โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ไลฟ์สไตล์

ตามรอยเรือ “เอ็กซ์เพรส” จากภาพยนตร์ "บุพเพ ๒" เรือกลไฟลำแรกที่เข้าสู่สยาม

ศิลปวัฒนธรรม

อัพเดต 26 ก.ค. 2565 เวลา 10.11 น. • เผยแพร่ 25 ก.ค. 2565 เวลา 10.12 น.
เรือกลไฟ “เอ็กซ์เพรส” (Express) (ภาพจาก Youtube GDH : ตัวอย่างอย่างเป็นทางการภาพยนตร์ ‘บุพเพสันนิวาส ๒’ | Official Trailer)

ในภาพยนตร์ “บุพเพสันนิวาส ๒”ซึ่งดำเนินเรื่องใน พ.ศ. 2387 ตรงกับสมัยรัชกาลที่ 3 มีการกล่าวถึงเรือกลไฟที่มีชื่อว่า “เอ็กซ์เพรส” เรือลำนี้มีประวัติความเป็นมาอย่างไร? มีความสำคัญในฐานะฉากหลังทางประวัติศาสตร์ในภาพยนตร์เรื่องนี้อย่างไร?

[Spoiler Alert! : บทความนี้นำเสนอเรื่องราวที่เกิดขึ้นตามประวัติศาสตร์ ซึ่งเปิดเผยเนื้อหาบางส่วนที่ถูกนำไปใช้เป็นแกนเรื่องหลักของภาพยนตร์ หากผู้อ่านสนใจศึกษาเรื่องราวที่เป็นปูมหลังของเรื่องโดยไม่กลัวถูก Spoil ผู้เขียนแนะนำให้อ่าน เพื่อเพิ่มอรรถรสในการรับชมภาพยนตร์ แต่หากผู้อ่านกลัวถูก Spoil ผู้เขียนแนะนำให้รับชมภาพยนตร์เสียก่อน แล้วกลับมาอ่านบทความนี้ เพื่อศึกษาเรื่องราวบนหน้าประวัติศาสตร์ว่ามีความเป็นมาอย่างไร]

“เรือกลไฟ” หรือ“เรือกำปั่นไฟ” เป็นเรือที่ใช้เครื่องจักรพลังไอน้ำในการขับเคลื่อน เรือกลไฟลำแรกที่เข้ามาแล่นอวดโฉมให้ชาวสยามตื่นตาตื่นใจ ซึ่งเจ้าพระยาพระคลัง (ดิศ บุนนาค) ขุนนางสยาม ถึงกับกล่าวว่า “เรือลำนี้เป็นฝีมือของทวยเทพ หาใช่มนุษย์ไม่” นั่นคือเรือกลไฟที่มีชื่อว่า “เอ็กซ์เพรส” (Express)

เรือเอ็กซ์เพรสแล่นออกจากเมืองท่าลิเวอร์พูล ประเทศอังกฤษ ในวันที่ 12 สิงหาคม ค.ศ. 1843 (พ.ศ. 2386) มาถึงสิงคโปร์เมื่อวันที่ 8 ธันวาคม ในปีนั้น และเดินทางถึงบางกอกในเดือนมกราคม ค.ศ. 1844 (พ.ศ. 2387 – นับศักราชอย่างใหม่) แต่ไม่ทราบวันที่แน่ชัด ซึ่งตรงกับสมัยรัชกาลที่ 3

เรือลำนี้เดินทางมาถึงสยาม ภายใต้การบัญชาการของกัปตัน “ปีเตอร์ บราวน์” (Peter Brown) โดยผู้ที่นำเรือเอ็กซ์เพรสเข้ามาคือ “โรเบิร์ต ฮันเตอร์” (Robert Hunter) หรือที่ชาวสยามเรียกว่า “นายหันแตร” พ่อค้าชาวอังกฤษเจ้าของห้างหันแตร ห้างสรรพสินค้าแห่งแรกในสยามนั่นเอง

