Makro "หุ้น” ค้าส่ง-ค้าปลีก ครบวงจร กับเป้าหมาย สู่เส้นทางบริษัทระดับโลก
Makro คือธุรกิจค้าส่งที่ใหญ่ที่สุดในประเทศไทย Lotus คือธุรกิจค้าปลีกอันดับต้น ๆ ของประเทศไทยเช่นกัน เมื่อ 2 ธุรกิจนี้รวมกันปลายปี 2021 ที่ผ่านมา ทำให้ กลายเป็นธุรกิจค้าส่ง-ค้าปลีกอันดับต้น ๆ ของเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ มีสาขาครอบคลุมทั้งขนาดใหญ่-กลาง-เล็ก กว่า 2,805 สาขา ทำธุรกิจใน 6ประเทศ คือประเทศไทย มาเลเซีย จีน อินเดีย กัมพูชา และเมียนมาร์ ถือว่า ณ ปัจจุบัน Makro เป็นหนึ่งในธุรกิจที่มี Network ในต่างประเทศมากที่สุดแห่งหนึ่ง
ด้วยความเชี่ยวชาญ ประสบการณ์และเครือข่ายพันธมิตรที่เข้มแข็ง ซึ่งสร้างรากฐานการเติบโตไว้เป็นเวลาหลายปี จึงเปิดโอกาสให้ Makro สามารถขยายธุรกิจได้ในหลายมิติ ทั้งด้านการขยายสาขาในประเทศ ต่างประเทศ รวมถึงการก้าวเข้าสู่ธุรกิจ e-commerce
อย่างไรก็ตามการขยายธุรกิจยังคงมีความท้าทายอยู่ไม่น้อย เพราะธุรกิจค้าส่ง-ค้าปลีก นับเป็นหนึ่งในธุรกิจที่มีความเคลื่อนไหวและการแข่งขันสูง ต้องใช้เม็ดเงินลงทุนในการขยายสาขา และการสร้างแบรนด์อย่างต่อเนื่อง การใช้เทคโนโลยีเข้ามาเสริมธุรกิจก็เป็นอีกหนึ่งสิ่งสำคัญ ช่วง 2ปีที่ผ่านมา แม็คโครมีการเติบโตแบบก้าวกระโดด เห็นได้จากการพัฒนาธุรกิจรูปแบบ O2O (Online-to-Offline) E-Commerce ซึ่งเชื่อมต่อโลกออนไลน์ และโลกออฟไลน์เข้าด้วยกัน ส่งผลให้สามารถขยายขีดจำกัดในการให้บริการสร้างฐานลูกค้าที่ใหญ่ขึ้นได้
จากMakro สู่ CP Axtra ที่จะเกิดขึ้นในอนาคต
การที่“ บริษัท สยามแม็คโคร จำกัด (มหาชน)” จะเปลี่ยนชื่อบริษัท (Corporate name) เป็น ซีพี แอ็กซ์ตร้า (CP Axtra) เป็นเพราะในปัจจุบันบริษัทมีธุรกิจที่ครอบคลุมทั้งค้าส่งและค้าปลีก หลังจากโอนกิจการของโลตัสเข้ามา จึงเป็นการสะท้อนภาพที่ชัดเจนของธุรกิจ ครอบคลุมทั้งค้าส่ง (แม็คโคร) และค้าปลีก (โลตัส) รวมถึงธุรกิจอื่น ๆ ที่จะเกิดขึ้นในอนาคตด้วย
ณ ปัจจุบันธุรกิจของMakro มีอะไรบ้าง?
