Mindset การลงทุนพารอด เมื่อพอร์ตติดลบหนัก
บทความโดย ตราวุทธิ์ เหลืองสมบูรณ์ CEO Jitta Wealth
หลังการเข้ารับตำแหน่งได้ไตรมาสกว่า ๆ นายโดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐ ก็ได้สร้างความปั่นป่วนต่อระบบเศรษฐกิจและตลาดการเงินทั่วโลกไม่ยั้ง นโยบาย “America First” ที่นำไปสู่ความตึงเครียดทางการค้ากับประเทศอื่น ๆ โดยเฉพาะในต้นเดือนเมษายน ทรัมป์ได้มีการประกาศตั้งกำแพงภาษีตอบโต้ (Reciprocal Tariffs) เกิน 100% ส่งผลกระทบทางการค้าทั่วโลก และแน่นอนว่าการตอบโต้ของจีน เป้าหมายหลักของสงครามครั้งนี้ก็ฟาดกลับไม่ยั้ง
เพียงแค่ไม่กี่วันหลังประกาศเริ่มใช้มาตรการสงครามภาษี ทรัมป์ปรับเปลี่ยนนโยบายไปมาไม่แน่นอน ซึ่งไม่มีใครคาดเดาได้ว่าจะเกิดอะไรขึ้นอีก เรียกได้ว่ากว่าจะผ่านเดือนเมษายนไปได้ แต่ละมื้อแต่ละเดย์ ทรมานเหล่านักลงทุนหน้าเก่าหน้าใหม่ให้ต้องเผชิญบททดสอบจิตใจครั้งสำคัญอีกครั้ง
เวลานี้ โลกในกำลังจับตาดูว่า แต่ละฝ่ายจะถอยกันแค่ไหนอย่างไร หลังจีนตั้งเงื่อนไขการเจรจากับสหรัฐออกมาแล้ว และสหรัฐก็ยินยอมที่จะปรับลดภาษีที่ตั้งไว้สูงลง ส่งให้ความตึงเครียดดูจะคลี่คลายลงในระยะสั้น ๆ ตลาดหุ้นสหรัฐผันผวนแคบลงกว่าช่วงต้นเดือนเมษายนที่ปรับตัวลดฮวบ 10% ขณะที่ตลาดพันธบัตรสหรัฐมีอาการปั่นป่วน
โดยบอนด์ยีลด์ อายุ 10 ปี จากที่ยืนอยู่ระดับ 4% พบว่า ต้นเดือน เม.ย. ดีดพุ่งขึ้นไปกว่า 4.50% และเพิ่งปรับลดลงมาอยู่ที่ 4.23% ณ วันที่ 28 เม.ย.นี้ ซึ่งความผันผวนของบอนด์ยีลด์สหรัฐ ส่งผ่านไปยังตลาดพันธบัตรของประเทศต่าง ๆ ด้วยเช่นกัน ขณะที่ราคาทองคำที่พุ่งขึ้นไปทำนิวไฮอย่างต่อเนื่องจนทะลุ 3,390 ดอลลาร์ต่อออนซ์ (ณ 21 เม.ย.) หากเทียบจากต้นปีนี้ (YtD) ปรับเพิ่มขึ้นมาแล้ว 771 ดอลลาร์ต่อออนซ์ หรือกว่า 29%
ขณะที่ท่าทีของฝั่งจีนล่าสุด ผลการประชุมโปลิตบูโร เมื่อวันที่ 25 เมษายนที่ผ่านมา โดยประธานาธิบดี สี จิ้นผิง เป็นประธานร่วมหารือถึงสถานการณ์เศรษฐกิจจีนในปัจจุบัน ที่มองว่าดีขึ้นในปีนี้ และประชาชนมีความเชื่อมั่นเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง แต่ยังจำเป็นต้องเสริมสร้างรากฐานให้แข็งแกร่งยิ่งขึ้น เพื่อการฟื้นตัวทางเศรษฐกิจที่ยั่งยืน แม้จีนกำลังเผชิญกับผลกระทบจากภายนอกประเทศมากขึ้น
ทำให้ต้องเตรียมประกาศแผนฉุกเฉินเต็มรูปแบบ เพื่อรับมือสงครามการค้ากับสหรัฐ พร้อมมุ่งใช้นโยบายการเงิน การค้า การบริโภค และเทคโนโลยี AI ขับเคลื่อนประเทศ และจะดำเนินขั้นตอนที่เป็นรูปธรรมเพื่อทำงานด้านเศรษฐกิจอย่างมีประสิทธิภาพ
โลกได้เห็นการตอบโต้ระหว่างจีนและสหรัฐอย่างดุเดือด แต่จีนกลับยังนิ่งเฉยต่อท่าทีสหรัฐที่เรียกร้องให้จีนเข้ามาเจรจากันก่อนนั้น นับเป็นสัญญาณว่า วันนี้ โลกไม่ได้มีผู้คุมเกม (สหรัฐ) คนเดียวอีกต่อไป จีนกลายเป็นผู้เล่นที่ไม่ได้แค่ “รับมือ” แต่ยัง “ชิงพื้นที่” อย่างแยบยล
สถานการณ์ล่าสุด สหรัฐที่คิดว่าเป็น ‘ผู้คุมเกม’ (สงครามการค้า) เริ่มส่งสัญญาณถอย !!
