โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

พระยาคทาธรบดี จากตำรวจขี่ม้าผู้งามสง่า สู่มหาดเล็กในรัชกาลที่ 6 ถวายงานจวบจนวันสวรรคต

ศิลปวัฒนธรรม

อัพเดต 21 ก.พ. เวลา 06.28 น. • เผยแพร่ 20 ก.พ. เวลา 18.26 น.
พระยาคทาธรบดี สีหราชบาลเมือง (เทียบ อัศวรักษ์)

พระยาคทาธรบดี (เทียบ อัศวรักษ์) จากตำรวจขี่ม้าผู้งามสง่า สู่มหาดเล็กในรัชกาลที่ 6 ถวายงานจวบจนวันสวรรคต

นอกจากเหนือจากเจ้าพระยารามราฆพ และพระยาอนิรุทธเทวาแล้ว มหาดเล็กที่รัชกาลที่ 6 โปรดปรานอีกคนหนึ่ง ตั้งแต่เมื่อครั้งยังไม่ได้เสด็จขึ้นครองราชย์ คือ พระยาคทาธรบดี สีหราชบาลเมือง (เทียบ อัศวรักษ์) ที่ถวายงานรับใช้ใกล้ชิดจวบจนวันสวรรคต

พระยาคทาธรบดีฯ มีชื่อว่า เทียบ เกิดเมื่อ พ.ศ. 2428 ในย่านเยาวราช บิดาชื่อ นายเทียม มารดาชื่อ นางพลับ โดยบิดาพื้นเพเดิมเป็นคนอยุธยา ย้ายเข้ามากรุงเทพฯ สมัครเข้าทำงานกับ พระเจ้าน้องยาเธอ กรมหลวงนเรศรวรฤทธิ์ เสนาบดีกระทรวงนครบาล ในสมัยต้นรัชกาลที่ 5 จนกระทั่งนายเทียมได้เป็น หลวงธุระการจำกัด มีหน้าที่พิทักษ์สันติราษฎร์ในย่านสำเพ็ง จึงได้ตั้งบ้านละแวกนั้น เป็นที่รู้จักกว้างขวางในหมู่คนไทยและคนจีน จนคนจีนในย่านนั้น เรียกนายเทียมว่า หมาต๋าเทียม เป็นนายตำรวจใหญ่ในสมัยนั้น

เมื่อนายเทียบมีอายุถึงกำหนดเรียน ได้เข้าเรียนที่โรงเรียนอัสสัมชัญ (หมายเลขประจำตัวคือ 9) กระทั่ง เมื่อมีการตั้งโรงเรียนราชวิทยาลัย (King’s College) นักเรียนอัสสัมชัญรุ่นนี้เกือบทั้งรุ่นได้ลาออกมาเป็นนักเรียนประจำของโรงเรียนราชวิทยาลัย

ในช่วงเวลานี้เอง นายเทียบได้คุ้นเคยกับม้าเนื่องจากผู้เป็นบิดาได้ฝึกสอนการขี่ม้า อันเป็นพาหนะสำคัญของตำรวจในยุคนั้น นอกจากนี้ นายปีเตอร์เอชั่น ลอร์สัน อธิบดีกรมนครบาลได้ช่วยฝึกสอนม้าให้นายเทียบเป็นพิเศษอีกด้วย

นายเทียบช่ำชองการขี่ม้า มีฝีมือไม่แพ้ใคร จึงนำม้าชื่อ “ทองแท้” เข้าแข่งขันขี่ม้าประเภทสมัครเล่น จนชนะได้ถ้วยพระราชทานจากรัชกาลที่ 5 กระทั่ง พ.ศ. 2447 จบการศึกษา ได้มาบรรจุเป็นรองสารวัตร ยศนายร้อยโท ประจำโรงพักนางเลิ้ง เมื่ออายุย่างเข้า 19 ปีเท่านั้น

