โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ธุรกิจ-เศรษฐกิจ

รัฐออกแผนป้องสินค้าไทย รับมือแอปจีน-ชี้ประเด็นอ่อนไหว

ประชาชาติธุรกิจ

อัพเดต 06 ส.ค. 2567 เวลา 13.54 น. • เผยแพร่ 07 ส.ค. 2567 เวลา 00.02 น.
Photo by Stefani Reynolds / AFP

รัฐบาลเด้งรับปัญหา “สินค้าจีน” ราคาถูกท่วมตลาด รองนายกฯเตรียมประชุม 3 กระทรวงหลัก เผยอาจต้องแก้กฎหมาย-
ปรับกระบวนการทำงานให้เข้มข้น พาณิชย์เตรียมชง ครม. ตั้งคณะกรรมการสร้างสมดุลการค้าระหว่างประเทศ วางยุทธศาสตร์ตั้งรับ-ประสานงานและรุก ไม่ให้กระทบความสัมพันธ์ไทย-จีน สภาอุตฯ-ผู้ส่งออกผวา “Temu” สนามรบสงครามการค้าโลกรอบใหม่ โรงงานจีนนับแสนโรง ถล่มขายถูก 50% ถึงผู้บริโภค ทุบอุตสาหกรรมกระอัก จี้รัฐกำหนด “วาระแห่งชาติ” ป้องอุตสาหกรรมไทย 1 ใน 3 ของจีดีพีประเทศ รัฐมนตรีดีอีโดดร่วมเล็งสังคายนาแอปจีน

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า สถานการณ์การค้าระหว่างประเทศไทย-จีนในช่องทางการค้าปกติ ช่วงครึ่งปีแรก มีมูลค่า 55,172.32 ล้านเหรียญสหรัฐ เพิ่มขึ้น 4.34% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน แต่ไทยส่งออกไปจีน 17,602.43 ล้านสหรัฐ ลดลง 1.15% ขณะที่นำเข้าจากจีน 37,569.89 ล้านเหรียญสหรัฐ เพิ่มขึ้น 7.12% ส่งผลให้ “ไทยขาดดุลการค้าให้จีน” 19,967.46 ล้านเหรียญสหรัฐ หรือคิดเป็นเงินบาท 726,660.94 ล้านบาท

ขณะที่กระแสสินค้าจีนราคาถูกเข้ามาถล่มตลาดเมืองไทยมากขึ้น ผ่านแพลตฟอร์มอีคอมเมิร์ซ โดยเฉพาะล่าสุดจีนส่งแพลตฟอร์มอีคอมเมิร์ซ Temu กำลังรุกคืบมายังประเทศในกลุ่มอาเซียน หลังบุกตลาดสหรัฐจนทำให้ Amazon อีคอมเมิร์ซรายใหญ่ในสหรัฐยอดขายลดลง

“ภูมิธรรม” ถก 3 กระทรวง

นายภูมิธรรม เวชยชัย รองนายกรัฐมนตรีและ รมว.พาณิชย์ กล่าวว่า ขณะนี้ระบบการค้าโลกกำลังเปลี่ยนแปลง และอีคอมเมิร์ซเกิดขึ้น พยายามจะตัดคนกลางเพื่อให้เกิดประโยชน์สูงสุดกับผู้บริโภค แต่ระบบแบบนี้กำลังเข้าไปมีอิทธิพลในแต่ละประเทศ ซึ่งกระทรวงพาณิชย์ก็ดูเรื่องตรงนี้ ส่วนการเข้ามาของ Temu เข้ามาแค่ 2 สัปดาห์ กระทรวงพาณิชย์ได้รับมอบหมายจากนายกฯให้มาดูเรื่องนี้ เพราะเป็นอำนาจหน้าที่อยู่แล้ว

