โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

เรื่องของ 'ร่างทรง' , 'ความเชื่อ' และ 'ความสยองขวัญ'

MATICHON ONLINE

อัพเดต 29 ต.ค. 2564 เวลา 07.30 น. • เผยแพร่ 29 ต.ค. 2564 เวลา 07.30 น.

เรื่องของ ‘ร่างทรง’ , ‘ความเชื่อ’ และ ‘ความสยองขวัญ’

“เมื่อหลายปีก่อน ผมได้เจอกับผู้กำกับบรรจงในงานอีเว้นท์ที่กรุงเทพ” นา ฮง-จิน ผู้กำกับ คนเขียนบท และโปรดิวเซอร์ชาวเกาหลีคนดัง เล่าถึงที่มาของการร่วมงานกับ โต้ง บรรจง ปิสัญธนะกูล ในโปรเจ็คต์‘ร่างทรง’ ภาพยนตร์สยองขวัญที่กำลังเป็นที่พูดถึงในบ้านเรา

เล่าด้วยว่าจากการสนทนากัน “มันเป็นความทรงจำที่ดีมาก รู้สึกประทับใจ”

ด้วยเหตุนี้ในระหว่างที่คิดหาตัวผู้กำกับที่จะมาร่วมงานในภาพยนตร์เรื่องใหม่ “ผมก็คิดถึงผู้กำกับบรรจงขึ้นมา”

ขณะที่โต้งบอกว่า การได้มีส่วนร่วมกับงานชิ้นนี้ “รู้สึกคุ้มค่ามากเลยครับ”

“คุ้มตั้งแต่ยังไม่ได้ออกฉายด้วยซ้ำ เหมือนทุกอย่างที่เราได้ทำมากับเขา คือการเรียนรู้หมดเลย เขาละเอียดมากตั้งแต่สคริปต์ อย่างการคอมเมนต์บท ถึงขั้นต้องแยกแอทแทชไฟล์ออกมาสามไฟล์ เพื่อพูดในคนละแง่มุมกัน ในแง่โครงสร้าง ความสยอง ปรัชญาของหนัง ถกกันขนาดนั้น ยิ่งพอเริ่มได้ถ่ายทำ แต่ละคำแนะนำของเขามันเกินกว่าเราจะอิมเมจิ้นได้จริง ๆ แบบว่าไปสุดมาก ทำให้เรานับถือเขามากขึ้น รู้เลยว่าทำไมเขาถึงไปได้ในระดับนั้น”

สำหรับเรื่องร่างทรง ในความเห็นของคนทำ โต้งบอกว่า สำหรับเขาถือเป็น “รสชาติที่ค่อนข้างแปลกใหม่” คือมันไม่ใช่หนังผีที่เป็นคนตายแล้วกลับมาหลอก แต่ “เป็นนิยามใหม่ของหนังสยองขวัญ”

“เราได้นำความเชื่อของคนอีสานที่ว่า ผีมีอยู่ในทุกสิ่งทุกอย่าง ต้นไม้ ใบหญ้า สัตว์ หรือผู้คน และมันเชื่อมโยงกับสิ่งที่เข้ามาอยู่ในตัว ‘มิ้ง’ ในเรื่อง ว่ามันคืออะไรกันแน่”

“ความน่ากลัวของเรื่องนี้คือปริศนาอีกแบบหนึ่ง ไม่ใช่ผีออกมาหลอกไปมา ผมว่าแค่อันนี้ก็เป็นมิติใหม่ที่ดึงดูด ให้ผมอยากทำเรื่องนี้”

นา ฮง-จิน ยังบอกอีกว่า “หนังเรื่องนี้ผมวางแผนสร้างขึ้นมาเพื่อตอบโจทย์ความเป็นอินเตอร์เนชั่นแนล ทั่วโลก ไม่ใช่แค่เป็นหนังไทยหรือหนังเกาหลี และถ้าจะให้พูดถึงหนังเรื่องนี้มันไม่ได้มีขั้นตอนอะไรที่มากมาย ความสำคัญอยู่ที่ตัวคน ตัวแสดง เป็นความรู้สึกเหมือนการไม่ใช้อุปกรณ์เสริมใดๆ แต่สรรค์สร้างทุกอย่างด้วยมือเปล่า เป็นหนังที่ให้ฟีลแบบนั้น”

“พอคิดถึงหนังเรื่องอื่นๆ แนวนี้ ก็ทำให้คิดว่าจะมีหนังเรื่องไหนที่ใส่ความเป็นอาร์ตได้เหมือนเรื่องนี้ไหมนะ เรื่องนี้ก็เหมือนผลงานชั้นยอดชิ้นหนึ่งที่เป็นที่น่าจดจำ เป็นหนังที่จะถูกพูดถึงในวงการหนังสยองต่อไปอย่างแน่นอน และจะถูกพูดถึง ไม่ว่าเมื่อไรก็ตาม”