การเข้ามาของเรือกลไฟนี้ จากหลักฐานของฝ่ายไทยในพระราชพงศาวดาร กรุงรัตนโกสินทร์ รัชกาลที่ 3 ระบุว่า “…ด้วยหันแตรอังกฤษ ซึ่งเป็นหลวงอาวุธวิเศษประเทศพาณิช เข้ามาตั้งค้าขายอยู่ที่กรุง เอากำปั่นไฟเข้ามาขายลำ 1 คิดราคา 2,000 ชั่ง เจ้าพนักงานไม่ซื้อ หันแตรพูดหยาบช้าว่าในหลวงรับสั่ง ถ้าเจ้าพนักงานไม่ซื้อ จะเอาเรือไปผูกไว้ที่หน้าตำหนักน้ำ ทรงทราบก็ขัดเคือง ให้ไล่หันแตรไปเสีย ไม่ให้อยู่ในบ้านเมือง…”

จากข้อความในพระราชพงศาวดารกล่าวไปในทำนองว่านายฮันเตอร์เป็นผู้นำเรือมาเสนอขายเอง ขุนนางสยามไม่รับซื้อ นายฮันเตอร์จึง “พูดหยาบช้าว่าในหลวงรับสั่ง” หมายความว่านายฮันเตอร์ยกเอารัชกาลที่ 3 มาอ้างว่าทรงสั่งซื้อเรือลำนี้ด้วยพระองค์เอง

เรื่องการที่สยามเป็นฝ่ายสั่งซื้อหรือไม่นั้น จากหลักฐานยังมีความคลุมเครืออยู่ โดยจากหลักฐานของชาวตะวันตก ในบันทึกของนางลูเซีย ฮันต์ เฮเมนเวย์ (Lucia Hunt Hemenway) ภรรยาของบาทหลวงอาสา เฮเมนเวย์ (Asa Hemenway) กล่าวว่า “เรือกลไฟลำหนึ่งจากอังกฤษมาถึงแล้ว เรือกลไฟลำนี้เข้ามาถึงแม่น้ำ เป็นลำแรกที่มาถึงที่นี่ เจ้าของคาดว่าพระเจ้าแผ่นดินจะซื้อไว้ แต่ก็ยังไม่แน่นอนนักว่าพระองค์จะทรงซื้อ”**

บันทึกของนางลูเซียไม่ได้ชี้ชัดว่ารัชกาลที่ 3 ทรงสั่งซื้อเรือลำนี้ด้วยพระองค์เอง แต่จากประโยคที่กล่าวว่า “เจ้าของคาดว่าพระเจ้าแผ่นดินจะซื้อไว้” หมายถึงนายฮันเตอร์หวังว่ารัชกาลที่ 3 จะทรงรับซื้อ ซึ่งอาจอนุมานได้ว่านายฮันเตอร์นำเรือมาเสนอขายเอง บันทึกนี้สะท้อนให้เห็นว่าการซื้อขายเรือเอ็กซ์เพรสมีความไม่แน่นอน

หลักฐานของชาวตะวันตกอีกชิ้นหนึ่ง คือหนังสือ “Siam Then” (สยามแต่ปางก่อน) ของหมอบรัดเลย์ (Dan Beach Bradley, William L. Bradley) เล่าถึงเรือเอ็กซ์เพรสไว้ว่า

“…แต่ฮันเตอร์ไม่ใช่จะลักลอบค้าฝิ่นอย่างเดียวเท่านั้น เขายังแสวงหาผลประโยชน์จากการที่สยามกลัวเกรงการโจมตีของอังกฤษ หลังจากอังกฤษประสบชัยชนะในการปราบกบฏนักมวยในประเทศจีนอีกด้วย ครั้งแรกเขาหว่านล้อมรัฐบาลให้ซื้อสายโซ่ซึ่งแม้กระทั่งทุกวันนี้ก็ยังใช้ขึงขวางแม่น้ำเพื่อสกัดกั้นเรือที่บุกรุกเข้ามา และต่อมาเขาได้รับคำสั่งซื้อเรือกลไฟสำหรับรบลำหนึ่ง ปืน 200 กระบอก และปืนครกที่สยามจะใช้ในการทำสงครามกับโคชินไชนา…”

หมอบรัดเลย์กล่าวไว้ชัดเจนว่านายฮันเตอร์ได้รับคำสั่งซื้อจากรัฐบาลสยาม เพื่อที่จะนำไปใช้ในการทำศึกกับโคชินไชนา (เวียดนาม) สงครามนี้เป็นที่ทราบกันในอีกชื่อว่า “อานามสยามยุทธ” มูลเหตุจากการแย่งชิงความเป็นใหญ่เหนือดินแดนเขมร