ขณะนี้เตรียมประชุมกับ 3 หน่วยงาน กระทรวงอุตสาหกรรม กระทรวงสาธารณสุข และกระทรวงพาณิชย์ โดยกรมการค้าต่างประเทศ เรื่องที่จะเกิดขึ้นเกี่ยวข้องกับสินค้าที่นำมาขาย ถ้าเป็นเรื่องอาหาร ยา ต้องคุยกับ อย. ถ้าเป็นอุตสาหกรรม ต้องดูมาตรฐานอุตสาหกรรม ถ้าเรื่องการค้าต่างประเทศ ต้องดูการทุ่มตลาด ทั้งหมดอยู่ภายใต้กฎ WTO และดูว่าเราจะควบคุม ป้องกันตัวเองอย่างไร เราไม่ได้นิ่งนอนใจ

แต่ต้องยอมรับว่าเราต้องเท่าทันและเตรียมเรื่องนี้ให้ทัน อาจจะต้องมีการปรับแก้ไขกฎหมาย หรือปรับกระบวนการทำงานให้มากขึ้น แต่เรื่องนี้ไม่ใช่การต่อต้านอะไร แต่เป็นเรื่องปฏิบัติตามกฎหมายให้เข้มงวด เพื่อการปกป้องผู้บริโภคชาวไทยได้ดีมากยิ่งขึ้นต่างหาก

“มีทั้งบวกและลบ อย่าไปมองว่าเขาเข้ามาแล้วเราจะต้องเอาอะไรไปแลก เพราะมีกระบวนการที่เราค้าขายอยู่ เช่น จีน เรามีทุเรียนหลายแสนล้านตันที่เราต้องขาย หรือประเทศอื่น ๆ ที่ใกล้เคียงก็เช่นกัน เราต้องมาดูว่าเราจะปกป้องตัวเองได้อย่างไร” นายภูมิธรรมกล่าว

หามาตรการปกป้องสินค้าไทย

นายภูมิธรรมกล่าวว่า วันที่ 25-29 กันยายนนี้ จะมีการขายสินค้าของไทยไปสู่ข้างนอกเช่นกัน ดังนั้น เว็บไซต์ต่าง ๆ ทำประโยชน์ได้ทุกทาง เพียงแต่ป้องกันสิ่งที่จะเกิดกับเราและดูแลได้

ประเด็นที่เว็บไซต์จีนเข้ามา ไม่ได้แค่ตัดคนกลางเท่านั้น แต่ตัดไปถึงโรงงาน ทำให้ร้านค้าที่เป็นอีคอมเมิร์ซด้วยกันก็อาจจะสู้กันยากลำบาก เป็นสถานการณ์ที่เกิดขึ้นจากการแข่งขัน และยิ่งความต้องการสินค้ามาก ยิ่งทำให้ราคาถูกมาก นี่คือกฎกติกาที่จะเกิดขึ้นในโลก

“อยากให้ผู้ประกอบการทั้งหลายได้สบายใจว่า กระทรวงพาณิชย์ไม่ได้นิ่งนอนใจ วันนี้พยายามหามาตรการต่าง ๆ เข้ามาดูแลตรงนี้อยู่ ถ้าชัดเจนเมื่อไหร่ก็จะทำสิ่งเหล่านี้ทันที หลายเรื่องต้องคุยกันในประเทศให้เข้าใจ หลายเรื่องไม่ใช่เรื่องที่เรามาประกาศ เพื่อที่จะปกป้องผู้ประกอบการไทยและสินค้าไทยได้จริง ๆ” นายภูมิธรรมกล่าว

ตั้งบอร์ดสร้างสมดุลการค้า

แหล่งข่าวจากกระทรวงพาณิชย์ ระบุว่า ขณะนี้กระทรวงได้มีการหารือแนวทางดูแลผลกระทบจากสินค้าจีน ที่มีต่อผู้ประกอบการ โดยเตรียมเสนอคณะรัฐมนตรี (ครม.) จัดตั้งคณะกรรมการสร้างสมดุลการค้าระหว่างประเทศ ที่บูรณาการระหว่างหลายหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง โดยมีนายกรัฐมนตรีหรือรองนายกรัฐมนตรีเป็นประธาน และระดับปลัดกระทรวงทั้งกระทรวงพาณิชย์, อุตสาหกรรม, เกษตรฯ, ท่องเที่ยวและกีฬา, อว., คมนาคม และคลัง

