โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

การระบุผู้ทรยศครอบครัวแอนน์ แฟรงค์ด้วย AI น่าเชื่อถือจริงหรือไม่?

a day magazine

อัพเดต 28 ม.ค. 2565 เวลา 13.06 น. • เผยแพร่ 28 ม.ค. 2565 เวลา 11.13 น. • มนสิชา รุ่งชวาลนนท์

ใครทรยศครอบครัวแฟรงค์? เป็นคำถามใหญ่ที่สร้างความสงสัยให้ผู้คนทั่วโลก การหาคำตอบว่าใครคือผู้ต้องสงสัยที่ทำให้แอนน์ แฟรงค์ เด็กสาวเจ้าของไดอารี่ที่สร้างแรงบันดาลใจให้ผู้คนมากมาย ต้องจบชีวิตในค่ายกักกันกลายเป็นความลับที่ทั้งโลกให้ความสนใจ ทุกครั้งที่มีทฤษฎีใหม่ถูกเสนอ สำนักข่าวมากมายก็พร้อมจะฉายไฟและนำความเป็นไปได้ใหม่มาให้ผู้อ่านได้ถกเถียง 

ไม่นานมานี้ทีมวิจัยนำโดยนายวินเซนต์ แพนโคเค (Vincent Pankoke) อดีตนักสืบ FBI เกษียณอายุ ได้ออกมาตีพิมพ์แผยแพร่ทฤษฎีใหม่เกี่ยวกับความเป็นไปได้ที่ชี้ว่าบุคคลผู้ทรยศคือนายอาร์โนลด์ ฟาน เดน เบิร์ก (Arnold van den Bergh) นักกฎหมายชาวยิวผู้เป็นสมาชิกสภาชาวยิวประจำประเทศเนเธอร์แลนด์

วินเซนต์ แพนโคเค (Vincent Pankoke) ให้สัมภาษณ์ในรายการ CBC News’ 60 Minutes, January 16, 2022.

ทีมวิจัยของนายแพนโคเค ประกอบไปด้วยนักวิทยาศาสตร์ผู้เชี่ยวชาญด้านการวิเคราะห์ข้อมูล ผู้เชี่ยวชาญด้านอาชญกรรมวิทยา รวมไปถึงที่ปรึกษาด้านอื่นๆ โดยลงมือสืบสวนชุดข้อมูลเอกสารผ่านการใช้เทคโนโลยีสมัยใหม่ เช่น AI และ Metadata โรสแมรี่ ซัลลิแวน (Rosemary Sullivan) นักมนุษยวิทยาและศาสตราจารย์กิตติคุณจาก University of Toronto ประเทศแคนาดา ได้นำข้อมูลจากการศึกษาที่ว่ามาตีพิมพ์เผยแพร่ในหนังสือ ‘The Betrayal of Anne Frank’ (2022) ข้อสรุปสำคัญในหนังสือกล่าวว่า นายอาร์โนลด์ ฟาน เดน เบิร์ก น่าจะเป็นผู้รับผิดชอบในกรณีนี้เนื่องจาก 

หนังสือเล่มล่าสุดโดย โรสแมรี่ ซัลลิแวน (Rosemary Sullivan) ตีพิมพ์การค้นพบใหม่

1. หลังจากสภายิวถูกยุบไปในปี 1943 ตัวเขาไม่ได้ถูกจับเข้าค่ายกักกันเหมือนสมาชิกคนอื่นๆ ดังนั้นจึงเป็นไปได้ว่าเขาขายข้อมูลเพื่อแลกความปลอดภัย

2.หลังสงครามจบลงไม่นาน มีกระดาษข้อความนิรนามถูกส่งไปให้นายอ็อตโต แฟรงค์ (พ่อของแอนน์ แฟรงค์ ซึ่งเป็นผู้รอดชีวิตคนเดียวของครอบครัว) ชี้ว่านายอาร์โนลด์ ฟาน เดน เบิร์ก คือผู้หักหลัง 

สภายิวประจำกรุงอัมสเตอร์ดัม ช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2
อ็อตโต แฟรงค์ พ่อของแอนน์ซึ่งนำไดอารี่ออกมาตีพิมพ์

