โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

การเมือง

“ชัยชนะ” ชี้ ตำรวจยัด 3 ข้อหา 2 อาจารย์ชาวจีน ม.สยาม

THE ROOM 44 CHANNEL

เผยแพร่ 09 ม.ค. 2568 เวลา 10.09 น.

“ชัยชนะ” ชี้ ตำรวจยัด 3 ข้อหา 2 อาจารย์ชาวจีน ม.สยาม เร่งเจ้าหน้าที่เร่งตามบัตร อาสาตำรวจคืนโดยเร็ว

วันที่ 9 ม.ค. 2568 ที่ รัฐสภา นายชัยชนะ เดชเดโช รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ในฐานะประธานกรรมาธิการตำรวจ ให้สัมภาษณ์กับสื่อมวลชนถึงกรณีการอบรมหลักสูตรอาสาตำรวจชาวจีน โดยมีมหาวิทยาลัยสยามเข้ามาเกี่ยวข้อง ว่า รองอธิการบดีและคณะบดีคณะนิติศาสตร์พร้อม กองบัญชาการตำรวจนครบาลได้มอบหมายผู้ บังคับการตำรวจนครบาล 3 เข้าให้ข้อมูล โดย มหาวิทยาลัยสยามเองก็ยอมรับว่าบุคคลที่แอบอ้างในการสอนคือดร. หลี่ จาง ซึ่งเป็นอาจารย์ของมหาวิทยาลัยนั้นใช้พื้นที่ของมหาลัย โดยไม่ได้รับอนุญาต และมีการแอบอ้างใช้โลโก้มหาวิทยาลัย ซึ่งเจ้าหน้าที่ตำรวจได้แจ้งข้อกล่าวหาดร.หลี่ จาง และดร.หลี่มินหลง จำนวน3 ข้อหาคือใช้อุปกรณ์โลโก้ที่มีตราข้าราชการตำรวจ ใช้ตาราชการตำรวจโดยไม่ได้ได้รับอนุญาต และใช้ตราสถาบันอุดมศึกษาโดยไม่ได้รับอนุญาต ทั้งยังตั้งข้อสังเกตถึงการโฆษณาบนสื่อออนไลน์การโฆษณาอยู่ที่บริษัทแห่งหนึ่งโดยขึ้นสัญลักษณ์โลโก้ของกองบัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง ผฃ(บ.ช.ก.) จึงได้รับการแจ้งความเพิ่มอีกหนึ่งข้อหา

โดยทางกรรมาธิการได้ตั้งข้อสังเกตว่าการออกบัตรสมาชิกผู้กำกับสน. ภาษีเจริญและ ดร. หลี่ชาง บัตรมีอายุสองปีนั้นไม่ทราบว่านายตำรวจที่เกี่ยวข้องมีความผิดในข้อหานี้หรือไม่ ซึ่งจากการตรวจสอบข้อเท็จจริงพบว่าพ.ต.อ.นิเวชร์ งามลาภ ผกก.สส.น.3 ผู้บังคับบัญชา กองกำกับการสืบสวนสอบสวน กองบังคับการตำรวจนครบาล 3 ได้ชี้แจงต่อคณะกรรมมาการตรวจสอบข้อเท็จจริว่าได้เซ็นต์ในบัตรจริง แต่ในบัตรนั้นตนไม่ได้เซ็นต์ อ้างว่าเป็นการแสกนรายเซ็นต์หรือไม่ ตนจึงตั้งคำถามว่า ในการเซ็นต์ใบประกาศนียบัตรหรือใบอบรมหลักสูตรนี้ถือว่าผิดแล้วหรือไม่ เพราะการเซ็นต์ใบประกาศนียบัตรก็เป็นการยอมรับว่าหลักสูตรนี้นั้นถูกต้องหากไม่ทราบก็คงเป็นไปไม่ได้ ซึ่งเป็นเพียงข้อสังเกตุ ของตนเท่านั้น ส่วนวันที่เป็นประธานเิดงานนั้นตอนมอบประกาศนียบัตรก็เห็นอยู่แล้วหรือไม่ทางสส.พรรคประชาชนก็มองว่าเข้าข่ายผิดม.157 ทั้งนี้ผู้อบรมทั้งหมดจำนวน 27 คนมี 13 คนที่เป็นบุคคลภายนอก ชำระเงินจำนวนคนละ 33,000 บาท รวมเป็นจำนวนกว่า 429,000 บาท ซึ่งรายจายทั้งหมดอยู่ที่ 234,000 บาท โดยมีกำไรกว่า 244,000 บาท และทราบมาว่ามีการโฆษณาว่าจะมีรุ่นที่ 2 ต่อจากนี้อีก 50 คน สรุปง่ายๆคือการสร้างหลักสูตรนี้ขึ่นมานั้น คาดว่า น่าจะเป็นความร่วมมือของนายหลี่ชางกับข้าราชการยศ พ.ต.ท.ที่พยายามจักหลักสูตรอบรมขึ้นมาหารายได้

