โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ธุรกิจ-เศรษฐกิจ

ยุคนี้ "ถือเงินสด" ปลอดภัยสุดจริงไหม? ทำไม Gen Y ถึงเลือกเก็บเงินในบัญชี มากกว่าลงทุนในตลาดหุ้น?

Thairath Money

อัพเดต 07 มี.ค. 2568 เวลา 08.40 น. • เผยแพร่ 07 มี.ค. 2568 เวลา 08.40 น.
ภาพไฮไลต์

เงินสดยังเป็นสินทรัพย์ที่ปลอดภัยที่สุดอยู่ไหม?… เมื่อสหรัฐอเมริกาเห็นเทรนด์น่าสนใจ ปี 2024 คนอเมริกันหันมาลงทุนเทเงินกว่า 230,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ไปฝากไว้ในกองทุนตลาดเงิน ซึ่งเป็นกองทุนที่ถือเงินสดและตราสารหนี้ระยะสั้น แนวโน้มนี้สะท้อนว่าผู้คนกำลังมองหา “ความมั่นคงทางการเงิน” แทนการลงทุนใน “สินทรัพย์เสี่ยง”

โดยปกติแล้ว “เงินสด” มักเป็นตัวเลือกสำหรับนักลงทุนที่ต้องการลดความเสี่ยงในช่วงเวลาที่ตลาดมีความผันผวน หรือเปรียบเสมือนการเก็บเงินไว้ใต้ที่นอน เพื่อความอุ่นใจ อย่างไรก็ตาม ปี 2024 ที่ผ่านมา ได้กลับกลายเป็นปีที่มีการออมเงินมากที่สุดเป็นอันดับสองนับตั้งแต่ปี 1970 และเป็นรองเพียงปี 2023 เท่านั้น

และสิ่งที่น่าสนใจกว่านั้นคือ ผู้ที่นำเทรนด์นี้ไม่ใช่กลุ่ม Baby Boomer ที่เตรียมตัวเกษียณ แต่กลับเป็น Millennials หรือ Gen Y (ผู้ที่เกิดระหว่าง 1981-1996) ที่กำลังเพิ่มเงินสดสำรองของตนเอง แล้วเพราะอะไรเทรนด์ถึงเป็นไปแบบนี้กันนะ? ทำไม Gen Y ถึงหันมาถือเงินสดมากขึ้น?

Gen Y ถือเงินสดมากกว่าคนรุ่นก่อน

ผลสำรวจจาก Bank of America (มิถุนายน 2024) ระบุว่า 55% ของนักลงทุนอายุ 21-43 ปี เพิ่มการถือเงินสดในช่วงสองปีที่ผ่านมา เทียบกับเพียง 46% ของนักลงทุนที่อายุ 44 ปีขึ้นไป

แนวโน้มนี้ไม่ได้เกิดขึ้นเพราะวัยรุ่นหรือคนหนุ่มสาวรู้สึกตื่นตระหนกเกี่ยวกับเศรษฐกิจ หรือกลัวความผันผวนของตลาดเพียงอย่างเดียว ข้อมูลยังชี้ให้เห็นว่า พวกเขามองเศรษฐกิจและฐานะการเงินของตัวเองในแง่บวกด้วยซ้ำ

เทรนด์เดียวกันนี้ปรากฏให้เห็นชัดเจนในแบบสำรวจนักลงทุนของ eToro บริษัทนายหน้าซื้อขายหลักทรัพย์สำหรับนักลงทุนรายย่อย เมื่อสิ้นปี 2023 พบว่า 63% ของนักลงทุนที่มีอายุต่ำกว่า 44 ปี ได้เพิ่มสัดส่วนเงินสดในพอร์ตการลงทุนในช่วงหกเดือนที่ผ่านมา เทียบกับเพียง 27% ของนักลงทุนที่อายุมากกว่า 45 ปี

แล้วถ้ามั่นใจและมองว่าเศรษฐกิจและฐานะทางการเงินเป็นไปในแง่บวก ทำไมคนอายุน้อยถึงหันมาถือเงินสดมากกว่าลงทุน?

