โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

รสชาติจากความรักครั้งเก่าในอัลบั้ม ‘rosie’ โดย ‘ROSÉ’ ที่ย้ำว่าความสัมพันธ์ท็อกซิกมันไม่เคยง่าย และสุดท้ายเราก็ต้องเดินออกมา

Mirror Thailand

อัพเดต 09 ธ.ค. 2567 เวลา 13.34 น. • เผยแพร่ 09 ธ.ค. 2567 เวลา 13.34 น.
ภาพไฮไลต์

‘rosie’ อัลบั้มแรกในฐานะศิลปินเดี่ยวของ‘ROSÉ’ภายใต้ค่าย THEBLACKLABEL และ Atlantic Records ทำให้เราค้นพบว่าสาวผมบลอนด์คนนี้ เขียนเพลงที่ว่าด้วยเรื่อง ‘ความสัมพันธ์’ ได้กินใจไม่ใช่น้อย และเมื่อไล่เรียงฟังทีละเพลงจนครบอย่างตั้งใจ ใครที่กำลังอกหัก หรือเคยอยู่ในความสัมพันธ์ท็อกซิก เพลงของเธออาจชวนให้หลายๆ คนอินตามกันได้ง่ายๆ (หรือแม้จะไม่มีแฟน ก็รู้สึกอกหักทิพย์ไปพร้อมๆ กับเธอ) และตอกย้ำว่า ไม่ใช่คุณคนเดียวหรอกที่เคยอยู่ในความสัมพันธ์ที่ทำร้ายใจและหาทางออกไม่เจอ คุณไม่ได้ยืนอยู่อย่างโดดเดี่ยวและแบกเรื่องหนักๆ ไว้แค่คนเดียว เพราะโรเซ่ ศิลปินที่คุณรัก และกำลังฟังเพลงของเธออยู่นี้เอง ก็เคยเผชิญกับช่วงเวลายากๆ เหล่านั้นเหมือนกัน ซึ่งเรื่องราวในอดีตที่ผ่านมา เธอเรียกมันว่า แคปซูลกาลเวลา ที่ได้กลายเป็นแรงบันดาลใจในการสร้างอัลบั้มครั้งนี้

“เพราะว่าฉันอยากเป็นที่รักของคนคนนั้น อยากเป็นคนที่ถูกยอมรับน่ะค่ะ” โรเซ่ เปิดใจกับ Apple Music ถึงที่มาที่ไปของอัลบั้ม โดยเธอตั้งใจให้ภาพรวมของอัลบั้มหนักไปที่เรื่อง Toxic Relationship ซึ่งความท็อกซิกที่ว่านี้ เธอไม่จำกัดว่าคนคนนั้นต้องเป็นคนในความสัมพันธ์โรแมนติก แต่รวมถึงในทุกๆ ความสัมพันธ์กับใครก็ได้ ที่เธอพยายามทำให้ความสัมพันธ์นั้นดีที่สุด แม้จะทำให้ใจเจ็บก็ตาม ดังที่เราเห็นกันไปแล้วในเพลง number one girl ที่ปล่อยออกมาให้ฟังก่อนหน้านี้ ซึ่งเธอแต่งขึ้นในคืนที่เกลียดตัวเอง จากคำวิจารณ์ลบๆ ของชาวเน็ต จนอยากเป็นที่รักของพวกเขา