ส่วนตัวผมมองว่า การเจรจาที่จะเกิดขึ้นระหว่างสหรัฐ และจีน ทางฝั่งจีนมีเป้าหมายต้องการแสดงสัญลักษณ์ทางการเมือง โดยมีเงื่อนไขว่าต้องเคารพจีน จึงพร้อมจะเจรจาและต้องเจรจาเรื่องไต้หวันด้วย ตลาดคงต้องติดตามบรรยากาศเจรจาของคู่มหาอำนาจนี้กันอย่างใกล้ชิด
แต่ที่แน่ ๆ เจรจายกแรก “ทรัมป์” จำเป็นต้องยอมถอยก่อน เพราะคนอเมริกากำลังจะเดือดร้อน จากการปรับขึ้นภาษีสินค้านำเข้าจากจีน 145% ซึ่งสูง มาก ๆ จนทำให้ไม่ต้องทำการค้าขายกันเลย ผลที่จะเกิดตามมาในสหรัฐ คือ การขาดเเคลนสินค้า และหากผู้ผลิตในอเมริกาต้องซื้อวัตถุดิบที่แพงขึ้น ราคาขายก็ต้องปรับสูงขึ้น นั่นหมายถึง ผู้บริโภคต้องซื้อสินค้าราคาแพงขึ้น
โดยเฉพาะกลุ่มรายได้น้อยที่หวังซื้อสินค้าราคาถูก ได้รับผลกระทบหนัก และปัญหาเงินเฟ้อสหรัฐจะพุ่งสูงในระยะข้างหน้า ซึ่งเป็นปัญหาที่ธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) กำลังวิตกกังวลมาก หากแนวโน้มเงินเฟ้อพุ่งขึ้นออกนอกกรอบเป้าหมายเงินเฟ้อ จะทำให้โอกาสในการปรับลดดอกเบี้ยนโยบายลดน้อยลงในปีนี้
นักวิเคราะห์ประเมินกันว่า จีนยังคงถือไพ่สำคัญในสมรภูมิยานยนต์ EV และสินค้าราคาถูกที่ครองโลก ซึ่งไม่ใช่แค่เรื่องของการเป็นโรงงานโลกมีกำลังการผลิตมหาศาล แต่ยังรวมไปถึงห่วงโซ่การผลิตแบตเตอรี่ลิเทียม ที่มีอิทธิพลต่อซัพพลายเชนโลกด้วย และจีนยังประกาศชัดเจนว่า หากประเทศไหนที่ร่วมมือกับสหรัฐ จนทำให้จีนเสียผลประโยชน์ของประเทศ
จีนพร้อมตอบโต้ด้วยมาตรการสวนกลับ อาจเห็นการจำกัดการส่งออกวัตถุดิบสำคัญ และอาจเพิ่มอำนาจต่อรองในตลาดอื่น เช่น แร่หายาก (Rare Earth) ที่สหรัฐยังต้องพึ่งพาอยู่ เพราะฉะนั้น เกมนี้ฝั่งพันธมิตรสหรัฐก็ไม่พร้อมเดินเกมร่วมกัน ไม่ว่าจะเป็นสหภาพยุโรป (EU) และญี่ปุ่น เพราะวันนี้ประเทศเหล่านี้ก็ยังไม่มีฐานผลิตเทียบเท่าได้ และหากสหรัฐถูกโดดเดี่ยว จะยิ่งทำให้อำนาจต่อรองอ่อนแรงทันที
ในช่วงที่ตลาดการลงทุนทั่วโลกยังเต็มไปด้วยความไม่แน่นอน ทั้งจากเศรษฐกิจชะลอตัว อัตราดอกเบี้ยสูง ภาวะเงินเฟ้อ และความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์ นักลงทุนหลายคนอาจตั้งคำถามว่า… “จะลงทุนยังไงให้รอด ?” และที่สำคัญกว่านั้นคือ “จะรักษาพอร์ตยังไงให้ไม่พัง” ท่ามกลางความผันผวนที่ไม่มีใครคาดเดาได้