คนของสมเด็จพระบรม

ร้อยโทเทียบเป็นคนรูปร่างใหญ่โต สง่าผ่าเผย เป็นนักกีฬา ช่ำชองการขี่ม้า และมีหน้าที่ขี่ม้านำขบวนหลวง เมื่อสมเด็จพระบรมโอรสาธิราช เจ้าฟ้ามหาวชิราวุธ สยามมกุฎราชกุมาร (รัชกาลที่ 6) ทอดพระเนตร “…เห็นร้อยโทเทียบ ขี่ม้าอย่างสง่ากว่านายตำรวจอื่น ๆ ของสมัยนั้น จึงรับสั่งให้พระยาบำเรอภักดิ์ (ณ มหาชัย) เป็นผู้นำร้อยโทเทียบมาถวายตัวเป็นมหาดเล็ก…”

เมื่อร้อยโทเทียบเข้ามาเป็น มหาดเล็ก ต้องทำทุกอย่างตามพระราชประสงค์ของสมเด็จพระบรมฯ เช่น มีราชพระประสงค์ให้ร้อยโทเทียบพูดภาษาอังกฤษให้คล่อง ร้อยโทเทียบก็ต้องฝึกพูดให้ได้ ทั้ง ๆ ที่ไม่เคยไปเรียนเมืองนอกเหมือนอย่างคนอื่น ๆ

หรือเมื่อมีพระราชประสงค์ให้ร้อยโทเทียบขับรถยนต์ให้ได้ ร้อยโทเทียบก็ต้องไปเรียนขับรถยนต์กับ พระเจ้าลูกยาเธอ กรมหมื่นราชบุรีดิเรกฤทธิ์ จนต่อมา “สมเด็จฝ่ายใน” คือ สมเด็จพระนางเจ้าเสาวภาผ่องศรี พระบรมราชินีนาถ และสมเด็จพระนางเจ้าสว่างวัฒนา พระบรมราชเทวี มีพระราชประสงค์เรียนขับรถยนต์ ดังนั้น สมเด็จพระบรมฯ จึงโปรดให้ร้อยโทเทียบเป็นผู้ถวายการฝึกสอนให้ทั้งสองพระองค์

เมื่อถวายการฝึกสอนแล้วเสร็จ ร้อยโทเทียบก็ได้รับของพระราชทาน สมเด็จพระนางเจ้าสว่างวัฒนา พระบรมราชเทวี พระราชทานเสื้อถักฝีพระหัตถ์หนึ่งตัว และสมเด็จพระนางเจ้าเสาวภาผ่องศรี พระบรมราชินีนาถ พระราชทานกางเกงแพร 7 ตัว (7 สี เป็นสีประจำวัน)

ร้อยโทเทียบถวายงานใกล้ชิดจนเป็นที่ไว้วางพระราชหฤทัยอย่างมาก ปฏิบัติงานในตำแหน่งจางวางรถพระที่นั่ง เป็นสารถีขับรถม้าและรถยนต์ประจำสมเด็จพระบรมฯ การได้รับมอบหมายหน้าที่สำคัญเช่นนี้ สะท้อนให้เห็นว่า ร้อยโทเทียบเป็นมหาดเล็กที่ใกล้ชิดมากคนหนึ่ง เป็นที่รู้จักทั้งฝ่ายหน้าฝ่ายใน จนรัชกาลที่ 5 รับสั่งเรียกว่า“นายเทียบ คนของลูกโต” (ลูกโตหมายถึงรัชกาลที่ 6) นอกจากนี้ โดยทั่วไปมีการเรียกร้อยโทเทียบกันจนติดปากว่า “คนของสมเด็จพระบรม”

ไม่เพียงเป็นมหาดเล็กขับรถพระที่นั่ง ทั้งรถยนต์และรถม้าเท่านั้น ร้อยโทเทียบยังเป็นมหาดเล็กที่ถวายงานรับใช้ตามเสด็จประพาสมณฑลต่าง ๆ และเป็นผู้รับบัญชาเกี่ยวกับหมายกำหนดการประพาส แต่ยังคอยถวายงานรับใช้อย่างใกล้ชิดและปฏิบัติตามพระราชประสงค์ของสมเด็จพระบรมฯ อยู่เสมอ