อย่างไรก็ดี บรรดานักประวัติศาสตร์ในเนเธอร์แลนด์ต่างออกมาแย้งทฤษฎีใหม่กันอย่างแข็งขัน บาร์ต ฟาน เดอร์ บูม (Bart van der Boom) นักประวัติศาสตร์และอาจารย์จาก Leiden University ประเทศเนเธอร์แลนด์กล่าวว่า กระดาษข้อความนี้ไม่ใช่หลักฐานใหม่ แต่มันไม่ใช่หลักฐานที่มีน้ำหนักเนื่องจากนักประวัติศาสตร์ (เช่นเดียวกับทีมของนายแพนโคเค) ไม่สามารถระบุได้ว่าใครเป็นผู้ส่ง ในเมื่อไม่ทราบที่มา ไม่ทราบจุดประสงค์ การใส่ร้ายนี้จึงปราศจากน้ำหนักอย่างสิ้นเชิง

“กระดาษใบนี้ถูกส่งให้พ่อของแอนน์ ไม่นานนักหลังสงครามสงบ ในช่วงเวลานี้การใส่ความและเอกสารปลอมถูกส่งให้กันเป็นเรื่องปกติ เป็นไปได้ว่าเจ้าของเอกสารอาจต้องการใส่ไฟนายฟาน เดน เบิร์ก จุดประสงค์คือทำให้เขาถูกจับกุมและดำเนินคดีในฐานะผู้ทรยศ” 

นายอาร์โนลด์ ฟาน เดน เบิร์ก เป็นสมาชิกสภายิว สภาที่ว่านี้ถูกก่อตั้งในช่วงยึดครองของเยอรมัน (ก่อตั้งปี 1941) เพื่อทำการสอดส่องดูแลและควบคุมชุมชนยิว มีชาวยิวจำนวนมากมองสมาชิกสภาเป็นพวกนิยมนาซี หรือเข้าข้างนาซีเพื่อเอาตัวรอด เป็นไปได้ว่าผู้ส่งเอกสาร อาจมีความแค้นส่วนตัวกับอาร์โนลด์ ฟาน เดน เบิร์ก

ชาวยิวในอัมสเตอร์ดัมช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2

อ็อตโต แฟรงค์ หลังได้รับจดหมาย ไม่ได้นิ่งนอนใจกับคำกล่าวหา ตัวเขาได้ว่าจ้างนักสืบให้ตามตรวจสอบแต่คดีถูกปิดไปเนื่องจากไม่สามารถหาหลักฐานสนับสนุนข้อกล่าวหา เดวิด บาร์นูว์ (David Barnouw) นักประวัติศาสตร์ชาวดัตช์อีกท่านกล่าวว่า ชื่อของอาร์โนลด์ ฟาน เดน เบิร์ก ถูกตัดจากการเป็นผู้ต้องสงสัยอันดับต้นๆ เนื่องจากข้อความในกระดาษขาดความน่าเชื่อถือ 

ศาสตราจารย์กิตติคุณโจฮันเนส โฮววิง เท็น เคท (Johannes Houwink ten Cate ) อาจารย์ผู้เชี่ยวชาญด้านโฮโลคอสต์จากมหาวิทยาลัยอัมสเตอร์ดัม (University of Amsterdam) ประเทศเนเธอร์แลนด์ กล่าวถึงสภายิวที่ผู้ต้องสงสัยสังกัดอยู่ ว่าเป็นหน่วยงานที่ถูกตั้งโดยนาซี เป็นไปได้อย่างไรที่หน่วยงานเช่นนี้จะมีเอกสารที่ซ่อนชาวยิวทั้งหมด เพราะหากมีจริง ชาวยิวเหล่านี้ก็น่าจะถูกจับไปตั้งนานแล้ว “หากเราเชื่อว่านายอาร์โนลด์ ฟาน เดน เบิร์ก มอบรายชื่อที่ซ่อนให้นาซี เราก็ต้องพิสูจน์ให้ได้ก่อนว่ารายชื่อเหล่านี้ตกมาอยู่ในมือของเขาได้อย่างไร ไม่มีหลักฐานว่าการเป็นสมาชิกสภาทำให้เขาเข้าถึงข้อมูลดังกล่าว สภายิวถูกยุบไปในปี 1943 สมาชิกทั้งหมดถูกส่งไปค่ายกักกัน ส่วนเหตุผลที่นายอาร์โนลด์ ฟาน เดน เบิร์ก รอดมาได้ เป็นเพราะเขาหลบซ่อนตัวเช่นเดียวกับครอบครัวของแอนน์ แฟรงค์”