แผลเป็นทางการเงิน ที่ทำให้ Gen Y กลัวความเสี่ยง

Gen Y ตามนิยามของ Pew Research Center คือบุคคลที่เกิดในช่วงปี 1981-1996 ปัจจุบัน (ปี 2025 จะมีอายุระหว่าง 29-44 ปี) ซึ่งคนกลุ่มนี้หันมาเก็บเงินสดมากขึ้น มีเหตุผลสำคัญมาจากการถูกหล่อหลอมด้วยวิกฤตเศรษฐกิจครั้งใหญ่ถึง 2 ครั้งในอดีต

  • วิกฤตการเงินโลก (Great Recession): หนึ่งในวิกฤตเศรษฐกิจที่เลวร้ายที่สุดของโลกที่เกิดในช่วง 2008-2009 เป็นช่วงที่ Gen Y หลายคนเพิ่งเรียนจบและก้าวเข้าสู่ตลาดงาน เป็นช่วงเดียวกันกับที่สถาบันการเงินล้มละลายจำนวนมาก และตลาดหุ้นร่วงหนัก ส่งผลให้คนตกงาน โดยเฉพาะคนวัย 20-24 ขณะนั้นที่อัตราว่างงานสูงกว่าวัยอื่นถึง 10% หรือแม้แต่คนที่มีงานทำก็จะได้รับอัตราค่าจ้างในช่วงแรกของอาชีพต่ำกว่าคนรุ่นก่อน เป็นเหตุให้หลายคนจึงเน้นเก็บเงินสดมากกว่าการลงทุน เพราะไม่มั่นใจในระบบการเงิน

  • วิกฤตการระบาดของโควิด-19: ในช่วงปี 2020-2021 ในระหว่างที่เกิดการล็อกดาวน์ เหตุการณ์นี้ทำให้เศรษฐกิจหยุดชะงัก เป็นช่วงของตลาดหมี ที่เงินเฟ้อพุ่งสูง พฤติกรรมการใช้ชีวิตของหลายคนเปลี่ยนไป ซึ่งเป็นวิกฤตครั้งที่ 2 ของ Gen Y ส่งผลให้คนกลุ่มนี้ระวังตัวเรื่องการเงินมากขึ้น

จากข้อมูลเมื่อปี 2024 พบว่า Gen Y ถือเงินสดเป็น 19% ของสินทรัพย์ทางการเงินทั้งหมด ซึ่งสูงกว่า Gen X ที่ตอนอายุเท่ากัน โดย Gen Y ถือเงินสดมากกว่าถึง 13%

แม้ทุกเจเนอเรชันจะมีเรื่องราวแห่งความท้าทายทางเศรษฐกิจเป็นของตัวเอง อย่างเช่น Gen X ก็ต้องเผชิญกับเหตุการณ์ 9/11 และฟองสบู่ดอทคอมแตกในช่วงวัย 20 ปลาย ๆ ฝั่ง Baby Boomers ต้องต่อสู้กับภาวะเงินเฟ้อและอัตราดอกเบี้ยสูงในช่วงวัย 20 ปีของพวกเขาในยุค 1980 ส่วนคนรุ่นก่อนหน้านั้น เผชิญกับ Great Depression (ภาวะเศรษฐกิจตกต่ำครั้งใหญ่) ที่กินเวลาถึงสามปีและถือเป็นช่วงเวลาที่มืดมนที่สุดของเศรษฐกิจสหรัฐฯ

แต่สำหรับ Gen Y ความท้าทายนั้นหนักหนากว่า ตรงที่พวกเขาไม่ได้เผชิญแค่วิกฤตเดียว แต่ต้องเผชิญถึง 2 ครั้ง ตั้งแต่วิกฤตการเงินโลกปี 2008 ไปจนถึงการระบาดของโควิด-19 ในช่วงต้นวัยทำงานของพวกเขาเอง ซึ่งส่งผลกระทบต่อมุมมองด้านการเงินของคนรุ่นนี้อย่างลึกซึ้ง

บวกกับแรงกดดันจากความไม่แน่นอนทางภูมิรัฐศาสตร์ ความกลัวสงคราม ตลอดจนการออกมาเตือนถึงภาวะเศรษฐกิจถดถอยของนักวิเคราะห์ ยิ่งทำให้คน Gen Y กังวลกับอนาคตของเศรษฐกิจและความเป็นอยู่มากขึ้น

ถือเงินสดมากเกินไป อาจพลาดโอกาสทอง?

