ทำความรู้จัก “ถ้ำเล สเตโกดอน” จ.สตูล ตื่นตาความงาม เรียนรู้ซากฟอสซิลหลากชนิด
เมื่อวันที่ 11 ธันวาคม 2565 นายไพรัช สุขงาม ผู้อำนวยการการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย สำนักงานสตูล ลงพื้นที่ชมความงามภายใน “ถ้ำเล สเตโกดอน” อยู่ในพื้นที่ บ้านคีรีวง ต.ทุ่งหว้า อ.ทุ่งหว้า จ.สตูล โดยทริปนี้ได้ลงไปโปรโมทการท่องเที่ยว กระตุ้นด้านเศษฐ์กิจ ให้มีเม็ดเงินรายได้สะพัด โดยเป็นการท่องเที่ยวแบบบนฝั่ง แต่ได้สัมผัสสายน้ำ
ภายในถ้ำที่เป็นสถานที่ท่องเที่ยวอยู่ในพื้นที่ของอุทยานธรณีโลก พร้อมกับให้การตอนรับกลุ่มนักท่องเที่ยว กลุ่ในนักท่องเที่ยวชาวไทย ที่เดินทางมาจากต่างจังหวัด มาเที่ยวเป็นทริปครอบครัว และกลุ่มนักท่องเที่ยวจากประเทศเพื่อนบ้าน อย่างประเทศมาเลเซีย ที่เดินทางเข้ามาเที่ยวล่องเรือพายคายัค ลอดถ้ำเล สเตโกดอน ชมความสวยงามภายในถ้ำ กลายเป็นสีสันในช่วงนี้อย่างคึกคัก
นายไพรัช เปิดเผยว่า ในช่วงกลางเดือนธันวาคม จนไปสิ้นปี 2565 พบกลุ่มนักท่องเที่ยวทยอยเดินทางเข้ามาเที่ยวในจังหวัดสตูล กันแล้ว ส่วนใหญ่จะเลือกเที่ยวอยู่ 2 เส้นทางหลักคือ เที่ยวในพื้นที่ทางทะเล มุ่งตรงไปยังเกาะหลีเป๊ะ ที่เป็นอันซีนของจังหวัด และประเทศไทย และ เส้นทางที่ 2 คือเที่ยวบนบก บนฝั่ง และจุดแหล่งท่องเที่ยวที่กำลังได้รับความนิยมอยู่ในขณะนี้ คือ “ถ้ำเล สเตโกดอน” กับการล่องเรือพจญภัยในถ้ำ ล่องเรือพายคายัคยาวถึง 4 กิโลฯ ชมความสวยงาม ภายใน
ส่วนไฮไลท์นภายในถ้ำ จะมีหินงอกหินย้อยเป็นรูปสัตว์ต่าง ๆ นานา ตามความคิด มีหินงอกหินย้อยมีหยดน้ำไหลลงมา พร้อมกับมีแสงระยิบระยับ และสิ่งที่น่าตื่นตาตื่นใจ พบปูเขาหินปูนทุ่งหว้า ที่อาศัยอยู่บนเพดาของหินอยู่สูง ช่วงพายเรือลอดถ้ำ จะหาดูได้ยาก และพบสิ่งมีชีวิตอีกอย่างคือ แมงมุมพเนจรเกาะอยู่ข้างหินปูน และ จิ้งโก่งถ้ำ ขณะที่ทางออกก่อนปลายอุโมงค์รูปหัวใจ พบฟอสซิลนอติลอย หรือปลาหมึกโบราณ และแอมโมไนท คล้ายตัวหอยโบราณ