“เรื่องการดูแลเพื่อสร้างสมดุลการค้านั้น จะต่างคนต่างทำไม่ได้ ต้องเป็นคณะกรรมการระดับประเทศ เพราะเกี่ยวข้องกับหลาย ๆ หน่วยงาน เป้าหมายคือการดูแลการสร้างแนวทางที่เป็นธรรม เสมอภาค เพื่อให้ผู้ประกอบการไทยสามารถแข่งขันได้ ต้องวางยุทธศาสตร์ ทั้งตั้งรับ ประสานงาน และรุก เช่น มีกฎหมายอะไรที่เกี่ยวข้องบ้าง จำเป็นต้องออกกฎหมายใหม่ หรือเพิ่มการบังคับใช้กฎหมายให้เข้มข้นอย่างไร และต้องประสานงานกับทางเอกชนที่เข้ามาให้ดำเนินการด้านต่าง ๆ เช่น ทำฉลากภาษาไทย จดทะเบียนและเปิดบัญชีในไทย เพื่อดูว่ามียอดการซื้อขายมากน้อยเพียงใด ให้มีการกำกับดูแลเหมือนธุรกิจไทย จ่ายภาษีเหมือนกับธุรกิจไทย และสุดท้ายการรุกเอาสินค้าไทยไปเชื่อมโยงกับแพลตฟอร์มระดับโลก”

ต้องบาลานซ์-รอบคอบ

แหล่งข่าวกล่าวว่า ในอาเซียนขณะนี้มีอินโดนีเซียเป็นประเทศหนึ่งที่มีโมเดลการดูแลแพลตฟอร์มอีคอมเมิร์ซที่น่าจะเป็นโมเดลตัวอย่างที่ดี คือ มีการกำหนดเงื่อนไขไว้ในกฎหมายว่า สินค้าที่จะนำมาขายในแพลตฟอร์มจะต้องมี 1.แหล่งที่มาของการผลิตสินค้า และ 2.กำหนดให้จำหน่ายได้เฉพาะสินค้าที่มีมูลค่าไม่ต่ำกว่า 1,000 เหรียญสหรัฐต่อชิ้นเท่านั้น

อย่างไรก็ดี ประเทศไทยยังมีจุดที่ต้องให้ความละเอียดรอบคอบหลายด้าน ไทยพึ่งพาตลาดจีน เป็นตลาดส่งออกผลผลิต 80% ทุเรียน มังคุด ลำไย ดังนั้นเราจะบาลานซ์อย่างไร เพราะหากจีนบีบนิดเดียวเขาไม่แคร์ ไม่นำเข้าผลไม้ไทยไปกินเวียดนาม มาเลเซีย ฟิลิปปินส์แทน ผลกระทบจะมาตกอยู่ที่ชาวสวน แต่ไม่ใช่เราจะไม่ดูแลเอสเอ็มอี มาตรการต้องมีแน่ แต่จะต้องรอบคอบรัดกุม เพราะเป็นเรื่องอ่อนไหว

เล็งสังคายนาแอปจีน

ขณะที่นายประเสริฐ จันทรรวงทอง รมว.ดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีที่นายเศรษฐา ทวีสิน นายกรัฐมนตรี สั่งให้ตรวจสอบแอปพลิเคชั่น Temu ว่า ได้ดำเนินการอย่างไรไปแล้วบ้างว่า แพลตฟอร์มนี้ได้มาจดแจ้งที่สำนักงานพัฒนาธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ (ETDA) เมื่อต้นเดือนกรกฎาคมที่ผ่านมา

ส่วนที่หลายฝ่ายกลัวว่าแพลตฟอร์มนี้ขายสินค้าราคาถูก จะตัดช่องธุรกิจในประเทศไทยนั้น เป็นประเด็นที่กระทรวงดีอีติดตามอยู่ การขายสินค้าของแพลตฟอร์มนี้ เป็นการขายสินค้าตรงจากทางโรงงาน หลายสินค้าไม่มีแบรนด์อาจทำให้สินค้าราคาถูก ซึ่งต้องเข้าไปดูองค์ประกอบด้วย เช่น คุณภาพสินค้า ที่มีการลดราคาสูงถึง 90% หน่วยงานที่เกี่ยวข้องก็ต้องติดตามดู

