โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ข้าวโพดหวานลูกผสม พันธุ์ชัยนาท 86-1 ศูนย์วิจัยพืชไร่ชัยนาท

รักบ้านเกิด

อัพเดต 11 ต.ค. 2562 เวลา 03.43 น. • เผยแพร่ 11 ต.ค. 2562 เวลา 03.43 น. • รักบ้านเกิด.คอม

การปรับปรุงพันธุ์ข้าวโพดหวานลูกผสมพันธุ์ชัยนาท 86-1 จากการผสมระหว่างสายพันธุ์แท้ เบอร์ 75 กับสายพันธุ์แท้ เบอร์ 50 ผ่านการคัดเลือกพันธุ์ เปรียบเทียบพันธุ์ และประเมินผลผลิตตามขั้นตอนการปรับปรุงพันธุ์ ระหว่าง ปี 2548-2554 และได้รับการพิจารณาเป็นพันธุ์รับรองของกรมวิชาการเกษตร ใน

ล่าสุด กรมวิชาการเกษตร ได้พิจารณาประกาศให้ข้าวโพดหวานลูกผสมพันธุ์ชัยนาท 86-1 เป็นพันธุ์รับรองแล้ว
คุณอมรา ไตรศิริ ผู้อำนวยการศูนย์วิจัยพืชไร่ชัยนาท ได้บอกถึงลักษณะเด่นของข้าวโพดหวานลูกผสมพันธุ์ชัยนาท 86-1 คือให้ผลผลิตสูง ให้ผลผลิตฝักสดทั้งเปลือก 2,888 กิโลกรัม ต่อไร่ และผลผลิตฝักสดปอกเปลือก 1,939 กิโลกรัม ต่อไร่ มีอัตราแลกเนื้อ 40 เปอร์เซ็นต์ (สัดส่วนของน้ำหนักเมล็ดทั้งฝักต่อน้ำหนักฝักทั้งเปลือก)
นอกจากนี้ ยังปรับตัวได้ดีกับสภาพแวดล้อม ปลูกได้ทั่วไปทั้งเขตน้ำฝนและในพื้นที่ชลประทาน ทั้งก่อนฤดูการทำนาและหลังฤดูการทำนา ข้อควรระวัง หลีกเลี่ยงการปลูกในสภาพแวดล้อมที่เหมาะสมต่อการระบาดของโรคราน้ำค้างและโรคใบไหม้
 

การปลูกควรปลูกเป็นแถวเป็นแนว ซึ่งสามารถปลูกได้ 2 วิธี คือ
การปลูกแบบแถวเดี่ยว ระยะระหว่างแถว 75 เซนติเมตร ระยะระหว่างต้น 25-30 เซนติเมตร ปลูกหลุมละ 1 ต้น จำนวนต้นต่อไร่ ประมาณ 7,000-8,500 ต้น จะใช้เมล็ด ประมาณ 1.0-1.5 กิโลกรัม ต่อไร่
การปลูกแบบแถวคู่ มีการยกร่องสูง ระยะระหว่างร่อง 120 เซนติเมตร ปลูกเป็น 2 แถวข้างร่อง ระยะห่างกัน 30 เซนติเมตร ระยะระหว่างต้น 25-30 เซนติเมตร 1 ต้น ต่อหลุม จะมีจำนวนต้น ประมาณ 7,000-8,500 ต้น ต่อไร่ และใช้เมล็ด ประมาณ 1.0-1.5 กิโลกรัม ต่อไร่
 

การให้น้ำจะปล่อยน้ำตามร่อง ซึ่งเป็นวิธีที่สะดวกดี โดยระยะที่ข้าวโพดหวานขาดน้ำไม่ได้คือ ระยะ 7 วันแรกหลังปลูก เป็นระยะที่ข้าวโพดกำลังงอก ถ้าข้าวโพดหวานขาดน้ำช่วงนี้จะทำให้การงอกไม่ดี จำนวนต้นต่อพื้นที่ก็จะน้อยลง จะทำให้ผลผลิตลดลงไปด้วย
ระยะที่ขาดน้ำไม่ได้อีกช่วงหนึ่ง คือ ระยะออกดอก การขาดน้ำในช่วงนี้จะมีผลทำให้การผสมเกสรไม่สมบูรณ์ การติดเมล็ดจะไม่ดี ติดเมล็ดไม่เต็มถึงปลายหรือติดเมล็ดเป็นบางส่วน ซึ่งฝักที่ได้จะขายได้ราคาต่ำ
โดยปกติถ้าเป็นพื้นที่ที่สามารถให้น้ำได้ควรให้น้ำทุก3-5 วัน ขึ้นกับสภาพต้นข้าวโพดและสภาพอากาศ แต่ช่วงที่ควรให้น้ำถี่ขึ้นคือ ช่วงที่ข้าวโพดกำลังงอกและช่วงออกดอก
ปุ๋ยเป็นสิ่งจำเป็นสำหรับการปลูกข้าวโพดหวานเพราะปัจจุบันพื้นที่การเกษตรของประเทศไทยเป็นพื้นที่ที่มีการปลูกพืชติดต่อกันเป็นระยะเวลานาน ทำให้ความอุดมสมบูรณ์ของดินลดลง จึงควรใส่ธาตุอาหารพืช (ปุ๋ย) เพิ่มเติมลงในดิน

