป็นรายปี GDP ไตรมาส 1 หดตัวลง 0.7% ซึ่งเป็นการหดตัวครั้งแรกในรอบ 4 ไตรมาส และต่ำกว่าที่นักวิเคราะห์คาดว่าจะหดตัวเพียง 0.2% โดยมีสาเหตุมาจากการส่งออกที่ชะลอตัวลงและการนำเข้าที่ปรับตัวสูงขึ้น ซึ่งได้บดบังการเติบโตของการลงทุนด้านทุน โดยการส่งออกในไตรมาส 1 ลดลง 0.6% เนื่องจากมาตรการภาษีศุลกากรของทรัมป์ได้ส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจญี่ปุ่นที่ต้องพึ่งพาการส่งออก ขณะที่การนำเข้าพุ่งขึ้น 2.9% ซึ่งส่งผลกระทบเชิงลบต่อตัวเลข GDP เช่นกัน

นอกจากนี้ตลาดจับตาดูการเจรจาการค้าระหว่างญี่ปุ่นและสหรัฐ เนื่องจากทั้งสองประเทศยังคงไม่สามารถบรรลุข้อตกลงกันได้ แม้ว่าญี่ปุ่นนับเป็นประเทศแรก ๆ ในการเข้าเจรจาก็ตาม

สำนักงานคณะรัฐมนตรีญี่ปุ่นเปิดเผยว่า ยอดสั่งซื้อเครื่องจักรพื้นฐานเดือน มี.ค. ของญี่ปุ่น พุ่งขึ้นถึง 13.0% เมื่อเทียบกับเดือนก่อนหน้า ซึ่งสวนทางอย่างชัดเจนกับที่นักเศรษฐศาสตร์คาดการณ์ว่าจะลดลง 1.6% เมื่อเทียบกับปีก่อนหน้าย ยอดสั่งซื้อเครื่องจักรพื้นฐาน ซึ่งมีความผันผวนสูงและถือป็นตัวบ่งชี้การใช้จ่ายในการลงทุนในอีก 6-9 เดือนข้างหน้า ขยายตัวถึง 8.4% ซึ่งก็สวนทางกับที่ผลสำรวจคาดว่าจะหดตัว 2.2% เช่นกัน

นอกจากนี้กระทรวงสาธารณสุข แรงงาน และสวัสดิการญี่ปุ่นเปิดเผยข้อมูลในวันพฤหัสบดี (22/5) ว่า ค่าจ้างที่แท้จริงเฉลี่ยต่อเดือนหลังหักผลกระทบเงินเฟ้อ ลดลง 0.5% ในปีงบประมาณ 2567 สิ้นสุดเดือน มี.ค. 2568 นับเป็นการหดตัวต่อเนื่องเป็นปีที่ 3 ซึ่งตอกย้ำว่าแม้เงินเดือนปรับขึ้น แต่ก็ยังไล่ไม่ทันอัตราเงินเฟ้อที่พุ่งขึ้นไม่หยุด การหดตัว 0.5% ของค่าจ้างที่แท้จริงในปีงบประมาณ 2567 ถือว่าน้อยกว่าการติดลบ 2.2% ในปีงบประมาณ 2566 ซึ่งเป็นการหดตัวครั้งใหญ่ที่สุดนับตั้งแต่ปีงบประมาณ 2557

ส่วนตัวเลขดัชนีราคาผู้บริโภคพื้นฐาน (Core CPI) ของญี่ปุ่นขยายตัว 3.5% ในเดือน เม.ย.เนื่องจากต้นทุนพลังงานปรับตัวสูงขึ้น หลังรัฐบาลลดเงินอุดหนุนค่าใช้จ่ายด้านสาธารณูปโภค โดยราคาพลังงานปรับตัวเพิ่มขึ้น 9.3% โดยเคลื่อนไหวอยู่ในกรอลระหว่าง 142.78-145.51 เยน/ดอลลาร์สหรัฐ และปิดตลาดในวันศุกร์ (23/5) ที่ระดับ 143.43/45 เยน/ดอลลาร์สหรัฐ

อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : ค่าเงินบาทปรับตัวแข็งค่า ตลาดยังตามติด Trade War ใกล้ชิด

ติดตามข่าวล่าสุดได้ทุกวัน ที่นี่
– Website : https://www.prachachat.net

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...