โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

สุพันธุ์ มงคลสุธี : น้ำแล้ง น้ำท่วม หนี้ท่วม ปัญหาใหญ่เอสเอ็มอี

MATICHON ONLINE

อัพเดต 13 ก.ย 2567 เวลา 08.33 น. • เผยแพร่ 13 ก.ย 2567 เวลา 06.04 น.

“น้ำ” ถือเป็นอีกหนึ่งตัวแปรที่มีผลต่อการฟื้นตัวของเศรษฐกิจไทยที่เปราะบาง ประกอบกับช่วงนี้เป็นช่วงหน้ามรสุมทำให้เกิดน้ำท่วมในหลายๆ พื้นที่ ทั้งภาคเหนือและภาคใต้ ประชาชนทั่วไป ภาคธุรกิจ ต่างได้รับความเสียหายจากน้ำท่วม

สำหรับประเทศไทย ในเวลานี้ต้องเร่งแก้ไขเรื่องน้ำและวางยุทธศาตร์ระยะยาว “การบริหารจัดการระบบทรัพยากรน้ำ” เพราะทุกปีประเทศไทยต้องเผชิญกับภาวะน้ำที่ไม่มีความพอดีทั้ง “น้ำน้อย” จนเกิดภาวะภัยแล้ง และอีกหนึ่งก็คือ “น้ำมาก” จนเกิดเป็นน้ำท่วม

ไม่ว่าสถานการณ์น้ำจะมาในรูปแบบใด ก็ส่งผล กระทบไม่มากก็น้อยต่อเศรษฐกิจไทยในหลายมิติ ไม่เพียงแต่ภาคเกษตร ภาคธุรกิจ ซึ่งถูกกระทบทั้งหมด ไล่ตั้งแต่ท่องเที่ยว อุตสาหกรรม การค้า การจัดกิจกรรมต่างๆ ดังนั้น “ทรัพยากรน้ำ” จึงเป็นเสมือนโครงสร้างพื้นฐานของทุกประเทศ แต่ละประเทศจึงมีการปรับโครงสร้างการบริหารจัดการน้ำให้สอดรับกับบริบทของประเทศตนเองทั้งในมิติทางภูมิศาสตร์ มิติทางเศรษฐกิจและมิติทางสังคม เพื่อหลีกเลี่ยงผล กระทบที่อาจจะเกิดขึ้น

“รัฐบาลใหม่” ควรเร่งวางยุทธศาสตร์การจัดการบริหารทรัพยากรน้ำแบบยาวๆ อย่างจริงจัง ยกระดับระบบชลประทานให้มีประสิทธิภาพและความยั่งยืนรองรับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ หรือ Climate changes ในอนาคต

เมื่อประเทศไทยมีรัฐบาลใหม่จึงต้องจุดประกาย “ความหวังใหม่” ว่าภาครัฐจะวางแนวนโยบายจัดการปัญหาน้ำทั้งระบบได้อย่างไร เพราะงบประมาณที่ใช้ในการแก้ไขปัญหาน้ำท่วมนั้นมีเพิ่มขึ้นทุกปี แต่ก็ยังแก้ไขปัญหาไม่ได้สักที เราลงทุนกับระบบสาธารณูปโภค ทั้งถนนและรางจำนวนมาก แต่วันนี้เราต้องทำระบบชลประทานทั้งประเทศอย่างจริงจังเช่นเดียวกัน เป็นโครงการระยะยาว เหมือนทำระบบรางทั่วประเทศ แต่เป็นระบบน้ำทั่วประเทศแทน

ส่วนระยะกลางและระยะสั้น รัฐบาลควรมีมาตรการช่วยเหลือประชาชนทั่วไปและกลุ่มเอสเอ็มอีเพื่อบรรเทาปัญหาที่เกิดจากน้ำท่วม ควรใช้เครื่องมือต่างๆ และมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ ในการเข้าช่วยเหลือกลุ่มเอสเอ็มอีที่ได้รับผลกระทบจากน้ำท่วมในรอบปีนี้

ที่สำคัญต้องให้กลุ่มเอสเอ็มอีเข้าถึงได้ง่ายโดยเฉพาะ “สินเชื่อกู้ธุรกิจ” หลังน้ำลด