ถึงอย่างนั้น เพลงอื่นๆ ในอัลบั้ม ก็มีเพลงที่โรเซ่ยอมรับว่าได้แรงบันดาลใจมาจาก ‘แฟนเก่า’ โดยเธอมองว่าอัลบั้มนี้เป็นเหมือนแคปซูลเล็กๆ ที่เป็น therapy session เมื่อไหร่ที่เธอฟังเพลงของตัวเอง เธอก็จะค้นพบว่า เธอได้ผ่านอะไรหลายสิ่งหลายอย่างมาจนมาเป็นเธอในเวอร์ชั่นปัจจุบัน เช่น ตอนที่เธอดูการแสดงของตัวเองในช่วงที่เธอทะเลาะกับแฟนเก่าอย่างหนัก แต่เธอก็พบว่า “ฉันก็ยังดูดีอยู่นะนั่น เมื่อคิดว่าตอนนั้นฉันพังแค่ไหน” ทำให้ชื่อดั้งเดิมของอัลบั้มนี้ เดิมทีมีชื่อว่า 'the ex' เพราะอิงมาจากการที่เธอชอบปรึกษาเพื่อนๆ เรื่องแฟนเก่า เรียกได้ว่าเป็นหัวข้อยอดฮิตที่เธอพูดถึงมันบ่อยๆ อย่างตรงไปตรงมาเลยก็ได้ เพราะ “ฉันจำเป็นต้องเอามันออกไปจากในอก!” เธอว่า

รสชาติความสัมพันธ์ขมอมหวานของโรเซ่ เธอปรุงรสให้แฟนๆ ได้สัมผัสมันผ่านบทเพลงบางส่วนของเธออย่างไรบ้าง ไปอ่านกันได้เลย

@‘toxic till the end’

เพลงของคนที่ติดอยู่กับ Manipulator ในความสัมพันธ์ท็อกซิก ที่เขาทำให้เรารู้สึกขาดไม่ได้@(color:rgb(184,49,47);)

toxic till the end เป็นเพลงโปรโมทหลักของอัลบั้มนี้ ที่ปล่อยเอ็มวีออกมาแล้วเรียกความประทับใจจากแฟนๆ ไปไม่น้อย เพราะนอกจากเสียงร้องอันทรงเสน่ห์ของโรเซ่แล้ว เรายังก็ได้เห็นเคมีชวนเขิน และขมไปพร้อมๆ กัน กับฝีมือการแสดงของโรเซ่ร่วมกับพระเอกเอ็มวีอย่าง อีวาน ม็อค (Evan Mock) ที่มารับบทแฟนเก่าสุดท็อกซิก

toxic till the end ว่าด้วยเรื่องราวของการติดแหง็กอยู่ในความสัมพันธ์ท็อกซิก ‘ตั้งแต่เริ่ม’ และดูเหมือนว่าจะรู้มาตั้งแต่ต้นแล้วว่าเขาท็อกซิก เพียงแต่ ณ ช่วงเวลาหนึ่ง คนเราก็เลือกจะปล่อยเบลอปัญหานั้นไป ทั้งการที่เขาคนนั้นไม่แม้แต่จะพยายามเข้าขากับเพื่อนของเธอ ทำตัวขี้หวง แสดงความเป็นเจ้าข้าวเจ้าของ แอบทำอะไรลับหลังในโทรศัพท์เหมือนที่เราเห็นในเอ็มวี จนถึงท่อนที่หลายคนต้องซูดปาก เพราะเขาไม่ยอมคืนแหวนทิฟฟานี่ของเธอ! ซึ่งโรเซ่ก็ยืนยันว่า แฟนเก่าไม่ได้เอาแหวนของเธอไปหรอก อย่าเพิ่งคิดไปไกล เธอแค่แต่งเนื้อเพลงเชิงเปรียบเปรยให้ภาษาคล้องจองเฉยๆ