จริงอยู่ว่าสถานการณ์นี้อาจจะดูตึงเครียดสำหรับโลกการลงทุน แต่หากมองย้อนไปในประวัติศาสตร์แล้วจะพบว่า สถานการณ์นี้แตกต่างจากวิกฤตการณ์ในอดีต เช่น COVID-19 หรือวิกฤตเงินเฟ้อ เนื่องจากขึ้นอยู่กับการตัดสินใจที่ไม่แน่นอนของนายทรัมป์ เป็นหลัก และที่สำคัญคือ นี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่ตลาดหุ้นตกต่ำ หากคุณเป็นนักลงทุนระยะยาวที่อยู่ในตลาดมานาน จะพบกว่าปรากฏการณ์เหล่านี้เกิดขึ้นเป็นประจำ แต่สิ่งหนึ่งที่สถิติบอกเราเสมอคือ…
“ตลาดฟื้นตัวได้เสมอ และผู้ที่อยู่ในเกมนานพอคือผู้ชนะ”
เพราะเวลาที่ตลาดหุ้นเกิดวิกฤตการณ์ใด ๆ ขึ้น สุดท้ายตลาดก็จะกลับมาฟื้นตัวขึ้นได้และเติบโตกว่าเดิมจริงหรือไม่ ผมมีสถิติมาให้คุณได้เห็นกับตาครับ อย่าลืมนะครับ “สถิติไม่เคยโกหก” นี่คือสิ่งที่เราทุกคนควรเรียนรู้ตลอด 25 ปีที่ผ่านมา ดัชนี S&P 500 ฝ่าวิกฤตมาได้และใช้เวลาฟื้นตัวที่แตกต่างกัน
- วิกฤต Dot-Com ใช้เวลาฟื้นตัว 13 ปี โดยผลตอบแทนบวก 24%
- วิกฤต Sub-prime จะใช้เวลาฟื้นตัว 5 ปี นับจากระดับดัชนี S&P 500 สูงสุดต้นปี 2550
- วิกฤตสงครามการค้า (ทรัมป์ สมัยแรก) ตลาดจะใช้เวลาฟื้นตัว 7 เดือน นับตั้งแต่จุดสูงสุดของปี 2561
- วิกฤต COVID-19 ใช้เวลาฟื้นตัว 8 เดือน และล่าสุดที่เกิดวิกฤตเงินเฟ้อสหรัฐ ใช้เวลาฟื้นตัว 2 ปี
พูดไปแล้วสถานการณ์ปัจจุบันมีความคล้ายคลึงกับวิกฤตหลาย ๆ ครั้งที่ผ่านมา คือ ทำให้นักลงทุนเกิดอารมณ์กลัวจนเทขายหุ้นออกมา และเมื่อปัญหาถูกแก้ไข วิกฤตต่าง ๆ คลี่คลายไป ดัชนีหุ้นก็จะปรับตัวขึ้นมา ในแบบที่ควรจะเป็น ดังนั้นวิกฤตในครั้งนี้เอง ผมก็เชื่อว่าเมื่อเหตุการณ์คลี่คลาย ตลาดหุ้นจะกลับมาได้ในท้ายที่สุด และในแต่ละวิกฤต ตลาดจะมีการเรียนรู้และจัดการที่ดีขึ้นเรื่อย ๆ ระยะเวลาในการฟื้นตัวก็จะเร็วขึ้นเช่นกันครับ
พูดแบบนี้ คุณอย่าเพิ่งชะล่าใจไปครับ แม้ว่าคลื่นลมจะสงบลง หลังทรัมป์ส่งสัญญาณถอย ขยายระยะเวลาบังคับใช้ภาษีออกไป 90 วัน แต่ระหว่างนี้อะไรก็เกิดขึ้นได้ครับ สำหรับผม โลกที่กำลังถูกเขย่าครั้งนี้ มันมีอะไรที่เหนือกว่าเรื่องภาษีไปแล้วครับ ดังนั้นผมเชื่อว่าภาพการลงทุนนับจากนี้ไป เราจะยังคงเห็นความไม่แน่นอนเกิดขึ้นในสินทรัพย์การลงทุนทั่วโลก