ครั้นเมื่อถามว่าหลังจากเรื่องนี้เขามีแผนจะทำเรื่องไหนต่อ นา ฮง-จิน บอกเลย

“อยากไปถ่ายหนังในประเทศไทยครับ อยากจะลองสลับหน้าที่กันดู ให้คุณบรรจงมาช่วย Producing หนังให้สักครั้งหนึ่ง ถ้าได้ไปถ่ายทำหนังในประเทศไทยก็คงจะดีมากเลย”

ส่วนเมื่อให้พูดถึงหนังผีไทยกับหนังผีเกาหลี เขาก็ว่า ตลอด 10 ปีที่ผ่านมา ยังไม่มีหนังสยองขวัญของเกาหลีเรื่องไหนที่ทำลายสถิติของ เรื่อง ‘Tales of Two Sister’ (ตู้ซ่อนผี) ได้ ขณะเดียวกันเขายังรู้สึกว่า

“ในประเทศเกาหลีหนังแนวสยองขวัญไม่ค่อยได้รับความสนใจเท่าไหร่ ผมคิดว่าหนังสยองขวัญของไทย เป็นหนังที่มีคุณภาพเป็นอันดับต้นๆ ครั้งนี้ผมเองก็ได้ร่วมงานกับผู้กำกับและทีมงานคนไทยด้วยตัวเอง เป็นจริงสมคำร่ำลือ และหนังสยองขวัญของไทยมีความเรียล เลยน่าจะไปได้ไกลเป็นอันดับท็อป ๆ ในตลาดโลก”

เมื่อถามนา ฮง-จิน ถึงองค์ประกอบที่โดดเด่นที่สุดในภาพยนตร์เรื่องนี้เขาก็ว่า

“โลกปัจจุบันที่เราอยู่ เป็นโลกที่เปี่ยมไปด้วยโชคชะตา ถึงแม้จะเป็นอย่างนั้น พวกเราเองก็ยังเชื่อในเทพเจ้าอยู่ และในภาพยนตร์เรื่องร่างทรงก็เล่าย้อนไปถึงในครั้งสมัยก่อน ว่าเทพคืออะไร ความเชื่อคืออะไร และพยายามจะเล่าเรื่องเหล่านั้นออกมา”

“ผมว่าจุดเด่นของหนังเรื่องนี้คือความเสมือนจริงในการถ่ายทำ และเป็นเรื่องราวที่อยากจะนำมาเสนอมานานแล้ว เรื่องความเชื่อ เรื่องเทพ เรื่องผี เรื่องร่างทรง”

“เป็นหนังที่ยังไม่เคยมีใครทำแบบนี้มาก่อน มันเลยกลายเป็นจุดเด่น และความแปลกใหม่”

2 นักแสดงนำ
ญดา-นริลญา กุลมงคลเพชร ซึ่งรับบทเป็น ‘มิ้ง’ ตัวละครที่คาดกันว่าจะถูกรับเลือกให้เป็นทายาทร่างทรงคนต่อไป บอกว่า

“ตัวละครนี้ห่างไกลจากตัวเองหลายเบอร์มากๆ”

ต่างตั้งแต่ตอนที่ผียังไม่เข้าเลยด้วยซ้ำ
จึงต้องฝึกฝน เตรียมทั้งตัว เตรียมทั้งใจอย่างหนัก

เธอยังเล่าด้วยว่านอกจากความยากของบทแล้ว อีกสิ่งที่เป็นปัญหาใหญ่คือการต้องลดน้ำหนัก ที่ผู้กำกับให้เหตุผลว่า ในเรื่องคนจะเห็นตั้งแต่ตอนเหตุการณ์ปกติ

“เริ่มจากคนปกติ ทำงานวัยรุ่น จนเริ่มเจอเหตุการณ์น่ากลัว จนเรารู้สึกว่าอยากให้เปลี่ยนเขาไปโดยสิ้นเชิง”

ดังนั้นจึงต้องมีการเปลี่ยนแปลง “แบบน้ำหนักหายไป 10 กิโล ในเวลา 1 เดือน”

“ช่วงนั้นก็ต้องมีนักโภชนาการดูแล ต้องชั่งน้ำหนักทุกเช้าเย็น วัดความดัน มีการปรับเปลี่ยนอาหารให้เหมาะกับสภาพร่างกาย ให้มันไหวด้วย” ญดาเล่า

ขณะบท ‘ป้านิ่ม’ ร่างทรงคนปัจจุบัน โต้ง บรรจง บอกว่าต้องเป็น เอี้ยง สวนีย์ เท่านั้น

“บทนี้ยากมาก” โต้งบอก

“ต้องรู้สึกว่าเป็นร่างทรงที่เวลาพูดอะไรแล้วเราจะรู้สึกกลัวนิดนึง ซึ่งพี่เอี้ยงทำได้แบบนั้นเลย และไม่มีใครสู้ได้”

ขณะเอี้ยง ซึ่งเป็นนักแสดงละครเวที ก็ว่า “ทำการบ้านกับความเป็นป้านิ่มหนักมาก เพราะลึก และรายละเอียดเยอะ”

“ก็เต็มที่ที่สุดค่ะ”

ว่าอย่างนั้น

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...