PTTEP ยังน่าจับตา? แม้จากต้นปีราคาปรับลง 21% นักวิเคราะห์ยังแท็กทีมเชียร์ “ซื้อ” มองราคาหุ้นอยู่โซนต่ำ-ปันผลสูง 8.7%
ในช่วงที่ผ่านมาราคาหุ้นของ บริษัท ปตท.สำรวจและผลิตปิโตรเลียม จำกัด (มหาชน) หรือ PTTEP ปรับตัวลดลงต่อเนื่อง โดยวันที่ 2 พ.ค.68 ราคาหุ้นปิดตลาดที่ระดับ 97.50 บาท ลดลง 21.69% จากระดับ 124.50 บาท เมื่อวันที่ 2 ม.ค. 68 ซึ่งอาจทำให้นักลงทุนเกิดคำถามว่าราคาหุ้น PTTEP ที่ปรับตัวลดลงเป็นโอกาสในการเข้าลงทุนหรือไม่ และแนวโน้มการดำเนินงานในระยะถัดไปจะเป็นอย่างไร Wealthy Thai จึงมีมุมมองที่น่าสนใจมาฝาก
โดยนักวิเคราะห์มีมุมมองไปในทิศทางเดียวกัน คือ แนะนำ “ซื้อ” หุ้น PTTEP มองว่าราคาหุ้นอยู่ในโซนต่ำ อีกทั้งมีฐานะการเงินแข็งแกร่ง ทำให้คาดว่าจะมีการจ่ายเงินปันผลสูงถึง 8.7% และยังสามารถทำกำไรเหนือกว่าช่วง Pre-COVID ได้อย่างต่อเนื่อง
บทวิเคราะห์จากบริษัทหลักทรัพย์ แลนด์ แอนด์ เฮ้าส์ จำกัด (มหาชน) ระบุว่า แนะนำ “ซื้อ” PTTEP พร้อมให้ราคาเป้าหมายที่ 137.00 บาท แม้แนวโน้มกำไรระยะสั้นอาจลดลงตามราคาดูไบ แต่คาดปริมาณขายที่เติบโต +3% CAGR จะช่วยสนับสนุนการเติบโตระยะยาว ประกอบกับฐานะการเงินแข็งแกร่งมาก ทำให้คาดจ่ายเงินปันผลที่สูงและน่าสนใจ 8.7% ราคาหุ้นปัจจุบันที่ลดลงต่ำกว่ามูลค่าบัญชี เทียบกับ ROE 12% สะท้อนราคาดูไบที่ลดลงแล้ว
ทั้งนี้ คาดราคาน้ำมันดิบดูไบเคลื่อนไหวอยู่ในช่วง 65-75 ดอลลาร์บาร์เรล ลดลง 12% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน จากปริมาณการผลิตน้ำมันปีนี้ที่เพิ่มขึ้น 1.6 ล้านบาร์เรลต่อวัน สูงกว่าเมื่อเทียบกับความต้องการใช้ที่เพิ่มขึ้น 1.0 จากการผลิตนอกกลุ่ม OPEC+ โดยเฉพาะในทวีปอเมริกาและต้องติดตามการลดการผลิตโดยสมัครใจของ OPEC+
อย่างไรก็ตาม PTTEP ไม่คิดว่าราคาดูไบจะลงแรงไปกว่านี้ เนื่องจากต้นทุนผลิต Shale oil ของสหรัฐฯ อยู่ที่ราว $60/บาร์เรล ซึ่งสูงกว่าในอดีตที่ $40 ทำให้อาจเผชิญภาวะขาดทุน
นอกจากนี้ PTTEP ได้ยืนยันถึงบทบาทของการสร้างความมั่นคงด้านพลังงานให้ประเทศและการเติบโตระยะยาวผ่านการเพิ่มปริมาณผลิตระยะยาว +2-3% CAGR ในสิบปีข้างหน้าผ่านการรักษาปริมาณผลิตของแหล่งในประเทศ สำรวจและขุดเจาะแหล่งใหม่ในประเทศเป้าหมายทั้งมาเลเซีย ตะวันออกกลาง และแอฟริกา รวมถึงดีล M&A ใหม่ในประเทศที่เชี่ยวชาญ ทำให้ต้องตั้งงบลงทุนใหม่ไว้สูงเฉลี่ย $4.2b/ปี จึงมองว่ายังไม่ใช่เวลาเหมาะสมในการใช้เงินเพื่อซื้อหุ้นคืนในช่วงนี้
ทั้งนี้ PTTEP อยู่ระหว่างพัฒนาโครงการที่สำคัญได้แก่ 1) ตั้งเป้า FID สิ้นปีนี้ในโครงการ Cluster มาเลเซีย (SK405B, 417, 438, 410B) ปัจจุบันอยู่ระหว่างขุดเจาะหลุมสำรวจเพื่อประเมินศักยภาพ, 2) ตั้งเป้า Re-engineering process ของแหล่ง Lang Lebah ให้แล้วเสร็จสิ้นปีนี้, 3) คาดเริ่มผลิตของแหล่งกาชาได้สิ้นปีนี้ที่ 340 MMSCFD และ 4) โครงการโมซัมบิกได้รับอนุมัติ Project finance แล้ว อยู่ระหว่างเตรียมการกลับเข้าไปก่อสร้าง
สำหรับแนวโน้มไตรมาส 2/68 อ่อนลง โดย PTTEP ได้ให้แนวโน้มธุรกิจไตรมาส 2/68 ปริมาณขาย 500-505 พันบาร์เรล (+3% จากไตรมาสก่อน) จากการหยุดซ่อมลดลง การซื้อสัดส่วนโครงการสินภูฮ่อม และการเพิ่มการผลิตของแหล่งอาทิตย์ ราคาก๊าซ $5.8/MMBTU (-3% จากไตรมาสก่อน) ลดลงตามแนวโน้มราคาน้ำมันราคาดูไบล่าสุด $68/บาร์เรล -11% ตั้งแต่วันเริ่มต้นของไตรมาสจนถึงปัจจุบัน และต้นทุนผลิต $30/BOE ลดลงจากไตรมาสก่อน แต่เพิ่มขึ้นจากช่วงเดียวกันของปีก่อน ทำให้คาดการณ์ในเบื้องต้นว่ากำไรไตรมาส 2/68 จะลดลงราว -5-10% จากไตรมาสก่อน
ด้าน บริษัทหลักทรัพย์ กรุงศรี จำกัด (มหาชน) ให้คำแนะนำ “ซื้อ” PTTEP พร้อมให้ราคาเป้าหมายที่ 128.00 บาท มองการเน้นหาแหล่งผลิตใหม่ในภูมิภาคที่บริษัทมีความเชี่ยวชาญและมี strategic partner ที่เป็น E&P ชั้นนำอย่างแหล่งในอ่าวไทย/เมียนม่า/ มาเลเซีย/ ตะวันออกกลางจะหนุนให้ ROE และการสร้างกระแสเงินสดมีความมั่นคง
รวมถึงโครงสร้างรายได้กว่า 70% มีสูตรราคาไม่ผันผวน ทำให้ความเสี่ยงขา downside ไม่รุนแรงเท่ากลุ่ม คงมุมมองบริษัทสามารถทำกำไรได้เหนือกว่าช่วง Pre-COVID ต่อเนื่อง ในขณะที่ valuation ต่ำกว่า รวมถึงยังอาจมี upside หาก OPEC+ ปรับลดแผนการผลิตน้ำมันดิบและsupply น้ำมันดิบ U.S. ลดลง ส่งให้ราคาน้ำมันดิบสูงกว่าคาด