นายไพรัช กล่าวเพิ่มเติมว่า ในช่วงนี้จะมีนักท่องเที่ยวคนไทยในต่างจังหวัดที่หันมาเที่ยวก่อนสิ้นปีใหม่ เพราะส่วนใหญ่ไม่อยากที่จะเลือกการเดินทางในช่วงผู้คนพลุกพลาน เพื่อเป็นการลดความเสี่ยงติดเชื้อโควิด – 19 ได้ จะเป็นการเที่ยวแบบครอบครัว รวมทั้งถ้ำแห่งนี้ยังมีกลุ่มนักท่องเที่ยวจากประเทศมาเลเซีย เข้ามาเที่ยวชมความงามเช่นกัน จึงดูคึกคักเป็นพิเศษในช่วงเดือนธันวาคมยาวไปจนเดือนมกราคม และเริ่มถูกจับจองที่พัก โฮมเสตชุมชน เพื่อเข้าชมภายในถ้ำ
สำหรับ ถ้ำเล สเตโกดอน อยู่ในเทือกเขาหินปูนทอดยาวมีลักษณะคล้ายอุโมงค์ใต้ภูเขา ภายในถ้ำมีลักษณะคดเคี้ยวมีระยะทางจากปากถ้ำจนถึงทางออก ประมาณ 4 กิโลเมตร สิ่งที่โดดเด่นของถ้ำแห่งนี้ ที่สำคัญคือการพบซากดึกดำบรรพ์ของช้าง และ แรดสมัยไพลสโตซีน โดยเฉพาะอย่างยิ่งช้าง สกุล สเตโกดอน ซึ่งเป็นที่มาของการเรียกชื่อถ้ำแห่งนี้ว่า “ถ้ำเล สเตโกดอน” ซากดึกดำบรรพ์ ดังกล่าวเป็นซากกระดูกขากรรไกรพร้อมฟันกราม ซี่ที่ 2 และ 3 ด้านล่างขวาของช้างดึกดำบรรพ์
เชื่อกันว่าการพบเจอฟันกรามช้างสกุล สเตโกดอน เป็นจุดกำเนิดเรื่องราวการศึกษาค้นคว้าทางธรณีวิทยาในจังหวัดสตูล โดยใช้การบูรณาการทุกภาคส่วน ทุกฝ่ายเห็นประโยชน์ที่จะเกิดท้องถิ่นและประเทศชาติร่วมกัน อาทิ หน่วยงานในจังหวัดสตูล, กรมทรัพยากรธรณี, สถาบันวิจัยไม้กลายเป็นหินฯ, กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา, กรมการท่องเที่ยว, การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.), และภาคส่วนจากชุมชนท้องถิ่นในเขตอุทยานธรณีสตูล
จนเกิดการจัดตั้งอุทยานธรณีสตูลขึ้นเพื่อผลักดันให้เป็นสมาชิกอุทยานธรณีโลกต่อไป พอออกจากถ้ำจะต้องนั่งเรือ 30 นาที นักท่องเที่ยวจะได้สัมผัสกับป่าชายเลน โดยการต่อเรือไปขึ้นบกที่ท่าเรือท่าอ้อย ด้วยระยะทางประมาณ 4 กิโลเมตร โดยน้ำในถ้ำจะได้รับอิทธิพลจากน้ำในลำธารและน้ำทะเลขึ้นลงเป็นประจำทุกวัน
การท่องเที่ยวภายในถ้ำจะต้องพายเรือลอดถ้ำ และต้องพิจารณาระดับน้ำในถ้ำแต่ละวันด้วย แต่สามารถเข้าถ้ำได้ตลอดทุกฤดูกาล การท่องเที่ยวจะต้องติดต่อที่องค์การบริหารส่วนตำบลทุ่งหว้าล่วงหน้า เนื่องจากอุทยานธรณีสตูลจะเน้นการท่องเที่ยวเพื่อการเรียนรู้ นักท่องเที่ยวสามารถชมพิพิธภัณฑ์ทางธรณีก่อนเข้าถ้ำได้
ขณะเดียวกันจะมีมาตรการความปลอดภัยที่เข้มงวด และจำกัดจำนวนนักท่องเที่ยว โดยเน้นการท่องเที่ยวเชิงคุณภาพเพื่อรักษาทรัพยากรธรรมชาติให้คงอยู่ตลอดไป