หากวิเคราะห์แล้วนั้นเป็นไปไม่ได้ที่นายฮันเตอร์จะนำเรือเอ็กซ์เพรสมาเสนอขายโดยที่รัฐบาลสยามไม่รับรู้มาก่อน เพราะการนำเรือรบ (ที่บรรทุกปืนอีก 200 กระบอก) ล่องทวนน้ำขึ้นมาถึงเขตพระนครได้นั้นต้องผ่านระเบียบขั้นตอนและต้องได้รับอนุญาตจากรัฐบาลสยามเสียก่อน จึงเชื่อได้ว่านายฮันเตอร์อาจจะเสนอขายเรือกลไฟให้รัชกาลที่ 3 จริง แต่ในตอนแรกพระองค์อาจไม่ได้ตอบรับหรือปฏิเสธทันที ครั้นเมื่อเรือเอ็กซ์เพรสมาถึง สถานการณ์หรือบริบทแวดล้อมเปลี่ยนแปลงไป นั่นจึงนำมาสู่ความขัดแย้งระหว่างนายฮันเตอร์กับรัฐบาลสยาม

หมอบรัดเลย์เล่าเหตุการณ์ต่อจากนั้นว่า

“…ทั้งเรือกลไฟและปืนมาถึงล่าช้า ในระหว่างนั้น ฮันเตอร์ได้ปืนใหญ่มา 100 กระบอกหรือกว่านั้น จึงขายให้แด่พระเจ้าอยู่หัว แล้วลงเรือออกเดินทางไปอังกฤษเพื่อซื้อเรือกลไฟ เขากลับถึงสยามก่อนหน้าเรือที่เขาสั่งซื้อจะมาถึง…เราก็ได้ข่าวว่าเรือกลไฟ ‘เอ๊กซเพรสส์’ มาถึงสันดอนปากน้ำแล้ว โดยมีกัปตันปีเตอร์ บราวน์ เป็นผู้ถือท้ายเรือ แม้ว่าจะยังล้มหมอนนอนเสื่ออยู่ แต่ฮันเตอร์ก็ออกไปปากน้ำเพื่อนำเรือเข้าเทียบท่า [หมอบรัดเลย์ระบุว่านายฮันเตอร์ป่วยเป็นโรคพิษสุราเรื้อรังอย่างหนัก – ผู้เขียน]

เช้าวันรุ่งขึ้นเรือกลไฟก็แล่นลำขึ้นมาตามแม่น้ำ ก่อให้เกิดความตื่นเต้นยินดีเป็นอันมาก เพราะเป็นภาพที่ชาวเมืองนี้ไม่เคยเห็นมาก่อนเลย เรือจอดเทียบที่ท่าเรืออังกฤษห่างจากประตูบ้านข้าพเจ้ายี่สิบห้าถึงสามสิบหลา มีผู้คนมากมายมาชุมนุมกันเต็มท่าเรือและตลอดริมฝั่งแม่น้ำหน้าบ้านพักมิชชันนารี เพื่อดูสิ่งมหัศจรรย์นี้

ตอนนั้นเองที่เกิดเรื่องร้ายแรงขึ้นระหว่างพระเจ้าอยู่หัวกับมิสเตอร์ฮันเตอร์ เรือ ‘เอ็กซเพรสส์’ บรรทุกปืนมาด้วยรวมทั้งหมด 200 กระบอกตามที่พระเจ้าอยู่หัวทรงสั่งซื้อไว้แต่เดิมจากฮันเตอร์ และฝ่ายฮันเตอร์ก็ยืนยันให้สยามจ่ายเงินค่าปืนจำนวนนี้ แม้ว่าสยามจะซื้อปืนเพิ่มไว้ 100 กระบอกหรือกว่านั้นไปแล้วจากตัวเขาก่อนหน้านั้นก็ตาม

นอกจากนั้น เมื่อพระเจ้าอยู่หัวทรงทอดพระเนตรเห็นเรือที่ซื้อมาก็ไม่ต้องพระราชประสงค์ ทรงตรัสอย่างเปิดเผยว่าราคาที่ฮันเตอร์เรียกร้องไว้ถึงห้าหมื่นดอลลาร์แพงเกินไปสำหรับเรือเก่า ๆ ขึ้นสนิมเช่นนั้น ใช่แต่เท่านั้น วิกฤตการณ์ที่มีกับโคชินไชนาก็ผ่านพ้นไป*แล้ว พระเจ้าอยู่หัวจึงไม่ทรงเห็นความจำเป็นที่จะต้องมีเรือลำนั้น…”*