โดยต้องมีการพูดคุยกัน ทั้งกระทรวงพาณิชย์ กระทรวงอุตสาหกรรม สำนักงานคุ้มครองผู้บริโภค (สคบ.) แต่ในส่วนของกระทรวงดีอี เราจะดูเรื่องแพลตฟอร์มเป็นหลัก เช่น จะต้องมีการคืนสินค้า การขนส่ง ส่วนเรื่องคุณภาพและมาตรฐานสินค้าก็มีหน่วยงานที่กำกับดูแลอยู่แล้ว ย้ำว่าเรื่องนี้จะต้องมีการหารือกัน และตนจะพูดคุยกับนายภูมิธรรม เวชยชัย รองนายกรัฐมนตรีและ รมว.พาณิชย์

นายประเสริฐกล่าวว่า ตนเห็นว่าแพลตฟอร์มนี้เริ่มยิงโฆษณาเยอะ และหลายประเทศได้รับผลกระทบ และสินค้าส่วนใหญ่ไม่มีแบรนด์ และบางครั้งคนก็สนใจเรื่องความถูกมากกว่าแบรนด์ แต่เราต้องดูเรื่องคุณภาพของสินค้าด้วย

ผู้สื่อข่าวถามว่า จะมีโอกาสสังคายนาแพลตฟอร์มที่มีการขายของที่ไม่มีคุณภาพหรือไม่ นายประเสริฐกล่าวว่า อาจจะถือโอกาสคุยเลย เพราะยังมีอีกหลายแพลตฟอร์มที่เปิดอยู่ในประเทศไทย

รมว.อุตฯเข้มมาตรฐานสินค้า

นางสาวพิมพ์ภัทรา วิชัยกุล รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม กล่าวว่า ปัญหาของสินค้าจากต่างประเทศทะลักเข้าไทย โดยเฉพาะจากจีน ในส่วนของกระทรวงอุตสาหกรรมเอง โดยสำนักงานมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม (สมอ.) ได้เข้มงวดในการตรวจสอบมาตรฐานของสินค้านำเข้าทุกช่องทาง ที่อยู่ในข่ายการควบคุมของ สมอ. จำนวน 143 รายการ เพื่อป้องกันไม่ให้สินค้าดังกล่าวเข้าประเทศ ขณะเดียวกันได้ติดตามและเตรียมเพิ่มรายงานสินค้าอีก เนื่องจากเชื่อว่าจะมีการนำเข้ามาอีกจำนวนมาก

ทาง สมอ.ได้นำระบบ e-Market Surveillance มาใช้ในการตรวจติดตามสถานที่จำหน่ายทั่วประเทศ และยังมีทีมนักรบไซเบอร์ ทำหน้าที่ตรวจสอบการจำหน่ายสินค้าทางแพลตฟอร์มออนไลน์ต่าง ๆ เพื่อเฝ้าระวังสินค้าที่ไม่ได้มาตรฐาน รวมถึงประสานกับกรมศุลกากร เพื่อตรวจสอบความผิดปกติของการนำเข้า โดยใช้ระบบ e-Tracking เป็นการตรวจสอบการนำเข้าสินค้าที่ผ่านพิธีการทางศุลกากร

สำหรับกฎหมายของ สมอ.แล้วนั้น หากผู้ผลิตและผู้นำเข้าฝ่าฝืนกฎหมาย มีโทษจำคุกไม่เกิน 2 ปี ปรับไม่เกิน 2 ล้านบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ รวมถึงผู้จำหน่ายหากขายสินค้าไม่ได้มาตรฐานมีโทษจำคุกไม่เกิน 6 เดือน ปรับไม่เกิน 5 แสนบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ

