มอร์นิ่งสตาร์ เล็งหั่น จีดีพีสหรัฐฯ ลง 0.5% ต่อปี ในปี 68-69
มอร์นิ่งสตาร์ เตรียมหั่น จีดีพีสหรัฐฯ ปี 2025 และ 2026 ลงประมาณ 0.5% ต่อปี มองเศรษฐกิจปีหน้าเสี่ยงถดถอย 1 ใน 3 ชี้การขึ้นภาษียากต่อการประเมินความเสียหายรุนแรงแค่ไหน
ตลาดหุ้นทั่วโลกร่วงหนัก หลังโดนัลด์ ทรัมป์ ประกาศมาตรการภาษีศุลกากรครั้งใหญ่ นักเศรษฐศาสตร์ในวอลล์สตรีทต่างเห็นพ้องกันว่าผลกระทบจากภาษีศุลกากรครั้งนี้เลวร้ายกว่าที่คาดการณ์ไว้ ขณะเดียวกัน แทนที่จะช่วยขจัดความไม่แน่นอนตามที่บางคนคาดการณ์ไว้ นโยบายภาษีศุลกากรที่กว้างขวางนี้กลับเพิ่มระดับของความไม่แน่นอนทั้งในระยะสั้นและระยะยาวให้กับแนวโน้มเศรษฐกิจโลก
เพรสตัน คอลด์เวลล์ นักเศรษฐศาสตร์อาวุโสของมอร์นิ่งสตาร์ กล่าวว่า มอร์นิ่งสตาร์ จะปรับลดคาดการณ์การเติบโตของผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (GDP) สหรัฐฯ สำหรับปี 2568 และ 2569 ลงประมาณ 0.5% ต่อปี โดยมองว่าความเสี่ยงของภาวะเศรษฐกิจถดถอยในปี 2026 สูงขึ้นอย่างน้อย 1 ใน 3
คอลด์เวลล์เน้นว่าขอบเขตของการขึ้นภาษีทำให้ยากต่อการประเมินว่าความเสียหายจะรุนแรงเพียงใด การเปลี่ยนแปลงเชิงนโยบายในระดับนี้ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน ข้อมูลและแบบจำลองทางประวัติศาสตร์ที่เรามีจึงเป็นเพียงการคาดการณ์ที่ดีที่สุด โดยรวมแล้ว การขึ้นภาษีนำเข้าของสหรัฐฯ รวมถึงภาษีสำหรับรถยนต์และรายการอื่น ๆ ที่เคยประกาศก่อนหน้านี้ จะทำให้อัตราภาษีเฉลี่ยของสหรัฐฯ สูงเกิน 20% ซึ่งเป็นระดับสูงสุดในรอบกว่าศตวรรษ
"ปัจจัยที่สำคัญกว่าคือความไม่แน่นอนที่ส่งผลกระทบต่อการใช้จ่ายในช่วง 1 ปีข้างหน้า หรืออาจนานกว่านั้น ธุรกิจจะกล้าลงทุนในภาคการผลิตของสหรัฐฯ จริงหรือ? ในเมื่อมีความเป็นไปได้ว่าสภาคองเกรสอาจกลับลำนโยบายภาษีหลังการเลือกตั้งกลางเทอมหรือเลือกตั้งปี 2028? หากสภาคองเกรสเป็นผู้ประกาศใช้ภาษีเหล่านี้ มันจะมีความมั่นคงและน่าเชื่อถือมากกว่านี้ แต่นี่เป็นสถานการณ์ที่เลวร้ายที่สุดในทุกแง่มุม"
โดมินิก ปัปปาลาร์โด หัวหน้านักกลยุทธ์ด้านการลงทุนหลายสินทรัพย์จาก Morningstar Investment Management กล่าวว่า ผลกระทบของภาษีศุลกากรอาจผลักดันให้ธนาคารกลางสหรัฐฯ (เฟด) ผ่อนคลายนโยบายการเงินมากขึ้น และอาจเพียงพอให้เฟดเปลี่ยนความสนใจไปที่ภาวะเศรษฐกิจอ่อนแอ มากกว่าความกังวลเรื่องเงินเฟ้อ หากเป็นเช่นนั้น เฟดอาจตัดสินใจกลับมาลดอัตราดอกเบี้ยเร็วกว่าที่คาดไว้
อย่างไรก็ตาม โดมินิก กล่าวว่า เรื่องนี้ก็ไม่ใช่การตัดสินใจที่ง่ายนัก เนื่องจากภาษีอาจกระตุ้นให้เงินเฟ้อเพิ่มขึ้นอีก และเฟดกำลังเผชิญกับภาวะกลืนไม่เข้าคายไม่ออก ระหว่างการสนับสนุนกิจกรรมทางเศรษฐกิจและการต่อสู้กับเงินเฟ้อ และข่าวเมื่อวันที่ 2 เม.ย. ก็ยิ่งเพิ่มแรงกดดันให้กับทั้งสองด้าน
ทั้งนี้เมื่อวันที่ 2 เม.ย.2568 ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ผู้นำสหรัฐฯ ลงนามในคำสั่งฝ่ายบริหารเพื่อประกาศใช้ทั้งมาตรการภาษีศุลกากรตอบโต้ (Reciprocal Tariffs) และมาตรการภาษีศุลกากรแบบครอบจักรวาล (Universal Tarrifs) โดยมาตรการดังกล่าวจะส่งผลให้ประเทศต่าง ๆ ทั่วโลกถูกเรียกเก็บภาษีสินค้าที่นำเข้าสู่สหรัฐฯ
ทรัมป์ประกาศว่า จะมีการเรียกเก็บภาษีศุลกากรพื้นฐานในอัตรา 10% จากทุกประเทศ ในขณะที่จะเก็บภาษีตอบโต้เพิ่มเติมกับคู่ค้าของสหรัฐฯ บางประเทศ ซึ่งรวมถึงจีนที่ถูกเรียกเก็บ 34%, อินเดีย 26%, เกาหลีใต้ 25%, ญี่ปุ่น 24% และสหภาพยุโรป (EU) 20%
ส่วนประเทศในอาเซียนถูกเรียกเก็บภาษีตอบโต้ถ้วนหน้าเช่นกัน นำโดยกัมพูชา 49%, ลาว 48% เวียดนาม 46%, เมียนมา 44%, ไทย 36%, อินโดนีเซีย 32%, บรูไน 24%, มาเลเซีย 24% ฟิลิปปินส์ 17% และสิงคโปร์ 10%