เป็นเพราะความล่าช้ากว่าที่เรือเอ็กซ์เพรสจะเดินทางมาถึงบางกอก สงครามกับโคชินไชนาก็มีทีท่าคลี่คลายลงไปบ้างแล้ว มิหนำซ้ำราคาขายก็ไม่สมเหตุสมผลกับคุณภาพเรือ ซึ่งทรุดโทรมจนขึ้นสนิม เป็นเหตุให้รัชกาลที่ 3 ทรงปฏิเสธที่จะซื้อเรือลำนี้

นายฮันเตอร์คงรู้สึกโกรธเคืองอยู่ไม่น้อยจึงพยายามขู่บังคับรัฐบาลสยามหลายครั้ง รวมทั้งขู่ว่าจะยิงถล่มพระบรมมหาราชวังด้วย แต่ก็ไร้ผลว่ารัฐบาลสยามจะยอมจำนนต่อคำขู่ ไม่กี่วันถัดมา นายฮันเตอร์ก็ขออนุญาตยิงปืนใหญ่ (สลุต) เพื่อเฉลิมฉลองวันเกิดกัปตันบราวน์ แต่รัฐบาลสยามเกรงว่านายฮันเตอร์จะถือโอกาสนี้ยิงปืนใหญ่เข้าไปในพระบรมมหาราชวัง จึงไม่อนุญาต

จากนั้น รัฐบาลสยามออกอุบายให้เจ้านายพระองค์หนึ่งเชิญนายฮันเตอร์และกัปตันบราวน์เข้าไปในวังของพระองค์ โดยแสร้งทำทีว่ามีเรื่องบางอย่างต้องตกลงกัน เมื่อทั้งคู่ไปถึงก็ถูกจับกุมไว้ที่นั่น โดยตั้งเงื่อนไขจะปล่อยตัวก็ต่อเมื่อยอมส่งมอบดินปืนที่มีอยู่ในครอบครองทั้งหมดให้รัฐบาลสยาม ซึ่งการตั้งเงื่อนไขเช่นนี้เพื่อเป็นเครื่องป้องกันว่าหากฝ่ายนายฮันเตอร์ไม่มีดินปืนอยู่ในครอบครอง ก็จะไม่สามารถยิงปืนชนิดใดได้อีกต่อไป

ทั้งสองถูกกักขังตั้งแต่เจ็ดโมงเช้าจนถึงห้าโมงเย็น และเมื่อไม่เห็นหนทางที่จะได้รับการปล่อยตัว สุดท้ายก็ยอมมอบดินปืนให้ แล้วจึงถูกปล่อยตัวเป็นอิสระ

อย่างไรก็ตาม นายฮันเตอร์ไม่ยอมจบเรื่องนี้โดยง่าย เขาขู่รัฐบาลสยามต่อว่าจะขายเรือกลไฟให้แก่โคชินไชนา ถึงตอนนี้ทำให้รัชกาลที่ 3 ทรงขุ่นเคืองพระราชหฤทัยมากในพฤติกรรมของผู้ที่เคยเป็นพระสหายของพระองค์มาก่อน ซึ่งเคยทำความดีความชอบถึงกับได้รับการโปรดเกล้าฯ พระราชทานบรรดาศักดิ์เป็น “หลวงอาวุธวิเศษประเทศพาณิช”

“ด้วยความยโสโอหังเช่นนี้ ฮันเตอร์จึงถูกขับไล่ออกไปจากราชอาณาจักร เขาหมดทางเลือกอื่นใด จำต้องมอบหมายธุรกิจให้อยู่ในความดูแลของผู้ช่วยของเขา คือ มิสเตอร์ ฮาร์วีย์ แล้วลงเรือ ‘เอ็กซเพรสส์’ จากไปสิงคโปร์”

เมื่อนายฮันเตอร์ถูกเนรเทศออกไปจากแผ่นดินแล้ว ในพระราชพงศาวดารระบุว่า “…หันแตรออกไปจึ่งพูดอวดว่า จะออกไปฟ้องต่อคอเวอนแมนต์ [Government (รัฐบาล) – ผู้เขียน]อังกฤษ จะให้กำปั่นรบเข้ามาชำระความ…” คือนายฮันเตอร์ขู่จะไปฟ้องรัฐบาลอังกฤษให้มาช่วยตัดสิน และจะนำเรือรบเข้ามาในสยามด้วย