ส.อ.ท.ชี้ความซับซ้อน Temu

นายเกรียงไกร เธียรนุกุล ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) เปิดเผย “ประชาชาติธุรกิจ” ว่า Temu ใช้โมเดลธุรกิจแบบ B to C โดยนำสินค้าจากโรงงานในจีนนับแสนแห่งมาขายตรงสู่ผู้บริโภค ตัดตอนพ่อค้าคนกลางออก ทำให้มีจุดแข็งในด้านราคาที่ถูกกว่าระบบการค้าทั่วไป เฉลี่ย 30-50% ชูสโลแกนว่า Shop Like a Billionaire ให้ลูกค้าทุกคนสามารถช็อปปิ้งได้เหมือนประหนึ่งว่าเป็นเศรษฐี และยิ่งมียอดซื้อมากเท่าไรจะทำให้ร้านค้าในนั้นถูกทำให้มองเห็นในแพลตฟอร์มมากขึ้น

จุดแข็งที่สำคัญอีกด้าน Temu สามารถส่งสินค้าได้รวดเร็ว และมีการรับประกันความพึงพอใจรับเคลมภายใน 90 วัน หากลูกค้าไม่พอใจในสินค้า นั่นจึงทำให้ Temu ที่เปิดตัวมาปีเศษสามารถชิงมาร์เก็ตแชร์ไปจาก Amazon ซึ่งเคยเป็นเบอร์หนึ่งในสหรัฐมีมาร์เก็ตแชร์ 40% ได้ ปัจจุบันมีคนสหรัฐหันมาใช้ Temu วันละ 50 ล้านคน เทียบกับ Amazon เสียเปรียบมากเพราะต้นทุนสูง มีจ้างคนมีศูนย์กระจายสินค้า แต่ Temu ใช้ Outsource ทั้งหมด

“ความได้เปรียบของ Temu หลัก คือ การนำสินค้าจากโรงงานมาขายตรงถึงผู้บริโภค โดยบอกว่าตั้งใจจะช่วยเอสเอ็มอีและผู้ผลิตสินค้าจีนให้ขยายตลาดได้โดยไม่อาศัยแบรนด์ ซึ่งก่อนหน้านี้บริษัทแม่ คือ Pinduoduo ก็ซื้อสินค้าจากโรงงานเหมือนกัน แต่ใช้วิธีให้ชวนเพื่อนมาซื้อให้มาก ๆ เพื่อให้ได้ส่วนลด แต่พอมาพัฒนาเป็น Temu เจ๋งกว่า คือ ซื้อแค่ชิ้นเดียวก็ได้ราคาโรงงานแล้ว โดยเขาทำการตลาดให้โรงงาน มีการทำทีเซอร์มาให้ดู”

นายเกรียงไกรกล่าวว่า ไม่มีใครรู้ว่าแท้จริง Temu มีกลไกอย่างไรที่สามารถสร้างความได้เปรียบ โดยเฉพาะในเรื่องต้นทุนโลจิสติกส์ได้ ทำให้ซื้อสินค้าเพียงชิ้นเดียวได้ราคาขายส่งแล้วยังส่งมาได้ในราคาที่ต่ำมากอีก โดยการมาที่ประเทศไทยเท่าที่ตรวจสอบตอนนี้ไม่มีศูนย์กระจายสินค้าในประเทศไทย เข้าใจว่าจะมาจดทะเบียนในประเทศไทย แต่ไม่รู้ว่าระบบชำระเงินเป็นแบบไหน

Temu หมัดน็อกโรงงาน

นายเกรียงไกรกล่าวว่า Temu เหมือนเป็นสนามรบของสงครามการค้ารอบใหม่ ที่หนักสุด จากเดิมที่ไทยเจอช้อปปี้ ลาซาด้า TikTok ก็ยังไม่หนักเท่านี้ เพราะ Temu มีสินค้าจากโรงงานเป็นแสนโรง ขายเข้ามา ทุกประเภทอุตสาหกรรมของไทยกระทบหมด เรียกว่าเป็น “หมัดน็อก” ทุกกลุ่มอุตสาหกรรมไทยก็ว่าได้ จึงเป็นการซ้ำเติมปัญหาเดิมที่อุตสาหกรรมไทยเผชิญอยู่ คือ สินค้าจีนราคาถูกมาทุ่มตลาด เข้ามาสร้างความเสียหายต่ออุตสาหกรรม 22 กลุ่มจาก 46 กลุ่มอุตสาหกรรมที่เป็นสมาชิก ส.อ.ท.ร้องเรียนมาก่อนหน้านี้ ส.อ.ท.เคยขอภาครัฐเข้ามาดูแลแล้วรอบหนึ่ง แต่ “ความวัวยังไม่ทันหายความควายก็เข้ามาแทรก” อีก เรื่องนี้จะส่งผลให้โรงงาน โดยเฉพาะเอสเอ็มอีได้รับผลกระทบรุนแรงในอัตราเร่งที่เร็วขึ้น ๆ คาดว่าจาก 22 กลุ่ม อาจจะเพิ่มเป็น 30 กลุ่มอุตสาหกรรมในปีนี้

