อย่าขี้เหนียววิจัยแผ่นดินไหว” ใช้โอกาส ‘แผ่นดินไหวไม่ธรรมดา’ สร้างฐานข้อมูลแรงสั่นสะเทือนรายจุด
เหตุการณ์แผ่นดินไหวครั้งใหญ่เมื่อวันศุกร์ที่28 มี.ค. ที่ผ่านมา ไม่ได้เป็นแค่แผ่นดินไหวธรรมดา แต่เป็นแผ่นดินไหวที่นักวิชาการเรียกกันว่าแผ่นดินไหวแบบ‘ซูเปอร์เชีย’ ซึ่งสร้างแรงสั่นสะเทือนที่แรงกว่าปกติ ประกอบกับลักษณะดินของกรุงเทพฯ ที่ยิ่งทำให้เกิดความรุนแรงมากยิ่งขึ้น
หนึ่งในคำถามที่ต้องการคำตอบคือ ถึงเวลาแล้วหรือยังที่กรุงเทพฯ และประเทศไทย จะต้องหันมาให้ความสำคัญถึงการรับมือกับภัยพิบัติมากยิ่งขึ้น และจะต้องทำอย่างไร รายการHEADLINE สำนักข่าวทูเดย์ ชวนมาทำความรู้จักกับแผ่นดินไหวให้มากขึ้น กับ ดร.ไพบูลย์ นวลนิล นักแผ่นดินไหววิทยา
ไม่ได้เป็นแผ่นดินไหวธรรมดา แต่เป็นแผ่นดินไหวแบบ‘Supershear’
ดร.ไพบูลย์ ระบุว่าในแต่ละเดือนทั่วโลกก็มักจะเกิดแผ่นดินไหวขนาดใหญ่7 ขึ้นไปอยู่แล้ว โดยเกิดขึ้นเฉลี่ยประมาณปีละ15 ครั้ง หรือเดือนละ1.5 ครั้ง แต่ในครั้งที่ผ่านมานี้วนมาถึงการเคลื่อนตัวของรอยเลื่อนสะกายซึ่งเป็นรอยเลื่อนที่มีพลังเกิดแผ่นดินไหวขนาดเล็กอยู่บ่อยครั้ง
อย่างไรก็ตาม รอยเลื่อนสะกายที่เป็นต้นกำเนิดของแผ่นดินไหวขนาด7.7 ครั้งนี้มีขนาดใหญ่มาก มีความยาวกว่า1,400 กิโลเมตร เพราะฉะนั้นจึงสามารถที่จะสะสมพลังงานได้มาก ทำให้พลังงานที่ปลดปล่อยมาครั้งนี้ส่งผลกระทบได้เป็นวงกว้าง
การเคลื่อนของรอยเลื่อนดังกล่าวครั้งนี้ เป็นการเคลื่อนตัวในแนวระนาบ หรือแนวนอน ทำให้เกิดแนวพังทลายของรอยเลื่อนในขณะที่เกิดแผ่นดินไหวยาวประมาณ450 กิโลเมตร ซึ่งตามปกติแล้วจากข้อมูลงานวิจัย แผ่นดินไหวขนาด7.7 จะมีความยาวของแนวพังทลายของรอยเลื่อนราว200 กว่ากิโลเมตรเท่านั้น จึงพบว่าแผ่นดินไหวครั้งนี้ไม่ใช่แผ่นดินไหวธรรมดา แต่เป็นแผ่นดินไหวที่เรียกว่า‘Supershear Earthquake’
Supershear Earthquake เกิดในรอยเลื่อนที่เคลื่อนตัวในแนวระดับ, ระนาบ คือเคลื่อนตัวออกจากกันในแนวนอน นอกจากนั้นแล้วในการเกิดแผ่นดินไหวมีการพังทลายของรอยเลื่อนตรงบริเวณศูนย์กลางแผ่นดินไหว คือมีการcrack กัน ถ้าความเร็วของการพังทลาย(Rupture) เร็วกว่าความเร็วของคลื่นแผ่นดินไหว(คลื่นS) เราเรียกมันว่า‘ซูเปอร์เชีย’
