วุฒิภูมิ จุฬางกูร ดัน “นกแอร์” สู่พรีเมี่ยมแอร์ไลน์
สัมภาษณ์
กลางปี 2564 ที่ผ่านมา สายการบิน “นกแอร์” ได้ยื่นแผนฟื้นฟูกิจการ 5 ปีต่อเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ โดยที่ประชุมมีมติยอมรับแผนฟื้นฟูกิจการจากเจ้าหนี้ถึง 76.72%
แผนดังกล่าวจึงนับเป็นอีกก้าวสำคัญของนกแอร์ ท่ามกลางสถานการณ์ที่ยังไม่ปกติของอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวและธุรกิจการบิน
“ประชาชาติธุรกิจ” ได้สัมภาษณ์ “ดร.วุฒิภูมิ จุฬางกูร” ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท สายการบินนกแอร์ จำกัด (มหาชน) ถึงทิศทาง นโยบาย และเป้าหมายการดำเนินงาน รวมถึงภาพรวมและแนวโน้มของธุรกิจการบินของไทยไว้ดังนี้
มั่นใจธุรกิจการบินฟื้นตัว
“ดร.วุฒิภูมิ” บอกว่า หลังการผ่อนคลายมาตรการการเดินทางเข้าประเทศเมื่อวันที่ 1 มิถุนายน 2565 คาดว่าสถานการณ์ภาคการท่องเที่ยวและอุตสาหกรรมการบินของไทยจะฟื้นตัวดีขึ้น เนื่องจากมีนักท่องเที่ยวต่างชาติเดินทางเข้าประเทศไทยเพิ่มมากขึ้น ทำให้เกิดการลงทุนและการจ้างงานในอุตสาหกรรม
โดยประเมินว่านักท่องเที่ยวที่เข้ามาในช่วงครึ่งปีหลังนี้เป็นนักท่องเที่ยวชาวอินเดียเป็นส่วนใหญ่ และนักท่องเที่ยวอินเดียที่เดินทางเข้ามาประเทศไทย เลือกเดินทางไปยังพื้นที่พัทยา ภูเก็ต ซึ่งพบว่าหลายภาคส่วนมีการจัดแคมเปญเพื่อดึงดูดนักท่องเที่ยวกลุ่มดังกล่าวแล้ว
“มาตรการกระตุ้นการท่องเที่ยวที่ทางภาครัฐ ซึ่งรวมไปถึงการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) จัดขึ้นจะช่วยส่งเสริมให้นักท่องเที่ยวออกเดินทางมากขึ้น และยังคงเป็นปัจจัยบวกของอุตสาหกรรมการบินในครึ่งปีหลังนี้”
อย่างไรก็ตาม ราคาน้ำมันที่ปรับตัวสูงขึ้น รวมถึงอัตราเงินเฟ้อที่ดีดตัวสูง และค่าเงินบาทที่อ่อนค่า ส่งผลกระทบต่ออุตสาหกรรมการบิน และเป็นปัจจัยลบสำคัญในช่วงครึ่งปีหลังนี้
เพิ่มความถี่-รุกเมืองรอง
สำหรับนกแอร์นั้น “ดร.วุฒิภูมิ” บอกว่า ยังมีแผนเชิงรุกอย่างต่อเนื่อง โดยตั้งแต่เดือนมิถุนายนนี้เป็นต้นไป มีแผนเพิ่มความถี่เที่ยวบินเส้นทางภายในประเทศให้มีปริมาณมากขึ้น โฟกัสกับสนามบินหัวเมืองใหญ่ และจะมีเที่ยวบินที่ออกเดินทางช่วงดึกมากขึ้น
ขณะที่ในส่วนของเส้นทางบินข้ามภาค ปัจจุบันได้ขยายแล้วหลายเส้นทาง เช่น ภูเก็ต-อุบลราชธานี, อุบลราชธานี-เชียงใหม่ เป็นต้น
