ฮอนด้า – นิสสัน เล็งจับมือควบรวมกิจการ เสริมแกร่งพันธมิตร มุ่งท้าชนการแข่งขัน ในตลาด EV
ฮอนด้า - นิสสัน เล็งควบรวมกิจการ เพื่อยกระดับความแข็งแกร่ง มุ่งแข่งขันในตลาดตลาดรถยนต์ไฟฟ้า เผย มิตซูบิชิ อาจเข้าร่วมด้วย
วันที่ 18 ธันวาคม 2567 สำนักข่าวนิกเกอิเอเชีย รายงานโดยอ้างอิงข้อมูลจากแหล่งข่าว ระบุว่า ฮอนด้า มอเตอร์ (Honda Motor) และ นิสสัน มอเตอร์ (Nissan Motor) เตรียมที่จะเริ่มการเจรจาควบรวมกิจการ โดยมีเป้าหมายเพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันกับ เทสลา (Tesla) และบรรดาบริษัทผู้ผลิตยานยนต์ไฟฟ้า (EV) ของจีน ในอุตสาหกรรมรถยนต์ที่กำลังเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว
แหล่งข่าวเผยว่า ฮอนด้า และ นิสสัน กำลังพิจารณาจัดตั้งบริษัทโฮลดิ้งและวางแผนที่จะลงนามบันทึกความเข้าใจในเร็ว ๆ นี้ ส่วนรายละเอียดต่าง ๆ เช่น สัดส่วนการถือหุ้นในบริษัทใหม่จะได้รับการกำหนดในระหว่างการหารือ
ข้อมูลจากสำนักข่าวซีเอ็นบีซี ระบุว่า หุ้นนิสสัน พุ่งขึ้นมากถึง 22% ขณะที่หุ้นฮอนด้า ร่วงลง 1.6% จากรายงานดังกล่าว
มิตซูบิชิ มอเตอร์ (Mitsubishi Motors) ซึ่ง นิสสันเป็นผู้ถือหุ้นรายใหญ่ อาจรวมเข้ากับบริษัทโฮลดิ้งในอนาคตด้วย และหากการควบรวมกิจการประสบความสำเร็จ ยอดขายรวมของบริษัทรถยนต์ทั้ง 3 แห่งจะเกิน 8 ล้านคันต่อปี และขึ้นแท่นเป็นผู้ผลิตรถยนต์รายใหญ่อันดับ 3 ของโลก
Nissan กล่าวในวันพุธ (18 ธ.ค.) ว่า ยอมรับถึงความเป็นไปได้ในการร่วมมือกับ Honda และ Mitsubishi แต่เน้นย้ำว่ายังไม่มีการตัดสินใจใดๆ ทั้งสิ้น ขณะที่ฮอนด้าออกแถลงการณ์ทำนองเดียวกัน โดยไม่ได้ยืนยันหรือปฏิเสธรายงานข่าวดังกล่าว
ตลาดหลักทรัพย์โตเกียวได้ระงับการซื้อขายหุ้นนิสสัน เป็นการชั่วคราวในวันพุธ เพื่อยืนยันความถูกต้องของรายงานดังกล่าว อย่างไรก็ตาม การระงับการซื้อขายดังกล่าวได้ถูกยกเลิก ก่อนจะเริ่มเปิดตลาด
รายงานระบุว่า ฮอนด้าและนิสสัน เตรียมการหารือเกี่ยวกับการควบรวมกิจการมาตั้งแต่เดือนมี.ค. เพื่อวางรากฐานสำหรับความร่วมมือที่ใกล้ชิดยิ่งขึ้น โดยในเดือนส.ค. ทั้งสองบริษัทได้เข้าร่วมเป็นพันธมิตรเชิงกลยุทธ์ โดยมุ่งเน้นไปที่การใช้ส่วนประกอบและซอฟต์แวร์ร่วมกันของยานยนต์ นอกจากนี้แล้ว มิตซูบิชิ ยังแสดงความสนใจที่จะร่วมมือกับฮอนด้าและนิสสันด้วยเช่นกัน
ฮอนด้า เป็นที่รู้จักในด้านเทคโนโลยีรถยนต์ไฮบริดประหยัดพลังงานที่เป็นกรรมสิทธิ์ของบริษัท และครองส่วนแบ่งการตลาดเป็นอันดับ 2 ในตลาดรถยนต์ไฮบริดของโลก โดยเป็นรองจาก โตโยต้า (Toyota) เพียงรายเดียวเท่านั้น