“ก็คือปกติการพังทลายของรอยเลื่อน มันจะช้ากว่าความเร็วของคลื่นเชีย หรือว่าคลื่นS ก็คือประมาณ0.5-0.7 เท่า แต่คราวนี้การพังทลายมันเร็วกว่าความเร็วของคลื่นS หรือว่าคลื่นเชีย เราเลยเรียกมันว่าซูเปอร์เชีย ซึ่งผลของมัน มันทำให้เกิดการซ้อนกันของคลื่น เหมือนกับคลื่นซุปเปอร์โซนิกของเครื่องบินรบ มันทำให้เกิดMach Wave อธิบายง่ายๆ ว่าคลื่นดังกล่าวนี้เมื่อเกิดซ้อนทับกัน จะทำให้แรงสั่นสะเทือนสูงขึ้นกว่าปกติ เนื่องจากเมื่อลูกแรกมาถึงก็ตามมาด้วยลูกที่สองทันที เพราะฉะนั้นจึงมีแรงสั่นสะเทือนออกมาสูงกว่าปกติของการเกิดแผ่นดินไหวทั่วๆ ไป ที่ไม่ใช่ซูเปอร์เชีย”ดร.ไพบูลย์ อธิบาย
แผ่นดินไหวแบบซูเปอร์เชีย เกิดเป็นประจำสำหรับรอยเลื่อนที่เคลื่อนตัวแนวระนาบ เช่น แผ่นดินไหวที่ตุรกีเมื่อ2 ปีที่แล้ว แผ่นดินไหวที่เสฉวนเมื่อปี2008 หรือแผ่นดินไหวที่ปาลูอินโดนีเซีย พวกนี้ล้วนแต่สร้างความเสียหายอย่างมหาศาล เนื่องจากแรงสั่นสะเทือนอย่างทวีคูณ
นอกจากนั้นแล้วกรุงเทพฯ เป็นพื้นที่ที่มีดินอ่อนซึ่งสามารถขยายแรงสั่นสะเทือนได้ด้วย เพราะฉะนั้นแรงสั่นสะเทือนที่มาสูง มาขยายด้วยดินอ่อนในพื้นที่กรุงเทพฯ จึงทำให้ยิ่งแรงสั่นสะเทือนยิ่งสูงขึ้นไปอีก จึงทำให้เกิดความเสียหายมากน้อยแล้วแต่ความแข็งแรงของอาคารในแต่ละที่
แผ่นดินไหวจะเกิดบ่อยขึ้นไหม รุนแรงขึ้นหรือเปล่า?
รอยเลื่อนที่มีพลังในประเทศไทย ตามที่กรมทรัพยากรธรณีระบุอย่างเป็นทางการอยู่ที่16 รอยเลื่อน ดร.ไพบูลย์อธิบายว่าไม่ได้หมายความว่ารอยเลื่อนที่อยู่ใกล้รอยเลื่อนสะกายจะมีอัตราการเกิดแผ่นดินไหวเพิ่มมากขึ้นจากการเคลื่อนตัวรอบล่าสุดนี้มันอาจจะลดลงก็ได้เนื่องจากเวลาที่เปลือกโลกเคลื่อนตัวอาจจะมีแรงเค้นส่งมาทางหนึ่งแต่อีกทางหนึ่งแรงเค้นมันจะลดลง
เพราะฉะนั้นมันไม่ได้หมายความว่า ถ้าอยู่ใกล้ความเค้นจะกระทำต่อรอยเลื่อนที่มีในประเทศไทยเพิ่มขึ้นทุกรอยเลื่อน ซึ่งต้องการการวิเคราะห์ข้อมูลจากนักวิทยาศาสตร์หรือว่าผู้เชี่ยวชาญที่จะมาพิจารณาในเรื่องของความเปลี่ยนแปลงของความเค้นว่า ส่งผลกระทบต่อรอยเลื่อนในประเทศไทยมากน้อยแค่ไหน