รัฐบาลสยามเองก็ไม่ได้นิ่งนอนใจต่อคำขู่นั้น รัชกาลที่ 3 จึงโปรดเกล้าฯ ให้เจ้านายและขุนนางไปเสริม-สร้างป้อมปราการที่ตั้งอยู่สองฟากแม่น้ำเจ้าพระยาเรื่อยไปจนถึงเมืองปากน้ำ เพื่อป้องกันสงครามที่อาจเกิดขึ้น หากอังกฤษเข้ามาแทรกแซงช่วยเหลือนายฮันเตอร์ตามที่เขาขู่เอาไว้

แต่นายฮันเตอร์ไม่ได้ขู่ด้วยปากเท่านั้น ปรากฏว่าเขาขายเรือเอ็กซ์เพรส และปืนทั้งหมดให้แก่โคชินไชนาไปจริง ในราคาที่เขาเคยเรียกร้องจากรัชกาลที่ 3 และยังไปฟ้องร้องต่อรัฐบาลอังกฤษที่กัลกัตตา (อินเดีย) ให้มาช่วยเหลือ แต่ก็ไร้ผล

ต่อมา นายฮันเตอร์ได้รับอนุญาตให้กลับมาบางกอกอีกครั้ง เพื่อมาเก็บสัมภาระที่ตกค้างเมื่อตอนถูกเนรเทศไปอย่างกะทันหัน เขาเชื่อมั่นว่าผู้คนคงลืมเรื่องราวเหล่านั้นไปแล้ว และมีความหวังที่จะได้กลับมาอยู่บางกอกอีกครั้ง แต่พระคลังซึ่งเคยเป็นมิตรที่ดีต่อกันมาก่อน กลับต้อนรับเขาด้วยท่าทีเย็นชา และได้กล่าวเหน็บแนมนายฮันเตอร์ว่า“ฮันเตอร์ขายเรือกลไฟให้โคชินไชนา ดังนั้นจึงน่าจะไปอยู่ที่นั่นเสียด้วย และกล่าวต่อไปว่า สยามไม่เกรงกลัวโคชินไชนาแม้แต่น้อย และฮันเตอร์น่าจะหาเรือกลไฟอีกสักลำให้แก่โคชินไชนาด้วย” นัยว่าต่อให้เวียดนามมีเรือกลไฟอีกสักลำ สยามก็ไม่กลัว

“หลังจากนั้นฮันเตอร์ก็เลิกทำงานและดำรงชีวิตอย่างสุขสบายอยู่ในอังกฤษจนสิ้นชีวิต ณ ที่นั้น เมื่อ พ.ศ. 2391”

อ่านเพิ่มเติม :

อ้างอิง :

เจ้าพระยาทิพากรวงศ์. (2481). พระราชพงศาวดาร กรุงรัตนโกสินทร์ รัชชกาลที่ 3 ฉะบับเจ้าพระยาทิพากรวงศ์, พิมพ์แจกเปนที่ระลึก ในงานพระราชทานเพลิงศพ ท่านผู้หญิงวงษานุประพัทธ์ (ตาด สนิทวงศ์ ณอยุธยา) วันที่ 17 มีนาคม พ.ศ. 2481 ณ เมรุวัดเทพศิรินทราวาส, โรงพิมพ์โสภณพิพรรฒธนากร

วิลเลียม แอล, บรัดเลย์. แปลโดย ศรีเทพ กุสุมา ณ อยุธยา และ ศรีลักษณ์ สง่าเมือง. (2547). สยามแต่ปางก่อน 35 ปีในบางกอกของหมอบรัดเลย์. พิมพ์ครั้งที่ 2, กรุงเทพฯ : มติชน.

วิลาส นิรันดร์สุขศิริ. (กรกฎาคม, 2548). พระปิ่นเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงตกเป็นข่าว เรื่องเรือกลไฟลำแรกของสยาม. ศิลปวัฒนธรรม. ปีที่ 26 : ฉบับที่ 9.

เผยแพร่ในระบบออนไลน์ครั้งแรกเมื่อ 25 กรกฎาคม 2565

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...