แผนที่แสดงห้องลับของครอบครัวแฟรงค์ Anne-Frank-Huis-museum-Amsterdam-3

ศาสตราจารย์กิตติคุณโฮววิง เท็น เคท กล่าวว่า นักประวัติศาสตร์ติดตามเส้นทางชีวิตของนายอาร์โนลด์ ฟาน เดน เบิร์ก มานานแล้ว และพบว่าตัวเขาเข้าสู่การซ่อนตัวแทบตลอดทั้งปี 1944 เขาตั้งคำถามน่าสนใจ 2 อย่าง 

1.หากคุณซ่อนตัวอยู่ คุณจะเปิดเผยตัวเพื่อมอบที่อยู่ของยิวคนอื่นๆ เพื่ออะไร แน่ใจหรือว่าความสัมพันธ์ของคุณกับนาซี ดีพอที่จะไม่ทำให้ตัวเองถูกจับเข้าค่ายกักกันไปด้วย 

2.ถ้าตัวคุณมีข้อมูลสำคัญเหล่านี้จริง ทำไมไม่เปิดเผยตั้งแต่ปี 1943 ซึ่งเป็นเวลาที่เพื่อนร่วมสภาถูกจับ ทำไมต้องรอถึงปี 1944

ทางฝั่ง Anne Frank House พิพิธภัณฑ์เกี่ยวกับชีวิตของแอนน์ แฟรงค์ ซึ่งตั้งอยู่บนบ้านเดิมที่ครอบครัวเคยหลบซ่อนก็ออกมาแบ่งรับแบ่งสู้ “เราคงบรรจุทฤษฎีนี้ในฐานะความเป็นไปได้ แต่ไม่ใช่ข้อสรุป” โรนัลด์ ลีโอปอลด์ (Ronald Leopold) ผู้อำนวยการพิพิธภัณฑ์กล่าว “มีข่าวลือว่าสภายิวมีที่อยู่ของชาวยิวที่หลบซ่อนจริง แต่ข่าวลือเหล่านี้พิสูจน์ไม่ได้ มันเสี่ยงมากที่จะเก็บข้อมูลซึ่งเป็นดังความเป็นความตายใต้จมูกนาซี” และที่สำคัญ ทำไมชาวยิวที่หลบซ่อนจะต้องมอบที่อยู่ตัวเองให้หน่วยงานอื่นจัดเก็บด้วย

บ้านของแอนน์แฟรงค์ในปัจจุบัน

สำนักข่าว The Times of Israel ออกมาตอบโต้ทฤษฎีใหม่ โดยกล่าวว่า การสรุปเช่นนี้เป็นการตอกย้ำแนวคิดเดิมๆ ว่าชาวยิวยอมทำทุกอย่าง กระทั่งขายเพื่อนบ้านเพื่อความอยู่รอดของตัวเอง ดารา ฮอร์น (Dara Horn) นักเขียนชาวอเมริกันเจ้าของผลงานหนังสือ People Love Dead Jews (2022) ให้สัมภาษณ์ว่า ทฤษฎียิวหักหลังยิวได้รับความนิยมอย่างมากในหมู่ผู้อ่านที่ไม่ใช่ชาวยิว มันเป็นส่วนหนึ่งของกลไก victim blaming คนทั่วไปปลดเปลื้องความรู้สึกผิดที่ว่าการตายของยิวมากมายไม่ได้อยู่ในความรับผิดชอบของตัวเอง

เอมิลี่ ชไวเวอร์ (Emile Schrijver) ผู้อำนวยการย่านวัฒนธรรมยิวแห่งอัมสเตอร์ดัม กล่าวว่า ตัวเธอชื่นชมในความตั้งใจที่ดีของทีมงาน แต่เห็นด้วยว่างานชิ้นนี้ขาดมุมมองด้านประวัติศาสตร์อย่างน่าเสียดาย ในขณะที่ลอรี่ เวสเทนเอาท์ (Laurien Vastenhout) นักวิจัยจาก National Institute for War, Holocaust and Genocide Studies ตั้งคำถามถึงการใช้เทคโนโลยีใหม่อย่าง AI และ Metadata ว่ามีส่วนช่วยมากน้อยแค่ไหนในการศึกษา 