“Temu ขยายมาไทยเป็นประเทศที่ 3 ในอาเซียน ครั้งนี้หนักกว่าครั้งก่อน เปิดหน้าชน โมเดลนี้จะคล้ายกับแพลตฟอร์ม Shein ที่ขายสินค้าฟาสต์แฟชั่นจากจีนที่เคยคว่ำ ZARA H&M มาแล้ว เราห่วงว่าหากอุตสาหกรรมไม่รอด ซึ่งภาคอุตสาหกรรมคิดเป็น 1 ใน 3 ของจีดีพีไทย มีการจ้างแรงงานจำนวนมาก หากอยู่ไม่ได้กระทบต่อการจ้างงานแน่ แต่ที่จะยิ่งไปกว่านั้น คือ เศรษฐกิจของประเทศ เพราะแพลตฟอร์มนี้ไม่ได้มีการจ่ายภาษีให้ประเทศ ทำให้ไทยขาดดุลการค้ามากขึ้น และหากไทยต้องปิดโรงงานหมด เราผลิตสินค้าไม่ได้ก็ต้องพึ่งพาสินค้านำเข้าจากต่างประเทศ หากเกิดวิกฤตอย่างโควิดจนทำให้ระบบขนส่งสินค้าไปไม่ได้ แล้วไทยจะขาดแคลนสินค้า เพราะไม่มีโรงงานผลิตอีกแล้ว”

ครึ่งปีปิดโรงงานพุ่ง 86%

นายเกรียงไกรกล่าวอีกว่า สถานการณ์ภาคอุตสาหกรรมครึ่งแรกปี 2567 ยอดการปิดโรงงาน 667 โรงงาน เฉลี่ยเดือนละ 111 โรงงาน คิดเป็นอัตราเพิ่มขึ้น 86% หากเทียบกับช่วงครึ่งปีแรกของปีก่อน สะท้อนว่าอัตราเร่งการปิดโรงงานเพิ่มขึ้นเร็วมาก และเมื่อวิเคราะห์ลงพบว่าจำนวนโรงงานที่ปิดในช่วงครึ่งปีนี้ เป็นโรงงานเอสเอ็มอีขนาดเล็ก เทียบกับช่วงปีก่อนที่โรงงานที่ปิดเป็นโรงงานขนาดกลางถึงใหญ่ พอมาปีนี้ พวกเอสเอ็มอีที่เป็นซัพพลายเชนโรงงานนั้น ๆ ก็แย่ลงตาม นี่เป็นสัญญาณที่ไม่ดี

“หลายคนมาเถียงว่าครึ่งปีมีโรงงานเปิดมากกว่าโรงงานปิด ก็แน่นอนว่าตัวเลขโรงงานเปิดก็จะเยอะกว่าโรงงานปิดอยู่แล้วโดยปกติ แต่เราต้องเทียบว่าตัวเลขโรงงานปิดครึ่งปีปีนี้กับช่วงเดียวกันของครึ่งปีของปีที่แล้ว เพิ่มขึ้น 86% อัตราเร่งเพิ่มขึ้น และตัวเลขโรงงานที่เปิดแม้ว่าจะมากกว่าปิด แต่อัตราเติบโตของการเปิดใหม่ก็ลดลง 11% หมายถึงอัตราการเปิดใหม่ลดลง และในรายละเอียดโรงงานที่เปิดใหม่มีการลงทุน 1.7 แสนล้านบาท ส่วนใหญ่เป็นโรงงานขนาดใหญ่ที่เกิดจากการส่งเสริมการลงทุนของบีโอไอ ที่ไปดึงต่างชาติมา แต่โรงงานที่เจ๊งคือโรงงานเอสเอ็มอีของไทย”