เมื่อผู้สื่อข่าวถามถึงกำไรจากการจัดอบรมจะเข้าสู่กระเป๋าใครนั้น นายชัยชนะเผยว่า จากที่ได้รับการรายงานจากคณะกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริง ที่มาชี้แจงวันนี้คือ อยู่ในส่วนขั้นตอนการตรวจสอบเส้นทางการเงิน แต่ปัญหาคือ13 บุคคลภายนอกยังไม่สามารถพิสูจน์ตัวตนได้ ทางตำรวจนครบาล 3 ก็ต้องส่งเรื่องให้ตำรวจตรวจคนเข้าเมือง ตรวจสอบว่าบุคคลเหล่านี้มีตัวตนอยู่ที่ไหน และหาก 13 คนนั้นมานนามของดร.หลี่ หมิ่นหลง ก็แจ้งให้นำบัตรอาสามาคือซึ่งเบื้องต้นประสานคืนมาเพียง 3 ใบเท่านั้น หลังจากนี้กมธ.กำชับว่าต้องตรวจสอบเส้นทางของทั้ง 13 คนด้วยว่า มีส่วนเกี่ยวข้อกับอาชญกรรมข้ามชาติหรือไม่ รวมถึงตรวจสอบเส้นทางการเงินของวิทยากรตำรวจว่ามีการรับวส่วนแบ่งจากการอบรมนี้ รวมถึงร้านขายเครื่องแบบด้วยหรือไม่หากมีส่วนเกี่ยวข้อง ก็จะนำหลักฐานเหล่านี้เพื่อนำไปสู่คดีอาญาต่อไป

เมื่อถามว่าทางมหาวิทยลัยยืนยันว่าไม่มีส่วนเกี่ยวข้องและไม่รับรู้เรื่องการแถลง นายชัยชนะเผยว่าทางมหาวิทยาลัยยอมรับว่า ไม่มีส่วนเกี่ยวข้อง ตนจึงตั้งคำถามโดยหลักการปฏิบัติมหาวิทยาลัยต้องมีแผนการใช้ห้องเรียน เพราะฉะนั้นการที่มหาวิยาลัยปฏิเสธว่าไม่มีส่วนรู้เห็นนั้นเป็นการหละหลวมไม่ทราบจริงๆเพราะดร.หลี่ จาง อยู่ในคณะบริหารธุรกิจเพราะฉะนั้นการที่จะขอใช้พื้นที่จึงต้องขออนุญาตใช้พื้นที่ก่อน ว่าใช้ทำอะไร ทางมหาวิทยาลัยจึงกำชับว่าในอนาคตต่อจากนี้ต้องมีความเช้มงวดเพราะมิฉะนั้นก็จะถูกแอบอ้างแบบนี้

เมื่อถามย้ำว่า ได้วางกรอบระยะเวลาหรือไม่นายชัยชนะกล่าวว่า เส้นทางการเงินรอตรวจสอบ3 ปี ย้อนหลัง และในการตรวจอสอบการเงินตนเชื่อว่าใช้เวลาไม่เกิน 15 วันก็จะทราบวามีรายละเอียดอย่างใดบ้าง หลักสูตรนี้ต้องยอมรับว่ามีบริษัทกฎหมายหนุนหลังซึ่งบริษัทดังกล่าวอยู่แถวห้วยขวาง ซึ่เป็นข้อมูลที่ได้จากสส.พรรคประชาชน ซึ่งได้ยื่นต่อ ผบ.ชก. 3 ไปเรียบร้อย ส่วนเรื่องการดำเนิการตามตัว 10 รายที่เหลือนั้น ยืยันว่ายังไม่ได้หลบหนีแต่ขณะนี้ยังประสานตัวไม่ได้ หลังจากนี้อย่างไรก็ตามก็ต้องตามตัวเพื่อเรียกคืนบัตรอาสากลับมาให้ได้ เพราะหากไม่ได้สังเกตุก็อาจมาได้ว่าบัตรดังกล่าวเป็นบัตรตำรวจ หากไปใช้แบบคนที่ไม่ได้ดูรายละเอียดก็เชื่อ่าสามารถหาประโยชน์จากบัตรดังกล่าวได้ มองว่าเรื่องนี้แค่เริ่มต้นหลักสูตรก็ผิดแล้ว

เมื่อถามว่าหลังจากนี้จะมีการตรวจสอบมหาวิทยาลัยอื่นที่มีนักศึกษาจีนหรือไม่ นายชัยชนะกล่าวว่านักศึกษาจีนที่เข้ามาเรียนในประเทศไทยนั้นจะไม่ตรวจสอบอยู่แล้วเพราะมหาวิทยาลัยก็มีขั้นตอนในการตรวจสอบอยู่แล้ว แต่หากมีพฤิกรรมจัดอบรมแบบนี้ก็ต้องมีการตรวจสอบกันไป เพราฉะนั้นจะเห็นว่ากรุงเทพฯมีประชากรจีนเทาค่อนข้างหนาแน่นในหลายพื้นที่และขณะนีุ้กลามไปยังสถานศึกษาแล้ว จึงฝากไปยังหน่วยงานที่เกี่ยวข้องไปตรวจสอบอย่างเข็มงวดยืนยันว่าเรายังคงต้อนรับประชาชนชาวจีน แต่การกระทำผิดกฎหมายของประเทศต้องผลักดันให้กลับไป

Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...