โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

การเมือง

อรรถจักร์ ลั่น 'นิธิ' พลิกชาวบ้านเป็น 'พลเมือง' มหา'ลัยเที่ยงคืน เกิดขึ้นในวงเหล้า

MATICHON ONLINE

อัพเดต 02 ก.ย 2566 เวลา 11.41 น. • เผยแพร่ 02 ก.ย 2566 เวลา 10.07 น.

อรรถจักร์ ลั่น ‘นิธิ’ พลิกชาวบ้านเป็น ‘พลเมือง’ มหา’ลัยเที่ยงคืน เกิดขึ้นในวงเหล้า ย้ำวิธีคิด ‘กระชากพรม’ จำเป็นสุดในยุครบ.นี้

เมื่อวันที่ 2 กันยายน ที่มติชน อคาเดมี เขตจตุจักร กรุงเทพฯ สำนักพิมพ์มติชน ร่วมกับศูนย์ข้อมูลมติชน (MIC) จัดงาน “มติชนเปิดโกดังหนังสือการเมือง” ครั้งแรก ตั้งแต่วันที่ 30 สิงหาคม-3 กันยายนนี้ โดยภายในงานคับคั่งไปด้วยกองทัพหนังสือการเมืองเล่มสำคัญที่หายาก พร้อมด้วยผลงานของศาสตราจารย์ ดร.นิธิ เอียวศรีวงศ์ รวมถึงกิจกรรมเสวนา อาทิ ‘นิธิแห่งทัศนะและปัญญา’ นอกจากนี้ ยังมีโปรโมชั่นราคาพิเศษ และของพรีเมียมอีกมากมาย

บรรยากาศเวลา 14.40 น. มีการเสวนา “Book Talk: The Last Lecture: มหาวิทยาลัยเที่ยงคืน” บรรยายพิเศษวิเคราะห์ เจาะลึก ผลงานที่ผ่านมาทั้งหมดของนิธิ เอียวศรีวงศ์ ผ่านมุมมองของนักประวัติศาสตร์ โดยมี ศาสตราจารย์เกียรติคุณ ดร.อรรถจักร์ สัตยานุรักษ์ และ ศ.สายชล สัตยานุรักษ์ ประจำภาควิชาประวัติศาสตร์ คณะมนุษยศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ (มช.) ร่วมพูดคุย ดำเนินรายการโดย นายเอกภัทร์ เชิดธรรมธร

ทั้งนี้ มหาวิทยาลัยเที่ยงคืน คือเวทีสาธารณะที่เปิดให้ประชาชนร่วมพูดคุยแง่มุมต่างๆ ก่อนพัฒนาเป็นเว็บไซต์ รวบรวมข้อมูลบทความวิชาการ

ศ.ดร.อรรถจักร์กล่าวถึงจุดเริ่มต้นของ ม.เที่ยงคืนว่า ต้องเรียนว่ามีวิธีคิดของ อ.นิธิ ที่ตนใช้คำว่าคือการ ‘กระชากพรมออกจากเท้าผู้คน’ ทำให้คนคิดใหม่ วิธีคิดนี้ครองมาตั้งแต่เรียน ตั้งแต่เด็ก ซึ่ง อ.นิธิ ไม่ได้เรียน ม.8 เหมือนปกติ ท่านสอบเทียบ

“เรียนอักษรเอกปิงปอง โทฯฟุตบอล อยู่ มช.ก็มีกลุ่ม การครองวิธีคิดแบบนี้ได้สร้างกลุ่มมาอย่างน้อย 3 ช่วง คือ 1.สถาบันจักรวาลวิทยา 2.สมัชชานักวิชาการเพื่อคนจน และ 3.มหาวิทยาลัยเที่ยงคืนในช่วงที่ 3 หรือมหาวิทยาลัยเที่ยงคืน ท่านอยากจะขยายความคิดของตัวเองมากที่สุด” ศ.ดร.อรรถจักร์กล่าว

เมื่อถามถึงจุดเริ่มต้นของ ม.เที่ยงคืน ว่าเกิดจากอะไร มีการพูดคุยอะไรกันบ้าง?

ศ.ดร.อรรถจักร์เผยว่า อ.นิธิ ในช่วงมหาวิทยาลัยเที่ยงคืนและก่อนหน้านั้น มีช่วงจุดเปลี่ยนคือ พ.ศ.2530 เริ่มขยับจากการเขียนงานประวัติศาสตร์ไปสู่การทำงานกับชาวบ้าน เป็นองค์ปาฐกเกี่ยวกับท้องถิ่น เริ่มเคลื่อนตัวเองเพื่อเชื่อมต่อกับชาวบ้านมากขึ้น จึงมีงานเขียนเกี่ยวกับชนบท

“จริงๆ แล้วเกิดขึ้นในวงเบียร์ อ.นิธิ พูดว่า เราควรจะขยายความรู้นี้สู่ชาวบ้าน ต้องเปลี่ยนวิธีคิดเกี่ยวกับความรู้ มหาวิทยาลัย”

“ตอนแรกเราไปขอพึ่งคนอื่นไม่ได้ อ.สมเกียรติ ตั้งนโม จึงทำเอง ไม่ได้นอนทั้งคืน เราคุยกันอีกว่าต้องทำอะไรให้กว้างขึ้น จัดรายการวิทยุท้องถิ่น ช่วงเที่ยง-บ่าย 2 มียอดคนฟังเยอะพอสมควร อ.นิธิ มองว่าต้องขยับไปสู่เว็บไซต์ โทรทัศน์ เว็บบอร์ด” ศ.ดร.อรรถจักร์เผย

เมื่อถามถึงคุณูปการของอาจารย์นิธิ ที่มีต่อสังคมไทย?