โดยระยะเวลาและความรุนแรงของภาวะขาลงนี้จะขึ้นอยู่กับพัฒนาการของสงครามการค้านับจากนี้เป็นต้นไป โดยมีสหรัฐ และจีน สองเศรษฐกิจยักษ์ใหญ่ของโลก เป็นผู้ขับเคลื่อนคลื่นความเปลี่ยนแปลงที่จะสะเทือนไปยังประเทศต่าง ๆ ทั่วโลกนับจากนี้
คำถามคือหากถึงตอนนั้นแล้ว คุณจะทำอย่างไรต่อไปครับ หากนักลงทุนที่เทขายหุ้นออกไปแล้วในรอบเดือนเมษายนที่ผ่านมา แล้วในอนาคต หลังครบ 90 วัน หรืออาจจะก่อนหรือหลัง ซึ่งเหนือจะคาดเดาได้ แต่เข้ามากระทบจิตใจคุณอีกครั้ง คุณยังจะขายสินทรัพย์ในมือไปเรื่อย ๆ ได้ อีกหรือไม่
ก่อนวันนั้นจะมาถึงผมมีแนวคิดและเทคนิคการรับมือมาฝาก เผื่อว่าจะช่วยสะกิดใจคุณบ้าง เมื่อคิดจะขายสินทรัพย์ในช่วงที่ตลาดกำลังแพนิก
ก่อนอื่นคุณต้อง “รู้เท่าทันความไม่แน่นอน” และใส่ใจกับความเสี่ยงเชิงระบบ (Systemic Risk) ที่อาจเกิดขึ้นแบบไม่ทันตั้งตัว เพราะยังมีปัจจัยเสี่ยงรออยู่อีกมาก ดังนั้น การประเมินพอร์ตการลงทุนในช่วงนี้ ต้องไม่ใช่แค่การโฟกัสที่ผลตอบแทนเท่านั้นนะครับ
เมื่อพอร์ตติดลบจากภาวะตลาด ผมเข้าใจดีว่าคุณจะต้องเผชิญกับภาวะทางอารมณ์ครั้งสำคัญ นี่คือบททดสอบทางจิตใจที่นักลงทุนระยะยาวทุกคนต้องผ่านไปให้ได้ เป็นธรรมดาของมือใหม่ เมื่อพอร์ตติดลบ หลายคนอาจรู้สึกอยาก “หนี” หรือ “ขายตัดขาดทุน” ทันที ผมอยากให้คุณมองอีกมุมว่า นี่แหละคือช่วงเวลาที่ความฉลาดทางอารมณ์ (EQ) ของคุณจะมีความสำคัญมากกว่าความฉลาดทางสติปัญญา (IQ) อย่างมากนะครับ
สิ่งที่ทุกคนควรเรียนรู้คือ การยอมรับความจริงว่า การขาดทุนเป็นส่วนหนึ่งของโลกการลงทุน อย่าปล่อยให้ความกลัวอยู่เหนือจิตใจ หลีกเลี่ยงการขายเมื่ออยู่ในภาวะตื่นตระหนก จงนิ่งให้มากที่สุด เพราะเมื่อคุณขายหุ้นออกไปแล้ววันรุ่งขึ้นตลาดบวกสวนกลับขึ้นมาคุณทำได้แค่ “รู้งี้”
เมื่อคุณสงบสติอารมณ์ได้แล้ว ผมอยากให้คุณกลับมาทบทวนเหตุผลในการลงทุนเดิม แยก ‘ความรู้สึก’ ออกจาก ‘ข้อเท็จจริง’ เลือกใช้ข้อมูลไม่ใช่อารมณ์ มาวิเคราะห์พื้นฐานสินทรัพย์ในมือ ถ้าพบว่าพื้นฐานหุ้นหรือสินทรัพย์ที่ถืออยู่ยังมีคุณภาพดี ก็ไม่มีเหตุผลต้องรีบขายเพราะภาวะที่กำลังเร่งเร้าอารมณ์คุณอยู่ จงเข้าใจว่า “ความผันผวนเป็นเรื่องปกติของตลาด”