ธุรกิจของ Makro แบ่งออกเป็น 2 ประเภทคือธุรกิจ B2B และธุรกิจ B2C
ธุรกิจ B2B ค้าส่ง รวม 162สาขา ทั้งในไทยและต่างประเทศ ประกอบไปด้วย Makro, Lots, Makro Food Service, Fresh @ Makro และ Siam Frozen
ธุรกิจ B2C ค้าปลีก รวม 2,643สาขา ประกอบไปด้วย Lotus's และ Lotus's go fresh
ณ สิ้นปี 2022 Makro มีรายได้จากธุรกิจอะไรบ้าง
ธุรกิจค้าส่ง 242,437 ล้านบาท
ธุรกิจค้าปลีก 204,745 ล้านบาท
รายได้ค่าเช่าและรายได้จากการให้บริการศูนย์การค้า 13,477ล้านบาท
ซึ่งเห็นได้ว่า Makro มีการเติบโตของรายได้ในภาพรวมปี 2022 ที่ 76.1%จากการควบรวม Lotus's เข้ามาในปี 2021 และการเติบโตของยอดขายธุรกิจค้าส่ง และธุรกิจ Food Service ที่ได้ประโยชน์จากการเปิดประเทศ
Makro กำลังก้าวข้ามข้อจำกัดด้วยเทคโนโลยี
จุดสนใจที่สำคัญของ Makro ในตอนนี้ ไม่ได้มีแค่การขยายสาขา เพียงอย่างเดียว ล่าสุดรายได้จากธุรกิจออนไลน์ของ Makro ก็มีการเติบโตแบบมีนัยยะสำคัญ ซึ่งเป็นข้อสังเกตที่ชัดเจนถึงความสำเร็จในการเปลี่ยนผ่านจากธุรกิจ Commerce แบบดั้งเดิม สู่ธุรกิจ E-Commerce ที่ใช้ประโยชน์จากเทคโนโลยีอย่างแท้จริง
Makro มีสมาชิกค้าส่งที่ 4.5 ล้านราย Lotus’s มีสมาชิกคลับการ์ด มายโลตัส (My Lotus’s) 20 ล้านราย ข้อมูลการซื้อสินค้าของสมาชิกคือขุมทรัพย์ที่สำคัญของธุรกิจเพราะสามารถใช้ประโยชน์ในการทำ E-Commerce และปรับรูปแบบการให้บริการให้เหมาะสมกับความต้องการของลูกค้าได้
อีกทั้งล่าสุด Makro เพิ่งมีการเปิดตัว Makro Pro Appซึ่งเป็นแอปพลิเคชันที่เข้ามาตอบโจทย์แบบ สั่ง ขาย คุ้ม เพิ่มประสิทธิภาพการสั่งซื้อสินค้าให้กับลูกค้า
จะเห็นว่า Makro สามารถใช้ประโยชน์จากการดำเนินงานทุกอย่างที่บริษัททำมา ไม่ว่าจะเป็นการทำ App เพื่อเพิ่มความสะดวกให้กับลูกค้า การใช้สาขาที่ครอบคลุมเป็นจุดส่งสินค้า หรือการวิเคราะห์ข้อมูลของสมาชิกให้เป็นประโยชน์ในการทำโปรโมชันให้ตอบโจทย์ ธุรกิจของ Makro อาจเป็นเพียงไม่กี่บริษัทในประเทศไทยที่ทำธุรกิจ E-Commerce ในรูปแบบ O2O ได้อย่างเต็มศักยภาพ
มองแผนการเติบโตในอนาคตของMakro
Makro มีแผนการเติบโตโดยใช้งบลงทุนแบ่งออกเป็น 2 ส่วนด้วยกัน คือ ส่วนของธุรกิจค้าส่ง 13,100-14,100 ล้านบาท และส่วนของธุรกิจค้าปลีก 12,200-13,400 ล้านบาท รวมเป็นเงิน 25,300-27,500ล้านบาท
โดยธุรกิจค้าส่งมุ่งขยายสาขาอย่างต่อเนื่อง และเพิ่มการพัฒนาธุรกิจใหม่ ๆ ในช่องทาง Digital ส่วนธุรกิจค้าปลีกจะมีการขยายสาขา การพัฒนาพื้นที่ให้เช่า พัฒนาช่องทาง Digital และพัฒนาธุรกิจรูปแบบใหม่
โดยสรุปแล้ว Makro มีการปรับเปลี่ยนกลยุทธ์มาเน้นการใช้ Technology มากขึ้น เพื่อรองรับการเติบโตทั้งในและต่างประเทศและรุกธุรกิจแบบครบวงจรทั้ง B2B B2C และ E-Commerce