ในขณะเดียวกัน นิสสัน ก็เป็นผู้บุกเบิกยานยนต์ไฟฟ้า โดยเปิดตัวรถยนต์ไฟฟ้าสำหรับตลาดมวลชนรุ่นแรกของโลก เมื่อปี 2553 และได้ขยายกลุ่มผลิตภัณฑ์ยานยนต์ไฟฟ้า รวมถึงรถยนต์อเนกประสงค์ตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา
นับตั้งแต่ก่อตั้งบริษัท ฮอนด้าได้มุ่งมั่นในการพัฒนาเครื่องยนต์และเทคโนโลยีหลักอย่างเป็นอิสระ ซึ่งถือเป็นเอกลักษณ์เฉพาะของบริษัท อย่างไรก็ตาม การเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วของอุตสาหกรรมไปสู่รถยนต์ไฟฟ้า ได้ผลักดันให้บริษัทต้องหันไปหาพันธมิตรเชิงกลยุทธ์เพื่อรับมือกับแรงกดดันด้านการแข่งขันและการเงินที่เพิ่มขึ้น
สำนักงานพลังงานสากล (IEA) คาดการณ์ว่า ยอดขายรถยนต์ใหม่ทั่วโลกอย่างน้อย 50% จะเป็นรถยนต์ไฟฟ้า ภายในปี 2578 โดยผู้ผลิตรถยนต์จีนซึ่งนำโดย บีวายดี (BYD) กำลังขยายตลาดรถยนต์ไฟฟ้าอย่างแข็งขัน โดยได้รับการสนับสนุนจากนโยบายของรัฐบาล และคาดว่ารถยนต์ไฟฟ้าและรถยนต์พลังงานใหม่ประเภทอื่น ๆ จะมีส่วนแบ่งการตลาด 40% ของยอดขายรถยนต์ในประเทศจีนในปีนี้ ซึ่งยิ่งตอกย้ำความเป็นผู้นำของประเทศจีนในด้านนี้
การเปลี่ยนแปลงดังกล่าวส่งผลกระทบอย่างมากต่อส่วนแบ่งการตลาดของบรรดาผู้ผลิตรถยนต์ญี่ปุ่นในจีนและเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ โดยยอดขายของฮอนด้าในจีนลดลง 30.7% เมื่อเทียบเป็นรายปี ในช่วงเดือนม.ค.-พ.ย. ขณะที่นิสสันยอดขายร่วงลง 10.5% ด้วยเหตุนี้ ฮอนด้าจึงลดกำลังการผลิตทั่วโลกลง 500,000 คัน หรือ 10% ซึ่งถือเป็นการลดกำลังการผลิตครั้งแรกในจีน ซึ่งเป็นศูนย์กลางการผลิตที่ใหญ่ที่สุดของประเทศ
นิสสันยังเผชิญกับความท้าทายจากยอดขายที่ลดลงทั้งในจีนและสหรัฐ ซึ่งปัญหายิ่งรุ่นยิ่งขึ้น เนื่องจากความล่าช้าในการพัฒนาผลิตภัณฑ์ ที่ทำให้ไม่สามารถเปิดตัวรถยนต์ปลั๊กอินไฮบริดในสหรัฐอได้ ท่ามกลางอุปสงค์ที่เพิ่มขึ้น โดยท่ามกลางแรงกดดันดังกล่าว นิสสันได้ประกาศลดกำลังการผลิตลง 20% และลดจำนวนพนักงานทั่วโลกเกือบ 10% ในเดือนพ.ย.
นิสสันกล่าวว่า มองว่าความร่วมมือที่แน่นแฟ้นยิ่งขึ้นกับฮอนด้าจะเป็นแกนหลักในการฟื้นตัวของบริษัท เนื่องจากความร่วมมือนี้จะช่วยแก้ไขปัญหาความล่าช้าของผลิตภัณฑ์และปลดล็อกการทำงานร่วมกัน
ทั้งนี้ สำหรับ ฮอนด้า และ นิสสัน แล้วนั้น การจัดสรรทรัพยากรภายใต้การควบรวมกิจการที่อาจเกิดขึ้น ถือเป็นการเคลื่อนไหวทางกลยุทธ์เพื่อให้สามารถแข่งขันกับยักษ์ใหญ่ด้านรถยนต์ไฟฟ้าระดับโลกและจีนได้ โดยใช้ประโยชน์จากความเชี่ยวชาญร่วมกันในเทคโนโลยีไฮบริดและไฟฟ้า เพื่อปรับตัวให้เข้ากับอุตสาหกรรมที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว
อ้างอิง : asia.nikkei.com, cnbc.com