รู้ไหมครับ อีกหนึ่งในประเด็นที่ทำให้คนตื่นกลัว จนมองข้ามเหตุผลใด ๆ เพราะเงินที่นำมาลงทุนไม่ใช่เงินเย็น เมื่อตลาดตก จึงเกิดกลัวว่าหากเงินส่วนนี้หายไปจะกระทบกับสภาพคล่องทางการเงินได้ ดังนั้น ผมแนะนำให้คุณจัดสรรเงินลงทุนและบริหารสภาพคล่องให้ดี เงินที่นำมาลงทุนควรเป็นเงินเย็นจริง ๆ ครับ อย่าใช้เงินที่จำเป็นต้องใช้มาลงทุน เพราะความกดดันจะทำให้คุณลงทุนด้วยความกลัวตลอดเวลา ซึ่งสุดท้ายมักนำไปสู่ผลลัพธ์ที่ไม่ดีในระยะยาว
การที่คุณตั้งสติได้ คุณจะมีจังหวะให้ได้เรียนรู้จากความผิดพลาดของตัวเอง เพราะทุกครั้งที่พอร์ตติดลบ นอกจากจะเป็นโอกาสในการถัวเฉลี่ยต้นทุน DCA เพื่อถัวเฉลี่ยต้นทุนแล้ว ยังเป็นโอกาสในการพัฒนาตัวเอง เชื่อผมสิครับ การถือครองสินทรัพย์ให้ผ่านวิกฤตไปได้ ได้รับการพิสูจน์มาแล้วว่าเป็นกลยุทธ์ที่ดีกว่าการขายออกไปด้วยความกลัว
สุดท้ายผมอยากให้คุณหมั่นทบทวนเป้าหมายการลงทุน ยึดมั่นในเป้าหมายระยะยาวและหลีกเลี่ยงการตัดสินใจที่ไหลไปตามสภาวะทางอารมณ์ ขณะเดียวกันคุณต้องประเมินความเสี่ยงที่ยอมรับได้ หมั่นตรวจสอบว่าพอร์ตการลงทุนสอดคล้องกับระดับความเสี่ยงที่สามารถรับได้หรือไม่ และสุดท้ายคือปรับพอร์ตหรือ Rebalance ให้สัดส่วนการลงทุนกลับมาอยู่ในเป้าหมายที่ตั้งไว้เสมอ โดยเฉพาะหากคุณมีการจัดพอร์ตแบบ Core-Satellite Portfolio ก็ควรรักษาสัดส่วนของพอร์ตหลักและพอร์ตรองให้อยู่ในระดับที่กำหนดไว้
การลงทุนในช่วงที่ตลาดมีความผันผวนสูงต้องอาศัยความเข้าใจในปัจจัยที่ส่งผลต่อเศรษฐกิจโลก การมีกลยุทธ์การลงทุนที่ชัดเจน บวกกับวินัยในการทำตามแผนการลงทุนที่วางไว้ จะช่วยให้พอร์ตมีความมั่นคงปลอดภัยได้
สุดท้ายนี้ ในฐานะนักลงทุนระยะยาว ผมอยากย้ำว่า การลงทุนไม่ใช่เรื่องของการเอาชนะตลาดในทุกช่วงเวลา แต่เป็นการมีวินัยที่จะอยู่ในตลาดให้นานพอ จนผลตอบแทนออกดอกออกผล ความผันผวนจะมาแล้วก็จากไป แต่คนที่เตรียมใจและเตรียมพอร์ตดี ๆ ไว้ ย่อมเป็นผู้ที่ “อยู่รอด” ในระยะยาวได้แน่นอนครับ
อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : Mindset การลงทุนพารอด เมื่อพอร์ตติดลบหนัก
ติดตามข่าวล่าสุดได้ทุกวัน ที่นี่
– Website : https://www.prachachat.net