แกไปทางโลก ฉันไปทางธรรม

เมื่อ พ.ศ. 2447 สมเด็จพระบรมฯ จะทรงพระผนวช พระองค์มีพระราชประสงค์ให้ร้อยโทเทียบเป็นลูกศิษย์ประจำอยู่ที่วัดบวรฯ แต่ในปีนั้น หลวงธุระการจำกัด จัดการให้ร้อยโทเทียบแต่งงานกับ นางหลี จุลกะ ลูกสาวพระภาษีสมบัติ จนสมเด็จพระบรมฯ มีรับสั่งว่า“แกไปทางโลก ฉันไปทางธรรม” ร่วมทางกันไม่ได้

อย่างไรก็ตาม ร้อยโทเทียบก็ต้องไปเป็นมหาดเล็กคอยถวายงานรับใช้สมเด็จพระบรมฯ เกือบตลอดเวลาที่ทรงพระผนวชอยู่ จนแทบจะไม่มีเวลานอนบ้านเรือนหอซึ่งอยู่บริเวณคลองบางกอกน้อย เนื่องจากส่วนมากเมื่อถวายงานรับใช้เสร็จ กว่าจะกลับถึงบ้านประมาณตี 2-3 และต้องกลับไปวัดบวรฯ ตอนจะเสด็จออกบิณฑบาตในเช้าตรู่

ครั้นเมื่อสมเด็จพระบรมฯ เสด็จขึ้นครองราชย์แล้ว ร้อยโทเทียบได้รับพระมหากรุณาธิคุณ รัชกาลที่ 6 โปรดเกล้าฯ แต่งตั้งเป็น นายวรการบัญชา (ต่อมามียศพิเศษเป็น ร้อยเอก นายทหารพิเศษ) บังคับบัญชามหาดเล็กทุกคนตั้งแต่ห้องบรรทมจนถึงห้องเครื่อง รวมถึงการติดต่อราชการในวังหลวงก็ดี กับกระทรวงทบวงกรมต่าง ๆ ก็ดี ล้วนเป็นหน้าที่ของนายวรการบัญชาทั้งสิ้น

เนื่องจากบ้านของนายวรการบัญชาที่คลองบางกอกน้อยนั้นอยู่ไกล ไปมาไม่สะดวก รัชกาลที่ 6 จึงพระราชทานบ้านให้ใหม่ที่ตำบลบางกระบือ (ปัจจุบันอยู่ในเขตดุสิต) จนถึง พ.ศ. 2455 รัชกาลที่ 6 โปรดเกล้าฯ แต่งตั้งเป็น นายฉันท์ หุ้มแพร ปีต่อมา โปรดเกล้าฯ แต่งตั้งเป็น พระอัศวบดี อธิบดีกรมพระอัศวราช กำกับดูแลม้าหลวงทั้งหมด และได้รับพระราชทานบ้านใหม่ บริเวณราชตฤณมัยสมาคม ซึ่งยังได้สร้างโรงฝึกม้าและโรงเลี้ยงม้าไว้ที่นั่นอีกด้วย

ต่อมา เมื่อออกประกาศพระราชบัญญัตินามสกุล ก็ได้รับพระราชทานนามสกุล“อัศวรักษ์”

ปฏิบัติราชการ

เมื่อตั้งกรมพระอัศวราชแล้ว รัชกาลที่ 6 มีพระราชประสงค์จะจัดให้มีราชรถในพระราชพิธีอย่างต่างประเทศ จึงมีพระราชดำริให้พระอัศวบดีเดินทางไปออสเตรเลีย เพื่อหาซื้อม้าประมาณ 400 ตัว รวมถึงซื้อเครื่องรถม้าด้วย แต่เวลานั้นสงครามโลกครั้งที่ 1 กำลังปะทุ รัฐบาลอังกฤษที่อินเดียจึงบังคับซื้อม้าไว้เองทั้งหมด แล้วจ่ายเงินชดเชยให้สยามเพิ่มอีก 10%