และในอนาคตสายการบินนกแอร์ยังเตรียมขยายเส้นทางบินไปต่างประเทศด้วย เช่น นครโฮจิมินห์ ประเทศเวียดนาม, ย่างกุ้ง ประเทศเมียนมา ฯลฯ ซึ่งอาจเริ่มทำการบินตั้งแต่ช่วงเดือนกรกฎาคม-สิงหาคมนี้ และขยายเส้นทางสู่ภูมิภาคเอเชียใต้ อาทิ อินเดีย ในช่วงไตรมาส 4 ในปีนี้
นอกจากนี้ ในส่วนของท่าอากาศยานนครราชสีมานั้น “นกแอร์” วางแผนเชื่อมโยงเส้นทางบินกรุงเทพฯ (ดอนเมือง) สู่นครราชสีมา-เชียงใหม่ และเชียงใหม่-นครราชสีมา-กรุงเทพฯ (ดอนเมือง)
ซึ่งหากสามารถเปิดบินได้จริง คาดว่าจะใช้เครื่องบินประเภท Q400 และหากได้รับการตอบรับที่ดีอาจใช้เครื่องบินโบอิ้ง 737-800 บินแทน
อย่างไรก็ตาม สายการบินได้ยื่นขอรับการสนับสนุนจากภาครัฐเพื่อสนับสนุนการเปิดเส้นทางบินดังกล่าวแล้ว ขณะนี้ยังรอการตอบกลับจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง
เตรียมรับมือสงครามราคาตั๋ว
“ดร.วุฒิภูมิ” ยังประเมินภาพรวมของอุตสาหกรรมการบินในช่วงครึ่งปีหลังนี้ด้วยว่า คาดว่าการแข่งขันระหว่างสายการบินยังคงดุเดือด และเกิดสงครามราคาขึ้นเช่นเดิม ซึ่งประเด็นนี้สายการบินแต่ละแห่งต้องหามาตรการรับมือให้ดี เพื่อให้ธุรกิจอยู่รอดได้นานมากที่สุดจนกว่าภาคการท่องเที่ยวจะฟื้นตัวอย่างเต็มที่
“ส่วนตัวมองว่ากลยุทธ์ราคาส่งผลเสียต่ออุตสาหกรรมการบินโดยรวม อีกทั้งอาจส่งผลให้เกิดผลกระทบกับผู้โดยสาร เช่น การยกเลิกเที่ยวบิน” วุฒิภูมิกล่าว
พร้อมให้ข้อมูลว่า ปัจจุบันรัฐมีการกำหนดเพดานราคาบัตรโดยสาร แต่ไม่มีการกำหนดราคาขั้นต่ำ จึงเสนอว่าหน่วยงานที่เกี่ยวข้องควรเข้ามากำกับดูแล เพื่อป้องกันปัญหาที่อาจตามมา เช่น การลดคุณภาพการให้บริการ ซึ่งส่งผลเสียต่ออุตสาหกรรมการท่องเที่ยวในภาพรวม
สำหรับนกแอร์นั้นมีแผนรับมือโดยการเตรียมขยายธุรกิจอื่น ๆ หรือโปรเจ็กต์ที่สร้างรายได้นอกเหนือจากการหารายได้จากการขนส่งผู้โดยสารและการขนส่งสินค้า (คาร์โก้) ที่ยังคงเป็นธุรกิจหลักของบริษัท พร้อมกับพัฒนา soft skills ให้กับพนักงานเพิ่มมากขึ้น
เตรียมรับเครื่องใหม่ 6 ลำ