ศ.ดร.อรรถจักร์ระบุว่า ตนติดว่าสิ่งที่ อ.นิธิ ได้ทำหลังปี 2430 หลังจากลงไปคุยกับชาวบ้านก็จะใช้ความรู้นี้ขยับสังคม อีกด้านหนึ่งคนที่อ่านงานของ อ.นิธิ ก็จะมองชาวบ้านอีกอย่างหนึ่ง

“อ.นิธิ คือคนสำคัญที่เปลี่ยนชาวบ้านเป็นพลเมือง เปลี่ยนคนไม่มีสิทธิมีเสียงกลายเป็นพลเมืองขึ้นมา นี่คือคุณูปการที่สำคัญ เป็นผลงานอย่างไพศาล ในการเปลี่ยนจินตนาการของคน และอัตลักษณ์ของชาวบ้านให้กลายเป็นพลเมือง

ผมคิดว่าคนที่อ่านงานของ อ.นิธิ แล้วไปคิดต่อมีมากมายมหาศาล อาจคิดไม่เหมือน แต่เป็นแนวทางเดียวกัน คือมองความเสมอภาค มองเห็นสายสัมพันธ์ของสรรพสิ่งที่อยู่รอบตัวเรา เช่น ชนชั้นกลาง ซึ่งมติชนมีบทบาทอย่างมากในการผลักพลังตรงนี้ออกไป น่าจะเกิน 10 ล้านเสียงที่เลือกพรรคส้ม น่าจะไปในแนวทางเดียวกัน” ศ.ดร.อรรถจักร์กล่าว

เมื่อถามว่า บทบาทข้างต้นส่งผลต่อการสอนประวัติศาสตร์หรือไม่?

ศ.ดร.อรรถจักร์กล่าวว่า สิ่งที่ อ.นิธิ ได้ทำกับ มช. คือลงแรงสร้างวิชาพื้นฐาน วิชาที่ลงแรงอย่างมากคือสังคมและวัฒนธรรมไทย อีกวิชาที่เพิ่งได้เพิ่มคือวิชามนุษย์กับโลกสมัยใหม่ ซึ่งวิชาสังคมและวัฒนธรรมไทยวิพากษ์ทรรศนะครอบงำ วิชานี้ถูกบรรจุเป็นวิชาพื้นฐานสำหรับเด็ก ป.ตรีทั้งมหาวิทยาลัย

“วิชานี้พยายามให้เด็กตั้งคำถาม ผลักให้เด็กคิดรายงานเอง ไม่บอกเด็ก คุณต้องตั้งคำถามเองและหาคำตอบ”

สิ่งสำคัญคือวิธีคิดของ อ.นิธิ คือถ้าคิดเชิงประวัติศาสตร์ แน่นอนว่า 1.ทุกอย่างมีการเปลี่ยนแปลง 2.เปลี่ยนแปลงตามบริบท

แต่ที่ซับซ้อนคือบริบทที่จะอธิบาย วิธีคิดแบบนี้ อ.นิธิ สรุปกับตัวเองว่า ความรู้คืออะไร ความรู้คือสายข้อมูลปลีกๆ ที่ให้ความหมายชุดหนึ่ง การให้ความรู้ใหม่คือต้องจัดสายความรู้ปลีกๆ ให้เกิดความรู้ใหม่ จึงทำให้ อ.นิธิ ผลักตัวเองมาสู่การเขียนเรื่องต่างๆ ลักษณะเดียวกับ มีแชล ฟูโก นี่คือวิธีคิด

“ความรู้สึกสำคัญ อาจารย์พูดถึงความรู้สึกก่อนที่จะมีการศึกษาเรื่องประวัติศาสตร์ความรู้สึกของตะวันตก แต่ต้นตอจริงๆ คือ อ.นิธิ ที่ทำให้เรานึกถึง ประมาณ 15 ปีหลัง ฝั่งตะวันตกถึงเริ่มมีสาขา History of Emotions แต่ อ.นิธิ คิดเรื่องนี้มาก่อนแล้ว” ศ.ดร.อรรถจักร์กล่าว

เมื่อถามถึงบรรยากาศในการพูดคุยแวดวงมหาวิทยาลัยเที่ยงคืน มีการกำหนดหัวข้อในการพูดคุยหรือไม่อย่างไร?