“95% ของเอกสารที่เกี่ยวข้องกับการสังหารหมู่ชาวยิวถูกทำลายในช่วงปลายสงคราม หากมีผู้ทรยศจริง ก็ยังเป็นเรื่องยากที่ตัวตนของเขาจะถูกค้นพบหลังเวลาผ่านมานานขนาดนี้” ศาสตราจารย์กิตติคุณโฮววิง เท็น เคท กล่าวทิ้งท้าย เป็นคำถามที่น่าสนใจว่าการใช้ AI หรือ Metadata จะนำไปสู่บทสรุปที่น่าเชื่อถือได้จริงหรือไม่ในเมื่อเอกสารที่ใช้ เป็นแค่ 5% ของข้อมูลทั้งหมด 

รวมทฤษฎีผู้ทรยศแอนน์ แฟรงค์

ครอบครัวของแอนน์ แฟรงค์ รวมทั้งสมาชิกในห้องลับทั้งหมดถูกจับกุมในวันที่ 4 สิงหาคม 1944 อย่างไรก็ดี เอกสารเรื่องการจับกุมไม่เคยถูกค้นพบ มีตำรวจอย่างน้อยสามคนเข้าร่วมการจับกุม สองในสามเป็นตำรวจชาวดัตช์ 

ครอบครัวแฟรงก์

อ็อตโต แฟรงค์-พ่อของแอนน์ เชื่อมั่นจนวันสุดท้ายว่าพวกเขาถูกทรยศ แต่ยังไม่มีทฤษฎีไหนได้รับการฟันธง 100%  เราไล่ความน่าจะเป็นของเรื่องนี้ออกมาดังนี้ 

1.มีสายโทรศัพท์ปริศนาโทรมาแจ้งตำรวจลับของนาซี (SD) ในเช้าวันที่ครอบครัวแฟรงค์โดนจับ ถ้ามีจริง ทุกวันนี้ยังไม่รู้ว่าเป็นใคร  

2.คนงานในโกดังใกล้ที่ซ่อนตัวเป็นคนแจ้งข่าว นายวิลเลียม ฟาน มาเรน  (Willem van Maaren) ถูกกล่าวหาว่าเป็นผู้แจ้งที่อยู่ของครอบครัวแฟรงค์ แต่การสืบสวนไม่สามารถบอกได้ว่าเขาผิดจริงและถูกปล่อยตัวในภายหลัง 

3.ชาวดัตช์ผู้สนับสนุนแนวคิดชาตินิยมเป็นคนทรยศ ผู้ต้องสงสัยคนต่อมาคือนายโทนี อัลเลอร์ส (Tonny Ahlers) เขามีแนวคิดสนับสนุนชาตินิยม และเคยมีเรื่องกับพ่อของแอนน์ ตอนอ็อตโตวิจารณ์การทำสงครามของเยอรมัน ในช่วงแรกของการยึดครอง ซึ่งแครอล แอนน์ ลี (Carol Anne Lee) นักเขียนหนังสือชีวประวัติของอ็อตโต แฟรงค์ เชื่อว่าอ็อตโตเคยส่งของให้กองทัพเยอรมันเพื่อป้องกันตัวเองและครอบครัว โดยมีนายอัลเลอร์สทำหน้าที่เป็นตัวกลาง อย่างไรก็ดี เราไม่มีหลักฐานว่าโทนี อัลเลอร์ส รู้เรื่องที่ซ่อนของตระกูลแฟรงค์จริงหรือไม่ และถึงรู้ เขาจะนำเรื่องนี้ไปบอกเพื่ออะไร 