ท่อนหนึ่งโรเซ่ร้องว่า “So manipulating” เพื่อบ่งบอกถึงนิสัยของแฟนเก่า ที่มีวิธีการพูดหรือการกระทำที่ชักจูงให้คล้อยตามง่ายๆ เหมือนกับที่โรเซ่ร้องว่า “ตอนนั้นที่ฉันวิ่งออกจากบ้านของเธอ ฉันพูดว่า ฉันไม่อยากเห็นหน้าเธออีก แต่จริงๆ ฉันก็รอไม่ไหวที่จะเจอเธออีก พวกเรานี่มันท็อกซิกกันจนถึงตอนจบจริงๆ” หรือ จะตอนที่ “ฉันพูดว่ามันจบแล้ว เธอก็คงได้ยินว่า ‘ที่รักเขามาใกล้ๆ ฉันหน่อยได้มั้ย’ เธอยังคงวางแผนที่จะอยู่ในหัวของฉันต่อไป พวกเรานี่มันท็อกซิกกันจนถึงตอนจบจริงๆ” เหมือนกับที่ในเอ็มวีเราจะเห็นว่า แม้ทั้งคู่จะทะเลาะกันหนักแค่ไหน แต่สุดท้ายก็กลับมาดีกันอยู่ดี ซึ่งเป็นสถานการณ์ที่หลายๆ คู่ไม่สามารถออกจากความสัมพันธ์ท็อกซิกกันได้ และบางครั้งคนนอกก็ไม่อาจตัดสินความสัมพันธ์นั้นๆ ของคู่อื่นได้ เพราะถ้าไม่เจอกับตัว ก็อาจไม่เข้าใจความเปราะบางทางจิตใจของพวกเขาที่ตัดสินใจอยู่ในความสัมพันธ์ท็อกซิกต่อ เมื่ออีกฝ่ายอาจมีวิธีการพูดหรือการกระทำให้เรารู้สึก ‘ขาดเขาไม่ได้’

ท้ายที่สุด การออกจากความสัมพันธ์ท็อกซิกคงต้องให้เวลากับแต่ละคนในการทบทวนคุณค่าในตัวเองและความรักที่มีต่อตัวเอง เพื่อให้กลับมารักตัวเองมากกว่ารัก ‘เขา’ ได้สักวัน เหมือนที่สุดท้าย โรเซ่ สามารถเดินออกจากความสัมพันธ์นั้นได้ จนเติบโตมาเป็นเธอที่แข็งแกร่งขึ้นในทุกวันนี้

@‘3am’

เพลงของคนที่แม้จะเห็น red flag ของอีกฝ่าย แต่ก็แสร้งไม่เห็น จนต้องมารู้สึกแย่ตอนตีสาม@(color:rgb(184,49,47);)

“ฉันเพิ่งเห็น reg flag นั้น แต่จะแสร้งเป็นว่าไม่เห็นละกัน เพราะมันแย่ขนาดนั้นจริงดิ? ฉันต้องการเธอมากจริงๆ” แค่เริ่มต้นเพลง3am เนื้อเพลงก็จี๊ดแทงใจสุดๆ เพราะในความสัมพันธ์ท็อกซิก เชื่อว่าหลายๆ คนก็มองเห็นปัญหาในความสัมพันธ์ เห็นธงสีแดงที่เราไม่โอเคกับอีกฝ่าย แต่ถึงอย่างนั้น เมื่อเรารักใครเข้าแล้ว เราก็พยายามถามตัวเองว่า มันแย่ขนาดนั้นจริงหรือไม่? ทั้งๆ ที่จริงๆ หากถอยออกมานอกความสัมพันธ์ หรือก่อนเรามีความสัมพันธ์ การกระทำนั้นๆ ของเขา อาจเป็นสิ่งที่เรารับไม่ได้เอาเสียเลย แต่นั่นแหละ บางครั้งความรักก็บังตาคนเราได้

โรเซ่เขียนเพลงนี้ให้ผู้หญิงหลายๆ คนรู้สึกมีอารมณ์ร่วม โดยการนำสถานการณ์ที่ผู้หญิงหลายๆ คนเวลาเจอคนรักไม่ดีมาพูด ทั้งตอนที่แม่ของผู้หญิงหลายๆ บ้านก็มักจะตักเตือนหรือเรียกสติเวลาเรามาปรึกษาเขาเรื่องแฟน แต่แล้วสุดท้าย เจ้าตัวอย่างเราก็อาจแกล้งลืมสิ่งที่แม่บอก แล้วขอไปต่อกับเขาจนได้ และย้ำถึงการพูดว่า “เพราะไม่มีอะไรเพอร์เฟกต์หรอก” เพื่อเป็นการปลอบใจตัวเอง และแง่หนึ่งก็เป็นการหนีปัญหาในความสัมพันธ์