ศ.ดร.อรรถจักร์กล่าวถึงมหาวิทยาลัยเที่ยงคืนว่า
ถูกกำหนดตรงไปตรงมาโดยวงเหล้า ส่วน อ.สมเกียรติ และ อ.สมชาย ปรีชาศิลปกุล ก็จะเริ่มฟิกซ์คน เริ่มจากไม่เป็นทางการก่อน เวลา 23.30 น. ไม่ถึงเที่ยงคืนก็เริ่มเมาแล้ว อยู่ ละแวกหลังมหาวิทยาลัย อ.สมเกียรติ ไม่ดื่มเหล้า-สูบบุหรี่ แต่ก็อยู่กับเราได้ตลอด บรรยากาศที่สนุกสนานทำให้เราผลิตงานได้เยอะ

ศ.ดร.อรรถจักร์กล่าวต่อว่า ตัวอย่าง อำนาจสื่อท้องถิ่น, ทุนบ้านนอก, ความตายในภูมิปัญญาล้านนา, คนชายขอบ, วิทยาศาสตร์บ้านนอก, ผี, การศึกษาทางเลือก, ธุรกิจข้างถนน, ชาวเขาชาวเรา เหล่านี้คือสิ่งที่อยู่ในมหาวิทยาลัยเที่ยงคืน ทั้งที่อยู่ในทั้งเว็บไซต์ และวิทยุท้องถิ่น มหาวิทยาลัยเที่ยงคืน คือเปลี่ยนชาวบ้านเป็นพลเมือง

“ผมเคยถามว่า คิดอย่างไรกับสถาบันจักรวาลวิทยา อ.นิธิ พูดทำนองว่า มีชีวิตอยู่เพื่อทำหน้าที่ของมัน เมื่อหมดความจำเป็นก็สลายไป ม.เที่ยงคืนก็มีสถานะอันหนึ่ง คือเชื่อมกับสังคม เปลี่ยนความหมาย เมื่อสังคมเปลี่ยนเราจะพบว่าคุณภาพบทความเปลี่ยนไปจากปี 2540 อย่างมาก คุณภาพบทความมันไปไกลกว่าเดิม ถ้ายึดจาก อ.นิธิ ถ้าเกิดมาก็สลาย ถ้าไม่สอดคล้อง หรือคุณไม่ทำหน้าที่อย่างที่คุณทำได้”

เมื่อถามถึงหลักที่ยังตกผลึก ส่งต่อจากมหาวิทยาลัยเที่ยงคืน และมีบทบาทท้าทายต่อสังคมปัจจุบัน?

ศ.ดร.อรรถจักร์กล่าวอีกว่า เอาเข้าจริงแล้วตนคิดว่าสังคมไทยกำลังจะเผชิญกับความเปลี่ยนแปลงอีกครั้ง

“หลังจากรัฐบาลนี้ตั้งขึ้นมาสิ่งที่อยู่เบื้องหลังเยอะแยะ ผมว่ามันจะเปลี่ยนสังคมไปอีกด้านหนึ่ง ผมหวังว่าคนในสังคมไทย คนที่ได้รับอิทธิพลจาก อ.นิธิ ไม่ว่าทางตรง ทางอ้อม ผมว่าพวกเราต้องคิดให้หนักขึ้น ต้องมองให้ทะลุจากการขยายตัวของรัฐ ในด้านการบริการที่จะเพิ่มขึ้น และแน่นอนด้านการขยายตัวของรัฐ ด้านการควบคุมก็จะมากขึ้นตามไปด้วย

จากรัฐบาลนี้ไป วิธีคิดแบบ อ.นิธิ ที่จะต้องรื้อ กระชากพรมออกจากตีนคน เป็นสิ่งที่จำเป็นที่สุด แต่คงไม่ใช่มหาวิทยาลัยเที่ยงคืนอีกแล้ว เป็นทุกคนในสังคม เรากำลังจะเผชิญหน้ากับสถานการณ์ที่ไม่เหมือนเดิม และเป็นสถานการณ์ที่ถ้าไม่ระวังอาจจะคับขันมากสำหรับเสรีชน

ก็หวังว่าวิธีคิด วิธีทำงาน วิธีกระชากพรม สื่อสารกับสังคม และอื่นๆ ของ อ.นิธิ จะไม่สลายไปและมีพลังในสังคมเพื่อเผชิญหน้ากับสิ่งที่เราจะต้องเผชิญอย่างหนักหน่วง ผมอยากจะพูดตรงๆ แต่พูดได้แค่นี้” ศ.ดร.อรรถจักร์กล่าว

จากนั้น ศ.ดร.อรรถจักร์กล่าวถึงความทรงจำที่มีต่อ อ.นิธิ ว่า ตนคิดว่า อ.นิธิ เป็นผู้ใหญ่
ที่เรากราบไหว้ได้อย่างบริสุทธิ์ใจ จริงใจ

“รู้สึกว่าท่านยิ่งใหญ่ ทั้งในด้านวิธีคิดและอื่นๆ สิ่งที่ท่านทำ เราพึ่งท่านได้ในแง่ปัญญา เป็นคนที่เรากราบได้ ไหว้ก็ได้” ศ.ดร.อรรถจักร์กล่าว

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...