Business Insider ให้ความเห็นว่า “ปัญหาสำคัญของการถือเงินสดมากเกินไปคือ โอกาสที่สูญเสียไป” เพราะระหว่างปี 2010-2020 ซึ่งเป็นช่วงที่ Gen Y อยู่ในวัย 20-30 ปี ดัชนี S&P 500 เติบโตเฉลี่ยปีละ 11.5% ในขณะที่บัญชีเงินฝากแทบจะไม่ให้อัตราผลตอบแทนเลย เนื่องจากนโยบายอัตราดอกเบี้ยต่ำของธนาคารกลางสหรัฐ (Fed)

แต่แทนที่จะสร้างความมั่งคั่งผ่านดอกเบี้ยทบต้น Gen Y กลับพลาดตลาดกระทิงที่ยาวนานที่สุดในประวัติศาสตร์

ซึ่งพฤติกรรมที่เกิดขึ้นทั้งหมดนี้ ได้สร้าง “วัฒนธรรมการถือเงินสด” ที่แม้ว่าในปัจจุบันช่องว่างนี้เริ่มลดลงแล้ว เนื่องจากคนรุ่นนี้เข้าสู่วัย 30 ปีและเริ่มลงทุนมากขึ้น แต่ก็ยังมีแนวโน้มที่ Gen Y จะเลือกถือเงินสดต่อ

อย่างไรก็ตาม ความรู้สึกของเราที่มีต่อ “ความมั่นคงทางการเงิน” นั้นถูกหล่อหลอมมาจากประสบการณ์ชีวิต มากกว่าความรู้จากตำราเรียนหรือห้องเรียน

งานวิจัยจากมหาวิทยาลัยมิชิแกนในปี 2017 พบว่า เด็กอายุเพียง 5 ขวบก็สามารถเริ่มพัฒนานิสัยการใช้จ่ายและการออมเงินได้แล้ว นอกจากนี้ ยังมีงานวิจัยจำนวนมากที่ระบุว่า ความเครียดทางการเงินสามารถส่งผลกระทบต่อสุขภาพกาย จิตใจ และอารมณ์ ได้อย่างมีนัยสำคัญ

ประสบการณ์ทางการเงินในช่วงแรกของชีวิต อาจส่งผลอย่างลึกซึ้งต่อทัศนคติที่มีต่อเรื่องการเงิน ซึ่งเป็นเหตุผลว่าทำไมเรื่องการเงินส่วนบุคคลจึงดูไม่มีเหตุผลในบางครั้ง บางครั้งเราอาจจะรู้สึกว่าเรามีความมั่นคงทางการเงินเมื่อดูจากตัวเลขในบัญชี แต่กลับรู้สึกกลัวว่าตัวเองจะสูญเสียทุกอย่างไปตลอดเวลานั่นเอง

ที่มา: Business Insider, Yahoo! Finance

ติดตามเพจ Facebook: Thairath Money ได้ที่ลิงก์นี้ - https://www.facebook.com/ThairathMoney

อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : ยุคนี้ "ถือเงินสด" ปลอดภัยสุดจริงไหม? ทำไม Gen Y ถึงเลือกเก็บเงินในบัญชี มากกว่าลงทุนในตลาดหุ้น?

ข่าวอื่นที่เกี่ยวข้อง

ตามข่าวก่อนใครได้ที่
- Website : Thairath Money
- LINE Official : Thairath

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...