เวลาเรารักใครมากๆ เราก็พยายามจะชั่งน้ำหนักอย่างมาก หากคิดจะเลิกรากับอีกฝ่าย และหลายครั้งก็อาจคิดว่า ไม่อยากให้ใครมาแทนเขา หรือ เขาเป็นคนที่ใช่ที่สุด และดีที่สุดแล้ว ซึ่งก็เป็นการที่เราพยายามอยากจะมีเขาต่อในชีวิตโดยยกเหตุผลต่างๆ เข้ามา ตรงกับท่อน “คนเดียวที่ฉันวิ่งไปหาโดยไม่แต่งหน้า และบอกฝันดี คนที่ฉันพูดระบายออกมามากมาย และร้องไห้อย่างน่าเกลียดได้” และความน่าเศร้าก็คือ แม้ว่าเขาคนนั้นจะทำให้เรารู้สึกเหมือนตกนรก แต่เราก็ยังจะยกความดีของเขามากลบความเลวร้ายทั้งหมด และสุดท้าย ก็เราเองนั่นแหละที่จะเจ็บปวดจากการสูญเสียความเป็นตัวเอง เหมือนที่โรเซ่รู้สึกแย่อย่างมากตอนตีสาม

@‘call it the end’

เพลงของคนที่กำลังชั่งใจว่าจะไปต่อหรือพอแค่นี้@(color:rgb(184,49,47);)

ในช่วงเวลาหนึ่งที่ติดอยู่ในความสัมพันธ์ บางครั้งก็มีช่วงที่เรา ‘ตาสว่าง’ ขึ้นมา และอยู่ในช่วงทบทวนความสัมพันธ์ว่าจะไปต่อหรือพอแค่นี้ ซึ่งcall it the end ก็เป็นเพลงที่พูดถึงตอนที่เรากำลังยืนอยู่ที่ทางแยก เพราะสูญเสียความหวังในความสัมพันธ์ครั้งนี้แล้ว แต่ลึกๆ ก็ยังไม่สามารถก้าวออกไปได้

โรเซ่จึงย้ำให้อีกฝ่ายทราบผ่านบทเพลงว่า “นี่ ที่รัก บอกฉันให้รู้ที ตกลงจะให้เรียกเธอว่าแฟนเก่า หรือจะให้เรียกว่าแฟนหนุ่มของฉันอยู่ เรียกเธอว่าคนรัก หรือจะให้เรียกเธอว่าเพื่อนดี เรียกเธอว่าคนนั้นที่ใช่ หรือจะให้เรียกว่าคนนั้นที่หลุดลอยไปแล้ว จะเป็นคนที่ฉันจะลืม หรือจะเป็นคนที่ฉันโทรหาในทุกๆ คืน เวลาเธอไม่อยู่ หรือเป็นคนที่ฉันไม่จะไม่โทรหาอีกเลย เราจะมีอนาคตร่วมกัน หรือควรเรียกมันว่าจุดจบ”

นี่จึงเป็นเพลงของมนุษย์คนหนึ่งที่ยังให้โอกาสกับมนุษย์อีกคนหนึ่ง และหวังที่จะเปลี่ยนให้อีกฝ่ายปรับปรุงตัวให้ดีขึ้น เพื่อให้ความสัมพันธ์ไปต่อได้ เพราะจริงๆ ยังไม่ได้อยากเสียเขาไป แต่อีกใจหนึ่งก็อาจเผื่อใจไว้แล้ว เพราะเริ่มเห็นจุดจบ เหมือนฟางเส้น (เกือบ) สุดท้าย