รูปปั้นแอนน์แฟรงค์ในอัมสเตอร์ดัม

4.ลีนา (Lena) ภรรยาคนงานในโกดังเป็นคนแจ้งข่าว สามีของลีนาทำงานอยู่ในโกดังสินค้าใกล้บริเวณที่ซ่อนและเขาบอกภรรยาเกี่ยวกับกลุ่มคนที่ซ่อนตัวอยู่ มีข้อสันนิษฐานว่า ลีนาคนนี้คือคนที่โทรไปบอกตำรวจ (ตามข้อสันนิษฐานที่ 1) อย่างไรก็ดี ไม่มีหลักฐานอีกเช่นกันว่าปลายสายโทรศัพท์เป็นสตรีคนนี้จริง เพื่อนบ้านของลีนากล่าวว่า เธอเคยพูดถึงคนที่ซ่อนตัวอยู่ในอาคารเดียวกันกับที่สามีทำงาน แต่บอกไม่ได้ชัดเจนว่าลีนาพูดเรื่องนี้เมื่อไหร่ หากเธอพูดหลังวันที่ 4 สิงหาคม (วันที่แอนน์และครอบครัวโดนจับ) มันก็ไม่น่าประหลาดใจ เพราะการจับกุมครอบครัวแฟรงค์มีผู้อยู่ร่วมเหตุการณ์หลายคน อาจรวมไปถึงสามีของลีนาด้วย

5.นักล่ายิวนามว่า แอนนา ฟาน ไดจ์ เป็นผู้รายงานที่ซ่อน แอนนา ฟาน ไดจ์ (Anna van Dijk) เป็นชาวยิวที่เคยถูกนาซีจับได้และผันตัวมาเป็นนักล่าชาวยิวเพื่อปกป้องชีวิตของตัวเอง หลังสงครามสงบ แอนนา ฟาน ไดจ์ถูกประหารชีวิตเนื่องจากมีหลักฐานชี้ว่าตัวเธอเปิดเผยที่ซ่อนของชาวยิวมากมาย หนึ่งในนั้นมีรายชื่อของครอบครัวแฟรงค์ แต่เราไม่มีหลักฐานชัดเจนว่า แอนนา ฟาน ไดจ์เป็นผู้เปิดเผยที่ซ่อน เป็นไปได้ว่าชื่อของครอบครัวแฟรงค์แค่ถูกเพิ่มลงไปในข้อกล่าวหาเพราะถึงอย่างไรแอนนา ฟาน ไดจ์ก็น่าจะถูกตัดสินโทษตายอยู่แล้ว 

6.อาจไม่มีใครทรยศแอนน์ แฟรงค์ ครอบครัวของแอนน์ถูกพบโดยบังเอิญในระหว่างการจับกุมผู้ฉ้อโกงคูปองปันส่วนอาหาร เป็นที่แน่ชัดแล้วว่าผู้ให้ความช่วยเหลือครอบครัวแฟงค์นั้นมีส่วนเกี่ยวข้องกับคูปองปันส่วนอาหารและการค้าในตลาดมืด เป็นไปได้ว่าตำรวจกำลังสืบหาความจริงของเรื่องนี้และบังเอิญตามเบาะแสไปจนพบที่ซ่อนของครอบครัวแฟรงค์เข้า 

References:

Researchers say they may have uncovered who betrayed Anne Frank’s family to Nazis –https://www.washingtonpost.com/world/2022/01/18/anne-frank-betrayed-investigation/ 

Scholars Doubt New Theory on Anne Frank’s Betrayalhttps://www.nytimes.com/2022/01/18/books/anne-frank-betrayal-arnold-van-den-bergh.html 

Historians bash ‘rubbish’ findings of investigation into Anne Frank betrayal –https://www.timesofisrael.com/historians-bash-rubbish-findings-of-investigation-into-anne-frank-betrayal/ 

Anne Frank betrayal suspect identified after 77 yearshttps://www.bbc.com/news/world-europe-60024228?xtor=AL-72-[partner]-[bbc.news.twitter]-[headline]-[news]-[bizdev]-[isapi]&at_custom2=twitter&at_medium=custom7&at_campaign=64&at_custom4=018D4126-7786-11EC-8128-6FFE4744363C&at_custom3=%40BBCWorld&at_custom1=[post%20type]&fbclid=IwAR14U2jON_GwSyU9Byu3XmzIcGp3mqHJ3SjH5htFwCsNzxCxv8pMtw1vvaI 
Anne Frank House official site –https://www.annefrank.org/

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...