“การเกิดแผ่นดินไหวใหญ่ในครั้งนี้ มันต้องรอเวลาสะสมพลังงาน กว่าจะเกิดอีก ถ้าดูข้อมูลย้อนหลังไปก็คืออีกหลายสิบปีกว่าจะเกิดเช่นนี้ เพราะฉะนั้นมันจะทำให้เราสามารถที่จะเตรียมการรับมือสำหรับแผ่นดินไหวในอนาคตได้ แต่การเตรียมการรับมือมันต้องการการวางแผน การดำเนินการ การเก็บรวบรวมข้อมูล หรือการตรวจวัดความสั่นสะเทือน ก็คือต้องทำงานเชิงวิชาการอย่างเป็นระบบ เพื่อที่จะเอาข้อมูลมาใช้ในการประเมินแรงสั่นสะเทือน แล้วก็ใช้เป็นข้อกำหนดในการออกแบบอาคารต้านแผ่นดินไหว คือหลังจากนี้เรามีเวลาที่จะพัฒนาหรือมีเวลาที่จะมากำหนดข้อออกแบบ มาพิจารณากันใหม่”
เสนอตั้งเครื่องวัด–ตั้งงบวิจัยรับมือ
ดร.ไพบูลย์ อธิบายว่า ที่ผ่านมาการกำหนดค่าการออกแบบอาคารต้านแผ่นดินไหวในประเทศไทย ได้มาจากแบบจำลองโดยใช้ข้อมูลหรือว่าแบบจำลองของประเทศอื่น ไม่มีข้อมูลของประเทศเรามากพอ ในที่นี้คือข้อมูลแรงสั่นสะเทือน เนื่องจากไม่มีเครือข่ายตรวจวัดแรงสั่นสะเทือนในประเทศไทย โดยเฉพาะอย่างยิ่งกรุงเทพมหานคร
“ผมยกตัวอย่างว่าถ้าเราต้องการข้อมูลแรงสั่นสะเทือนในกทม. กทม.มีเขตทั้งหมด50 กว่าเขต ถ้าเขตละ1 เครื่อง ก็คือเรามีข้อมูลแรงสั่นสะเทือน1 จุด50 เขตก็50 จุด เพราะฉะนั้นเราจะทราบว่าถ้าเกิดแผ่นดินไหว7.7 ครั้งนี้ที่ห้วยขวางสั่นสะเทือนเท่าไหร่ สาทร สีลม สั่นสะเทือนเท่าไหร่ เพื่อเป็นข้อมูลในการกำหนดค่าออกแบบใหม่…ถ้าเรามีเครื่องวัดแรงสั่นสะเทือน เราจะได้ทราบเลยหลังจากที่มีแผ่นดินไหวขนาดใหญ่เกิดขึ้น ซึ่งนาทีทองของเรามันผ่านไปแล้ว” ดร.ไพบูลย์ กล่าว
นักแผ่นดินไหววิทยารายนี้ได้ยกตัวอย่างว่าประเทศญี่ปุ่นสามารถดูออนไลน์ได้เลยตลอด24 ชั่วโมง เขาดูค่าแรงสั่นสะเทือนได้ทั้งหมด ไม่ว่าจะมีแผ่นดินไหวหรือไม่ ถ้าไม่มีแผ่นดินไหวก็ได้ค่าที่เกิดสัญญาณรบกวนของมนุษย์ แต่เมื่อมีแผ่นดินไหวเมื่อไหร่ มันจะแสดงเลยว่ามันอยู่ที่ระดับเท่าไหร่ๆ ซึ่งประชาชนชาวญี่ปุ่นเขาสามารถดูข้อมูลนี้ผ่านโทรศัพท์ได้24 ชั่วโมง
“ของเราถ้าทำถึงตรงนั้น ไม่ต้องมานั่งเถียงกันว่าแมสเสจส่งมาเมื่อไหร่”
“คือรัฐบาลตอนนี้นอกเหนือจากการเยียวยา ชดเชย การที่ตั้งงบประมาณในการให้นักวิชาการมาค้นหาคำตอบตรงนี้เป็นสิ่งจำเป็น อย่าไปขี้เหนียวเลยครับ ทุ่มเงินไปสมมติยกตัวอย่าง สักร้อยล้าน ได้งานวิจัยกลับมาเพื่อที่จะใช้ทำมาตรการให้ประชาชนอยู่รอดปลอดภัย ผมว่ามันคุ้มยิ่งกว่าคุ้มครับ อย่าไปขี้เหนียวเลย ผมวิงวอน”