@‘too bad for us’

เพลงของคนที่ยอมรับได้แล้วว่า ความสัมพันธ์ที่เป็นอยู่ มันแย่ต่อทุกฝ่าย@(color:rgb(184,49,47);)

ท่อนที่เราชอบมากๆ และรู้สึกว่าโรเซ่ถ่ายทอดมันออกมาได้ดีสุดๆ ของเพลงtoo bad for us คือตอนที่เธอร้องว่า “ตอนนี้ดอกกุหลาบไม่สามารถเติบโต ณ ที่แห่งนี้ได้แล้ว” ซึ่งสื่อถึงการที่เมื่อเราอยู่ผิดที่ผิดทาง หรืออยู่กับคนผิดคน เราจะไม่สามารถเติบโตไปได้อย่างดี ทั้งในแง่ของความสัมพันธ์ที่ไม่สามารถมองเห็นอนาคต รวมถึงชีวิตส่วนตัวของเรา ที่อาจถูกฉุดรั้งไม่ให้มีอิสระด้วยเช่นกัน

โรเซ่ยังพูดถึงปัญหาของความสัมพันธ์ที่เมื่อถึงจุดที่ ต่างฝ่ายต่างอยากพูดแค่เฉพาะเรื่องของตัวเอง โดยที่ไม่อยากฟังกันและกันแล้ว นั่นเป็นสัญญาณของความสัมพันธ์ที่ไม่เฮลตี้ต่อกันอีกต่อไปแล้ว เพราะความสัมพันธ์ที่ปลอดภัยต่อใจ ต่างฝ่ายจะต่างเป็นพื้นที่ดีๆ ให้แก่กัน และพร้อมที่จะรับฟังกัน ซึ่งเธอก็อยากบอกคนที่ฟัง รวมถึงตัวเองด้วยว่า “ถ้าความรักมันแผดเผามากเกินไปมันก็จะมอดไหม้ได้ภายในหนึ่งนาที อย่างน้อยนี่ก็คือสิ่งที่ฉันบอกตัวเอง”

@‘gameboy’

เพลงของคนตาสว่าง จะไม่กลับไปหาผู้ชาย ที่ทำให้เจ็บอีกแล้ว เป็นได้มากสุดแค่เกมบอยก็พอ!@(color:rgb(184,49,47);)

gameboy เป็นอีกเพลงที่หลายๆ คนชื่นชอบ ด้วยดนตรีแปลกใหม่ และเนื้อเพลงที่โดนใจที่โรเซ่ เรียกอีกฝ่ายว่า gameboy เป็นเหมือนเกมที่เธอยิ่งเล่น ยิ่งเป็นทุกข์

เนื้อเพลงจิกกัดโดยเปรียบเปรยว่าการร้องไห้เป็นเรื่องสนุก และการรักอีกฝ่ายเป็นการกระโดด ที่ทำให้เธอตายไปแล้วหลายครั้ง เหมือนกับการเล่นเกมนั่นแหละ เธอก็เลยจะมองเขาคนนั้นเป็นแค่ gameboy ที่เธอจะไม่เล่นมันอีก เพราะเธอคิดว่า เขาไม่มีทางเปลี่ยนมันได้ และสิ่งที่เธอจะให้เขาหลังจากนี้คือ heartbreak เท่านั้น พอกันที!