ประเทศไทยติด “กับดัก” หนี้ครัวเรือนมาเป็นเวลานานกว่า 8 ปี ซึ่งหนี้ครัวเรือนยืนอยู่ในระดับ 90-91% ในปัจจุบัน ส่งผลกระทบกำลังซื้อ กลุ่มเอสเอ็มอีขาดเงินทุนหมุนเวียนเพิ่มสภาพคล่อง เพราะสถาบันการเงินไม่ปล่อยกู้

แม้ว่าล่าสุดกระทรวงการคลังได้ออกมาตรการด้านการเงินเพื่อช่วยเหลือผู้ประสบภัยน้ำท่วม ด้วยการจัดตั้งสถาบันการเงินเฉพาะกิจ โดยให้ 7 ธนาคารรัฐ เช่น ออมสิน กรุงไทย ธอส. และ ธ.ก.ส. เป็นต้นให้บริการทางการเงินแก่ประชาชนและภาคธุรกิจ แต่ภาคธุรกิจโดยเฉพาะเอสเอ็มอีก็ยังกังวลว่าไม่สามารถเข้าถึงแหล่งเงินทุนได้อยู่ดี เพราะธนาคารกังวลเรื่องหนี้เสีย

“หากจะให้มาตรการนี้บรรลุเป้าหมายและช่วยเหลือเอสเอ็มอีจริงๆ นั้น ต้องผ่อนคลายมาตรการเงื่อนไขต่างๆ ลงด้วย ใครเป็นหนี้ก็พักหนี้ ทั้งต้นและดอกเบี้ยไปด้วย ยังไม่ใช่จังหวะที่ดีแค่ลดดอกเบี้ยให้ครึ่งหนึ่งในช่วงน้ำท่วม”

การจัดตั้ง “กองทุนเพื่อเอสเอ็มอี” ก็เป็นอีกเป็นอีกแนวทางหนึ่งที่จะช่วยผู้ประกอบการให้อยู่รอดในระยะยาว หรือการจัดตั้ง “กองทุนฟื้นฟูหนี้เสีย” เข้ามาจัดการหนี้ ปรับโครงสร้างหนี้ หากกลุ่มเอสเอ็มอี ติดเครดิตบูโรก็สามารถกู้ใหม่ได้ ธุรกิจก็เดินหน้าต่อไปได้ หากกลุ่มนี้หลุดจากเครดิตบูโรก็กู้เงินใหม่ได้ ช่วยสนับสนุนเศรษฐกิจไทยเติบโตต่อเนื่อง

ผมอยากเห็นรัฐบาลชุดใหม่นี้ผนึกกำลังกับธนาคารพาณิชย์ช่วยกันตั้งกองทุนขึ้นมาเหมือนสมัยก่อนที่ช่วง “ต้มยำกุ้ง” ก็ตั้งกองทุนขึ้นมา แล้วให้บรรษัทประกันสินเชื่ออุตสาหกรรมขนาดย่อม (บสย.) ช่วยดูสินเชื่อที่ออกมา

“หากกลัวหนี้เสีย รัฐบาลควรจะพิจารณาปล่อยสินเชื่อให้เอสเอ็มอีโค้ด 21 ที่เป็นกลุ่มลูกหนี้ชั้นดี แต่มีปัญหาการจ่ายเงินล่าช้าช่วงโควิด-19 เพราะกลุ่มนี้มีประวัติการเงินดี และต้องการความช่วยเหลืออย่างมาก”

นอกจากน้ำท่วมและการเข้าไม่ถึงแหล่งเงินกู้แล้ว เอสเอ็มอีไทยยังถูกสินค้าจีนเข้ามาตีตลาดอย่างหนัก กระทบหลากหลายอุตสาหกรรม หากปล่อยไว้อาจจะกระทบมากขึ้นจนหลายกิจการอาจจะต้องปิดตัวเพิ่มขึ้นอีก