ต่อมา รัชกาลที่ 6 โปรดเกล้าฯ แต่งตั้งเป็น พระยาอัศวบดี และ พระยาคทาธรบดี สีหราชบาลเมือง ตามลำดับ กลับเข้าไปประจำการในกรมตำรวจ ได้รับมอบหมายให้ไปปฏิบัติราชการภาคใต้ ในสำนักอุปราชภาคใต้ของ สมเด็จพระเจ้าน้องยาเธอ เจ้าฟ้ายุคลทิฆัมพร กรมขุนลพบุรีราเมศวร์

ส่วนชีวิตในพระราชสำนัก พระยาคทาธรบดีฯ มักจะร่วมเล่นละครพูดบทพระราชนิพนธ์ โดยรัชกาลที่ 6 ทรงจัดให้พระยาคทาธรบดีฯ แสดงเป็นตัวพระ ส่วนเจ้าพระยารามราฆพเป็นตัวนาง และเมื่อแข่งกีฬา เช่น คริกเกต พระยาคทาธรบดีฯ เป็นหัวหน้าทีมฝ่ายหนึ่ง เจ้าพระยารามราฆพ เป็นหัวหน้าทีมอีกฝ่ายหนึ่ง รวมถึงการซ้อมรบเสือป่าก็โปรดให้ทั้งสองคนเป็นแม่ทัพคนละฝ่ายเช่นเดียวกัน

ต่อมา ใน พ.ศ. 2465 ตำแหน่งสมุหเทศาภิบาล มณฑลราชบุรีว่างลง เสนาบดีกระทรวงมหาดไทยกราบบังคมทูลให้รัชกาลที่ 6 ทรงแต่งตั้ง พระยาคทาธรบดีฯ เป็นสมุหเทศาภิบาลมณฑลราชบุรี เพราะเหตุที่ว่า สมุหเทศาภิบาลมณฑลนี้จะต้องเป็นคนที่เคยถวายงานรับใช้ส่วนพระองค์มาก่อน มิฉะนั้นแล้วพวกมหาดเล็กที่ถวายงานอยู่นั้นจะต้องกราบบังคมทูลในข้อบกพร่องต่าง ๆ ของฝ่ายปกครอง ทั้งนี้ มณฑลราชบุรี เป็นมณฑลโปรดของรัชกาลที่ 6 ที่มักเสด็จพระราชดำเนินมาประทับนานถึง 5-6 เดือนของทุกปี เพื่อซ้อมรบเสือป่าที่ราชบุรี พักร้อนที่หาดเจ้าสำราญ และพระราชนิเวศน์มฤคทายวัน

จวบจนวันสวรรคต

พ.ศ. 2468 เป็นช่วงเวลาที่ยากลำบากที่สุดของพระยาคทาธรบดีฯ เนื่องจาก นางสุ่น ผู้เป็นยาย และ นางเปล่งศรี บุตรสาวคนโต เสียชีวิต นอกจากจะต้องจัดการธุระทางบ้านแล้ว ยังต้องถวายงานรับใช้รัชกาลที่ 6 อย่างสุดความสามารถ เนื่องจากพระองค์ประชวรหนัก โดยภายหลังจากจัดการศพยายและลูกสาวแล้ว พระยาคทาธรบดีฯ ต้องไปนอนเข้าเวรเฝ้าพระอาการ ครั้งหนึ่งเมื่อรัชกาลที่ 6 มีพระอาการดีขึ้น มีพระราชดำรัสสั่งให้พระยาคทาธรบดีฯ ถวายปลงพระมัสสุ (โกนหนวด) อีกด้วย

ในวันประสูติสมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าหญิง (เจ้าฟ้าเพชรรัตนราชสุดาฯ) เมื่อเสียงมโหรีปี่พาทย์แว่วขึ้น อันหมายถึงมีประสูติกาลพระราชธิดา รัชกาลที่ 6 ก็ทรงหันไปทางพระยาคทาธรบดีฯ ตรัสว่า“ดีแล้ว พวกเจ้าจะได้ไม่ต้องลำบาก” เมื่อเจ้าคุณพระประยุรวงศ์อุ้ม สมเด็จฯ เจ้าฟ้าหญิง มาเข้าเฝ้ารัชกาลที่ 6 ทอดพระเนตรแล้ว“หันพระพักตร์หนีพร้อมด้วยน้ำพระเนตรที่หลั่งไหลออกมาดังทำนบพัง”