เพลงนี้จึงเป็นเพลงของคนที่ตาสว่างแล้วจริงๆ และต้องการจะมูฟออนไปข้างหน้า ไม่ถอยหลังกลับไปหาคนท็อกซิกแล้ว ดังท่อนที่โรเซ่จิกกัดเขารวมถึงจิกกัดตัวเองไปด้วยว่า “ก็ใช่ ที่เธอแสดงเป็นผู้ชายดี๊ดี และฉันก็ซื้อมันซะด้วยสิ!” และเธอยังบอกอีกว่าเธอใช้เวลานานถึง 2 ปี ในการทำความเข้าใจเรื่องนี้ เอาง่ายๆ ว่าโดนเกมบอยต้มจนเปื่อย แต่อย่างน้อยๆ ตอนนี้ก็ตาสว่างแล้ว และจะไม่ยอมกลับไปอยู่ในจุดเดิมอีกแล้ว จบ

@‘not the same’

เพลงของคนที่ย้ำว่า ความสัมพันธ์ไม่มีทางเหมือนเดิม เพราะอีกฝ่ายทำมันพังเอง@(color:rgb(184,49,47);)

not the same เป็นเพลงที่เราชอบมากที่สุดในอัลบั้มของโรเซ่ ด้วยดนตรีฟังง่าย ขณะเดียวกันเสียงร้องของโรเซ่ก็ไต่ระดับไปจนถึงช่องเสียงอันทรงพลังได้อย่างรื่นหู และแน่นอนว่า เพลงว่าด้วยการยืนยันถึงความไม่เหมือนเดิมในความสัมพันธ์อีกแล้ว ซึ่งแง่หนึ่งก็ถือเป็นจุดเริ่มต้นของการกลับมาตระหนักรู้ถึงความไม่ปกติในความสัมพันธ์ ซึ่งอาจนำไปสู่การรักตัวเองได้อีกครั้งของเธอ เพราะการกล้ายอมรับสักทีว่าไม่มีทางที่ความสัมพันธ์จะเหมือนเดิมนั้นก็ถือว่าเก่งมากแล้วสำหรับคนที่อยู่ในความสัมพันธ์ท็อกซิกมานานๆ ที่แม้จะพยายามซ่อมแก้วที่แตกแล้ว มันก็ไม่มีทางเหมือนเดิมอีกต่อไป และอาจถึงเวลาที่เราต้องกลับมาใช้ชีวิตของตัวเองสักที

“พูดสิ่งที่เธอต้องการมาเลยที่รัก เธอก็รู้หนิว่าเธอพูดวนอยู่อย่างนั้น”
“น่าอับอายจริงๆ ที่ฉันเชื่อใจคุณครั้งหนึ่ง แล้วก็เชื่อเธออีกสองครั้ง”
“คุณแม่งทำลายจนพัง”
“ความรักทั้งหมดของฉัน คุณทำให้มันสูญเปล่า”

นี่เป็นบางส่วนของเนื้อร้อง ที่แสดงให้เห็นถึงความโกรธเกรี้ยวของเธอที่พยายามบอกถึงความไม่เหมือนเดิม และที่มันไม่เหมือนเดิม ก็เพราะเขานั่นแหละที่ทำตัวเอง แม้ว่าอีกฝ่ายจะโทษนั่นโทษนี่ไปเรื่อยก็ตาม

เพลงของโรเซ่หลายๆ เพลง จึงไล่ระดับตั้งแต่ตอนช่วงมีความรัก ช่วงที่อกหัก ช่วงที่เจ็บปวด ช่วงที่ยังคงทนอยู่ ช่วงที่พยายามวิ่งออกมาแต่ออกไม่ได้ ช่วงที่ตั้งคำถามกับความสัมพันธ์ ช่วงที่เริ่มเยียวยา ช่วงที่หันกลับมารักตัวเอง และช่วงที่กลับมาเข้มแข็งอีกครั้ง และเดินออกจากความสัมพันธ์นั้นๆ ได้ในที่สุด

อ้างอิง:

https://youtu.be/Ts85OjXMtpc?si=Cx7zhxtzWoFiK4aq

https://youtu.be/eA0lHNZ1KCA?si=lAO6ruvrlpdGl7IM

อ่านบทความที่เกี่ยวข้อง

ตามบทความก่อนใครได้ที่
- Website : Mirror Thailand.com

Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...