มาตรการเร่งด่วนที่รัฐบาลใหม่ควรทำออกมาเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจในระยะสั้นๆ ได้ นอกจากเรื่องเงิน ส่วนตอนนี้มันมีเรื่องตลาด E-commerce เข้ามา รัฐบาลต้องมาช่วยเอสเอ็มอีผ่านโครงการ Made In Thailand ที่ผ่านมาเราพูดกันมากแต่ไม่มีอะไรออกมาเลย รัฐต้องสนับสนุนอย่างจริงจัง เริ่มจากการจัดซื้อจัดจ้างของภาครัฐ นักการเมือง ข้าราชการ เป็นแบบอย่างในการใช้สินค้าไทย กระตุ้นคนไทยให้เกิดความภาคภูมิใจในการใช้สินค้าไทย และลดกระแสการใช้สินค้าและหยุดการเห่อสินค้า Brand name จากต่างประเทศ

โดยเฉพาะการสนับสนุนการผลิตสินค้าไทยจากเอสเอ็มอีไทย โดยสำนักงานส่งเสริมการลงทุน หรือบีโอไอ จะต้องมีมาตรการสนับสนุนคนตัวเล็กอย่างเอสเอ็มอีที่เป็นฟันเฟืองที่สำคัญต่อเศรษฐกิจไทย เพื่อสร้างแต้มต่อในการดำเนินธุรกิจ ด้วยประเภทกิจการที่ครอบคลุมกว่า 300 ประเภท ไม่ว่าจะเป็นกิจการโรงแรม ท่องเที่ยว การแปรรูปผลไม้และผัก อาหาร
ออร์แกนิค สมาร์ทฟาร์มมิ่ง ธุรกิจบรรจุภัณฑ์ หรือแม้แต่ธุรกิจด้านพลังงานทดแทนอย่างโซลาร์เซลล์ เป็นต้น

ทว่าโอกาสในการเข้าถึงสิทธิประโยชน์ของบีโอไอนั้นไม่ง่ายเลย เพราะเงื่อนไขมากมายที่เป็นเสมือนกำแพงปิดกั้นความฝันของเอสเอ็มอี

“วันนี้หน่วยงานรัฐบาลบอกว่าต้องมีมาตราการสนับสนุนเอสเอ็มอี ถ้าบริษัทนั้นพิสูจน์ได้ว่าเป็นคนไทยและเป็นเอสเอ็มอี ภาครัฐจะต้องให้ Handicap ให้สิทธิประโยชน์มากกว่าต่างชาติ ไม่ว่าเรื่องภาษี กฎระเบียบ การเงิน การตลาด โดยผ่านกลไก BOI

แล้วก็เอากระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม หรือ อว. ร่วมกับภาคเอกชน สภาอุตสาหกรรมฯ สภาหอการค้าฯ ก็ต้องมาช่วยกระตุ้นเรื่อง Innovation ด้วยให้กับเอสเอ็มอีโดยตรง”

รัฐบาลใหม่ต้องเร่งเครื่องแก้ไขปัญหาอย่างจริงจัง ต้องมีมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจที่ไม่ใช่แค่การผลักดันเรื่องเงินดิจิทัล 10,000 บาท โครงการหลังจากให้เงินแล้วจะต่อยอดอย่างไร เพื่อให้เกิดเงินหมุนเวียนได้หลายรอบ เป็นประโยชน์ต่อผู้ประกอบการขนาดเล็ก

หากรัฐบาลใหม่ทำได้ พยายามแก้ปัญหาตั้งแต่ต้นน้ำ เศรษฐกิจไทยก็จะดีขึ้น เอสเอ็มอีจะอยู่รอด ประชาชนจะลืมตาอ้าปากได้ สิ่งที่ตามมาอีกอย่างที่อาจจะหายไปคือ ปัญหาหนี้นอกระบบก็จะจัดการได้แบบเบ็ดเสร็จเด็ดขาด เท่ากับว่ารัฐบาลใหม่สามารถประหยัดกระสุน “ยิงปืนนัดเดียวได้ผลลัพธ์ตั้งหลายตัว”

อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : สุพันธุ์ มงคลสุธี : น้ำแล้ง น้ำท่วม หนี้ท่วม ปัญหาใหญ่เอสเอ็มอี

ติดตามข่าวล่าสุดได้ทุกวัน ที่นี่
– Website : https://www.matichon.co.th

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...