มีบันทึกความรู้สึกของพระยาคทาธรบดีฯ ในวันนั้นว่า“ตั้งแต่เกิดมามิเคยได้เห็นภาพใดที่ประทับใจและนำความเศร้าสลดมาให้ท่านเท่าในวันนั้น ท่านเองร้องไห้เสียใจจนแทบจะขาดใจตาย เพราะท่านเองก็พึ่งสูญเสียบุตรีคนโตไปเมื่อไม่ถึง 10 วันมานี้เอง…”

ในวันต่อมา รัชกาลที่ 6 เสด็จสวรรคต พระยาคทาธรบดีฯ กลับบ้านด้วยน้ำตานองหน้า และไม่ได้กินหรือนอนมา 48 ชั่วโมง พอถึงบ้านก็บอกว่า“หัวขาดเสียแล้ว” หมายถึง“หัวที่แท้จริงของท่าน และไม่เคยที่จะมีหัวอื่นมาแทนอีกเลย”

บั้นปลาย

หลังเปลี่ยนรัชกาลใหม่ พระยาคทาธรบดีฯ ได้ลาออกจากราชการ แต่มิได้เดือนร้อนเรื่องเงินมากนัก เพราะค่าเช่าที่ในย่านเยาวราชนั้นสูงกว่าเงินเดือนหลายเท่า เมื่อเกิดวิกฤตเศรษฐกิจตกต่ำครั้งใหญ่ทั่วโลก พระยาคทาธรบดีฯ ปรารภว่า หากรัชกาลที่ 6 ยังมีพระชนม์อยู่ถึงช่วงเวลานั้น“ท่านจะสามารถแก้สถานการณ์ให้ดีเท่า ๆ กับหัวหน้ารัฐบาลฝ่ายต่างประเทศ เช่น ท่านรูสเวลส์”

บั้นปลายชีวิต พระยาคทาธรบดีฯ ยังทำกิจกรรมเกี่ยวกับม้าโดยเสมอ มักไปชมการแข่งม้าเป็นประจำ เนื่องจากเป็นผู้เชี่ยวชาญเรื่องม้า มีความรู้ความสามารถเรื่องม้ามากคนหนึ่งในประเทศ ผู้คนในวงการม้าต่างยกย่องท่านจนเป็นที่เคารพนับถือโดยทั่ว นอกจากนี้ ท่านยังทำหน้าที่เป็นผู้อำนวยการออกสลากกินแบ่งรัฐบาล กระทั่ง พระยาคทาธรบดีฯ เสียชีวิตในวันที่ 21 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2512

ช่วงวาระสุดท้าย พระยาคทาธรบดีฯ ได้กล่าวถึงรัชกาลที่ 6 ว่า

“ทรงเสด็จมารับสั่งเรียกแล้ว พ่อต้องไปละ”

อ่านเพิ่มเติม :

สำหรับผู้ชื่นชอบประวัติศาสตร์ ศิลปะ และวัฒนธรรม แง่มุมต่าง ๆ ทั้งอดีตและร่วมสมัย พลาดไม่ได้กับสิทธิพิเศษ เมื่อสมัครสมาชิกนิตยสารศิลปวัฒนธรรม 12 ฉบับ (1 ปี) ส่งความรู้ถึงบ้านแล้ววันนี้!! สมัครสมาชิกคลิกที่นี่

อ้างอิง :

ที่ระลึกในงานพระราชทานเพลิงศพ พลตำรวจตรี พระยาคทาธรบดีสีหาราชบาลเมือง (เทียบ อัศวรักษ์). (2512). พระนคร : บำรุงนุกูลกิจ.

เผยแพร่ในระบบออนไลน์ครั้งแรกเมื่อ 6 สิงหาคม 2563

อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : พระยาคทาธรบดี จากตำรวจขี่ม้าผู้งามสง่า สู่มหาดเล็กในรัชกาลที่ 6 ถวายงานจวบจนวันสวรรคต

ติดตามข่าวล่าสุดได้ทุกวัน ที่นี่
– Website : https://www.silpa-mag.com

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...