ปม “สินค้าจีน” วาระแห่งชาติ

นายเกรียงไกรกล่าวว่า แนวทางสำคัญรัฐบาลควรกำหนดเรื่องการดูแลสินค้าจีนเป็น “วาระแห่งชาติ” ได้แล้ว ตั้งคณะทำงานร่วมกันระหว่างภาครัฐและเอกชน เพื่อกำหนดมาตรการด้านภาษีมาดูแล พร้อมทั้งวางยุทธศาสตร์อย่างชัดเจนว่าจะรับมือและป้องกันก่อนที่จะหาทางแก้ไขไม่ได้

“การตั้งรับเรื่องเดิมยังไม่ได้รับการแก้ไข ยังช้าและไม่ตรงจุด รัฐบาลโดยนายกรัฐมนตรีเศรษฐา ทวีสิน และกระทรวงการคลังมีการสั่งการให้เก็บภาษี VAT สินค้าออนไลน์ราคาไม่เกิน 1,500 บาท แต่ก็เป็นเพียงมาตรการชั่วคราวถึงสิ้นปีก็ช่วยได้นิดหน่อย พอมาตอนนี้มี Temu มาเป็นคู่ชกกับอุตสาหกรรมโดยตรง รัฐบาลต้องมีมาตรการแล้ว เช่น ในหลายประเทศมีการเก็บภาษีนิติบุคคล มีการฟ้องและเก็บภาษีย้อนหลัง เพราะเข้ามาทำกำไรแต่ไม่เสียภาษีเลย ดังนั้น 1.ประเทศไทยควรศึกษาเรื่องการเก็บภาษีและรีบนำมาใช้ เพื่อชะลอและสกัด และ 2.ต้องตั้งทีมยุทธศาสตร์ เพราะนี่เป็นปัญหาระดับชาติของไทย”

ผู้ส่งออกผวาสินค้าจีน

สอดรับกับ ดร.ชัยชาญ เจริญสุข ประธานสภาผู้ส่งสินค้าทางเรือแห่งประเทศไทย (สรท.) ที่มองว่า จากการเข้ามาของ Temu ส่งผลให้ตัวเลขภาคการผลิตลดลง รวมถึงซัพพลายเชนของภาคการผลิตในทุกกลุ่มอุตสาหกรรม โดยเฉพาะกลุ่มสิ่งทอ ชิ้นส่วนยานยนต์ และเครื่องใช้ไฟฟ้า เมื่อเทียบกับตัวเลขการนำเข้าสินค้าจากจีนที่เพิ่มมากขึ้น
ทั้งนี้ สรท.มีความกังวลว่า จะกระทบห่วงโซ่อุปทานโดยเฉพาะผู้ประกอบการเอสเอ็มอี ซึ่งหาก SMEs ไม่สามารถเข้าถึงแหล่งเงินทุนและแหล่งสนับสนุนเงินกู้ จะก็ทำให้ขาดสภาพคล่อง และกระทบทิศทางการผลิตของไทย

อย่างไรก็ตาม สรท.อยากให้ภาครัฐโดยสำนักงานมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม (สมอ.) เข้ามาควบคุมดูแลมาตรฐานสินค้าอุตสาหกรรม ที่นำเข้ามา และต้องบังคับกับทั้งผู้ผลิตทั้งในและต่างประเทศ เพื่อคุ้มครองความปลอดภัยให้แก่ผู้บริโภคและป้องกันสินค้าต่างชาติล้นทะลักเข้ามาในประเทศไทย รวมทั้งจำเป็นต้องดูแลระบบภาษีทั้งภาษีนำเข้า-การผลิต และภาษีอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้องให้ถูกต้องตามกฎหมาย และต้องอยู่ในระดับเดียวกัน

อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : รัฐออกแผนป้องสินค้าไทย รับมือแอปจีน-ชี้ประเด็นอ่อนไหว

ติดตามข่าวล่าสุดได้ทุกวัน ที่นี่
– Website : https://www.prachachat.net

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...