การใส่ปุ๋ยในข้าวโพดหวาน มีขั้นตอนดังนี้
การใส่ปุ๋ยรองพื้น สูตรปุ๋ยที่แนะนำ คือ 15-15-15 หรือ 25-7-7 หรือ 16-16-8 อัตรา 50 กิโลกรัม ต่อไร่ ใส่พร้อมปลูกหรือใส่ขณะเตรียมดิน
ถ้าปลูกด้วยมือ ควรหยอดปุ๋ยที่ก้นหลุมแล้วกลบดินบางๆ ก่อนหยอดเมล็ด ไม่ควรให้ปุ๋ยสัมผัสกับเมล็ดโดยตรง เพราะอาจทำให้เมล็ดเน่าได้
การใส่ปุ๋ยแต่งหน้า ครั้งที่ 1 สูตรปุ๋ยที่แนะนำคือ 46-0-0 (ยูเรีย) อัตรา 25-30 กิโลกรัม ต่อไร่ ใส่เมื่อข้าวโพดมีอายุ 20-25 วัน หลังปลูก โรยข้างต้นในขณะดินมีความชื้นหรือให้น้ำตาม หรือพูนโคนกลบปุ๋ยก็จะเป็นการกำจัดวัชพืชไปในตัว
การใส่ปุ๋ยแต่งหน้า ครั้งที่ 2 เมื่อข้าวโพดมีอายุ 40-45 วัน หลังปลูก ถ้าแสดงอาการเหลืองหรือไม่สมบูรณ์ ให้ใส่ปุ๋ยยูเรีย (46-0-0) อัตรา 25 กิโลกรัม ต่อไร่ โรยข้างต้นในขณะดินมีความชื้นหรือให้น้ำตาม
 

วิธีการกำจัดวัชพืช สามารถทำได้ดังนี้การฉีดยาคุมวัชพืช ใช้สารอะลาคลอร์ ฉีดพ่นลงดินหลังจากปลูกก่อนที่วัชพืชจะงอก ขณะฉีดพ่นดินควรมีความชื้นเพื่อทำให้ยามีประสิทธิภาพดีขึ้น ใช้วิธีการเขตกรรม
ถ้าหากจำเป็นต้องใช้สารเคมี ควรได้รับคำแนะนำจากนักวิชาการที่เกี่ยวข้อง หรือเจ้าหน้าที่โรงงานผู้ส่งเสริมการปลูก
ปัจจุบันพันธุ์ข้าวโพดหวานเกือบทุกพันธุ์ที่ขายในประเทศไทยเป็นพันธุ์ที่ไม่ต้านทานโรคราน้ำค้างตั้งแต่พันธุ์ไฮ-บริกซ์ 10 และ ไฮ-บริกซ์ 3 จนถึงพันธ์ล่าสุดไฮ-บริกซ์ 9 ซึ่งทุกพันธุ์ได้ผ่านการคลุกยาป้องกันโรคราน้ำค้าง (ยาเมทาแลกซิล) ในอัตรายาที่เหมาะสม เมื่อปลูกแล้วจะไม่พบว่าเป็นโรค แต่การปลูกที่ผิดวิธีก็อาจเป็นสาเหตุให้เป็นโรคราน้ำค้างได้

อีกความเชื่อคือปล่อยน้ำท่วมขังแปลงหลังปลูก เกษตรกรบางรายเมื่อปลูกเสร็จจะปล่อยน้ำท่วมแปลงปลูกหรือปล่อยน้ำท่วมร่องปลูก ซึ่งน้ำจะท่วมขังอยู่เป็นเวลานานกว่าจะซึมลงดินหมด เมล็ดจะแช่อยู่ในน้ำเป็นเวลานาน ยาป้องกันโรคราน้ำค้างที่เคลือบเมล็ดอยู่จะละลายหายไปกับน้ำ ทำให้ต้นอ่อนที่งอกขึ้นมาไม่ได้รับยาป้องกันโรคราน้ำค้าง จึงแสดงอาการเป็นโรคให้เห็น
วิธีแก้ไข คือให้น้ำในแปลงก่อนการปลูกและรอให้ดินมีความชื้น เหมาะกับการงอกของเมล็ด จึงทำการปลูก ยาที่เคลือบเมล็ดจะไม่ละลายหลุดไปกับน้ำ ต้นอ่อนที่งอกออกมาจึงได้รับยาอย่างเต็มที่และไม่เป็นโรคราน้ำค้าง

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...