“ดร.วุฒิภูมิ” อัพเดตด้วยว่า ปัจจุบันสายการบินนกแอร์มีเครื่องบินในฝูงบินทั้งสิ้น 17 ลำ แบ่งเป็นเครื่องบินแบบโบอิ้ง 737-800 จำนวน 14 ลำ เครื่องบินแบบ Q400 จำนวน 3 ลำ และมีอัตราการใช้ประโยชน์ของเครื่องบิน (aircraft utilization) อยู่ที่ประมาณ 7 ชั่วโมง ซึ่งยังน้อยกว่าช่วงก่อนหน้าการแพร่ระบาดของไวรัสโควิดที่ใช้อยู่ที่ 11-12 ชั่วโมง
และมีอัตราการบรรทุกผู้โดยสารเฉลี่ย 85% ขณะที่เส้นทางเบตง (นราธิวาส) มีอัตราบรรทุกผู้โดยสารเฉลี่ย 90% อย่างไรก็ตาม คาดว่าเส้นทางดังกล่าวจะยังขาดทุนต่อเนื่อง (อ่านต่อในล้อมกรอบ)
“เดิมสายการบินนกแอร์มีเครื่องบิน Q400 อยู่ทั้งหมด 8 ลำ เมื่อบริษัทเข้าสู่แผนฟื้นฟูกิจการ จึงพิจารณาคืนเครื่องบินไป 5 ลำ ซึ่งเป็นแผนก่อนการเกิดเส้นทางกรุงเทพฯ (ดอนเมือง)-เบตง ส่วนปีนี้นกแอร์มีแผนรับมอบเครื่องบินใหม่ โบอิ้ง 737-800 จำนวน 6 ลำเข้ามารองรับการฟื้นตัวของอุตสาหกรรมการบินตั้งแต่ช่วงปลายปีนี้เป็นต้นไป”
พร้อมก้าวสู่พรีเมี่ยมแอร์ไลน์
“ดร.วุฒิภูมิ” ให้สัมภาษณ์เพิ่มเติมอีกว่า หลังจากสายการบินนกแอร์ประกาศแผน repositioning จาก “โลว์คอสต์แอร์ไลน์” สู่ “พรีเมี่ยมแอร์ไลน์” ไปเมื่อสิงหาคม 2564 ปัจจุบันนกแอร์ยังเดินหน้าต่อเนื่อง โดยเตรียมเปิดให้บริการห้องพักรับรองผู้โดยสาร (lounge) ที่ท่าอากาศยานดอนเมือง ในช่วงไตรมาส 4 ในปีนี้
และในอนาคตจะกลับมาให้บริการน้ำดื่มบนเครื่องบินอีกครั้ง โดยเบื้องต้นต้องรอสถานการณ์โรคระบาดคลี่คลาย และสำนักงานการบินพลเรือนแห่งประเทศไทย (กพท.) อนุญาตให้กลับมาให้บริการอาหารและเครื่องดื่มบนเที่ยวบินเสียก่อน
ไม่เพียงเท่านี้ “นกแอร์” ยังอยู่ระหว่างการพิจารณากลับมาให้บริการเสิร์ฟกาแฟจากสตาร์บัคส์ บนเที่ยวบินสำหรับผู้โดยสารที่สำรองที่นั่ง Nok Premium Seat และบริการเสิร์ฟขนมบนเที่ยวบินให้ผู้โดยสารที่สำรองบัตรโดยสาร Nok Extra
นอกจากนี้ ยังมีแผนพัฒนาระบบจองตั๋วรูปแบบใหม่ เพื่อรองรับสังคมผู้สูงวัยให้สามารถจองบัตรโดยสารได้สะดวกและง่ายมากขึ้น ผสานกับช่องทางการขายบัตรโดยสารที่มีอยู่ เช่น การซื้อบัตรโดยสารที่ร้านหนังสือซีเอ็ด ซึ่งเป็นการนำศักยภาพของพันธมิตรและผู้ถือหุ้นเข้ามาผสานกับธุรกิจสายการบิน
อย่างไรก็ตาม สิ่งสำคัญที่สุดคือ อยากให้หน่วยงานรัฐที่เกี่ยวข้องมองว่าอุตสาหกรรมการบินเป็นหนึ่งในฟันเฟืองขับเคลื่อนอุตสาหกรรมการท่องเที่ยว จำเป็นต้องมีแผนระยะสั้น ระยะกลาง และระยะยาว เพื่อสนับสนุนให้อุตสาหกรรมเบตงได้อย่างยั่งยืน