โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

Ada Lovelace โปรแกรมเมอร์คนแรกของโลก ในยุคที่ผู้หญิงไม่มีสิทธิเข้าห้องสมุด จนต้องให้สามีช่วยคัดลอกหนังสือออกมาให้อ่าน

Mirror Thailand

อัพเดต 30 เม.ย. 2568 เวลา 12.05 น. • เผยแพร่ 30 เม.ย. 2568 เวลา 12.05 น.
ภาพไฮไลต์

ในปี 1827 ก่อนที่โลกจะรู้จักเครื่องบิน เด็กหญิง อดา วัย 12 ขวบ อยากลองคิดค้นเครื่องยนต์ที่บินได้ เธอจึงลงมือทำ ซึ่งแม้จะไม่สำเร็จ แต่นั่นก็ทำให้เธอแน่ใจชัดเจนว่าตัวเองหลงใหลในศาสตร์ของเครื่องยนต์กลไก จากนั้นเธอก็ก้าวเข้าสู่โลกแห่งการคิดค้นอย่างเต็มตัวตั้งแต่ตอนนั้น ในอีกหลายปีให้หลัง เธอได้พัฒนาต่อยอดแนวคิด ‘เครื่องวิเคราะห์’ ของนักคณิตศาสตร์อย่าง ชาร์ลส์ แบ็บเบจ (Charles Babbage) จนค้นพบฟังก์ชั่นที่ล้ำไปกว่าเดิม และเป็นต้นทางที่มาก่อนกาลของการเขียนโปรแกรมในยุคปัจจุบัน

นั่นจึงทำให้ อดา เลิฟเลส (Ada Lovelace) ได้รับการขนานนามว่าเป็น ‘โปรแกรมเมอร์คนแรกของโลก’ และในยุคที่ผู้หญิงยังคงถูกผูกมัดไว้กับบทบาทการเป็นแม่และเมียที่คอยดูแลงานในบ้าน อดามีโอกาสได้ก้าวออกจากกรอบกำหนดนั้น และพาตัวเองไปได้ไกลลิบในโลกแห่งตรรกะและเทคโนโลยีที่ถูกจดจำมาเสมอว่าเป็นพื้นที่ของผู้ชาย

เรื่องราวของอดานั้นน่าสนใจตั้งแต่รุ่นแม่ โดยเธอเป็นลูกสาวของ แอนน์ อิซาเบลล์ โนเอล (Anne Isabella Noel) หรือ ‘แอนนาเบลล์’ หญิงผู้มีพรสวรรค์ด้านคณิตศาสตร์ ส่วนพ่อของเธอก็คือกวีชื่อดังของอังกฤษในยุคนั้นอย่าง ลอร์ด ไบรอน (Lord Byron) และขณะที่สังคมมักมีภาพจำว่าผู้หญิงนั้นเป็นเพศที่ใช้อารมณ์และความรู้สึกเป็นที่ตั้ง ส่วนผู้ชายมักคิดเห็นโดยอิงกับตรรกะ แต่คู่พ่อแม่ของอดานั้นกลับกัน ทั้งคู่หย่ากันตั้งแต่ อดาเกิดมาได้ไม่นาน และด้วยความกลัวว่าอดาจะซึมซับเอาอารมณ์ที่เข้มข้นและคาดเดาไม่ได้เหมือนพายุของผู้เป็นพ่อ แอนนาเบลล์จึงตัดสินใจสนับสนุนให้ลูกสาวเรียนรู้ด้านวิทยาศาสตร์ตั้งแต่เด็กๆ

หลังจากที่ลองประดิษฐ์เครื่องยนต์ที่บินได้ไม่สำเร็จ อดาก็ไม่ได้ย่อท้อ เธอยังคงตั้งใจศึกษาและค้นคว้าด้านคณิตศาสตร์และวิทยาศาสตร์ จนกระทั่งตอนอายุ 17 ปี เธอก็ได้รู้จักกับนักคณิตศาสตร์อย่างชาร์ลส์ แบ็บเบจ ที่กำลังทำงานกับโปรโตไทป์เครื่องคำนวณที่ชื่อว่า The Difference Engine ซึ่งเป็นไอเดียที่อดาสนใจเอามากๆ ทั้งคู่จึงได้ทำงานร่วมกันในการพัฒนาโปรโตไทป์ตัวนั้นเป็นเวลาหลายปี

ต่อมาในปี 1848 ตอนที่อดาอายุ 21 ปี เธอก็ได้แปลบทความในโปรเจกต์ถัดมาของชาร์ลส์ อย่าง ‘เครื่องวิเคราะห์’ หรือ Analytical Engine ซึ่งเป็นภาษาฝรั่งเศสให้เป็นภาษาอังกฤษ และระหว่างแปล เธอก็ได้เสริม ‘Notes’ ที่เป็นทั้งความคิดเห็นเพิ่มเติมและคำอธิบายประกอบตามความเข้าใจของเธอลงไปในงานฉบับภาษาอังกฤษ

ไปๆ มาๆ โน้ตของเธอก็มีความยาวกว่าต้นฉบับกว่า 3 เท่า ซึ่งแสดงให้เห็นว่าอดามีความเข้าใจอย่างลึกซึ้งเกี่ยวกับศักยภาพของเครื่องวิเคราะห์ที่แบ็บเบจคิดค้นขึ้นมา โดยเธอพบว่าเจ้าโปรโตไทป์นี้สามารถพัฒนาให้ทำได้มากกว่าแค่การคำนวณตัวเลขทางคณิตศาสตร์ แต่มันยังสามารถวิเคราะห์โน้ตดนตรี ตัวอักษร และรูปภาพได้ โดยเธอได้เขียนอธิบายวิธีการวิเคราะห์แต่ละรูปแบบเอาไว้อย่างละเอียด ซึ่งมันก็คือวิธีการของการเขียนโปรแกรมคอมพิวเตอร์ ที่จะเกิดขึ้นจริงในอีกร้อยปีถัดจากนั้น และนั่นคือเหตุผลที่ทำให้เธอถูกขนานนามว่าเป็นโปรแกรมเมอร์คนแรกของโลกนั่นเอง

แม้อดาจะเติบโตมากับแม่ที่สนับสนุนด้านการศึกษาอย่างเต็มที่ และมีโอกาสได้ทำงานร่วมกับคนเก่งๆ ในวงการ แต่ใช่ว่าเส้นทางของเธอจะราบเรียบไร้อุปสรรค ในฐานะผู้หญิงในศตวรรษที่ 19 เธอไม่สามารถเข้าห้องสมุดได้ นั่นทำให้ วิลเลียม คิง (William King) สามีของเธอที่พร้อมสนับสนุนความฝันของภรรยา รับหน้าที่คอยเป็นคนคัดลอกโน้ตจากในห้องสมุดออกมาให้เธอได้ศึกษา

เธอแต่งงานกับเขาตอนที่เธออายุ 19 ปี และมีลูกด้วยกัน 3 คน และนั่นก็หมายถึง ขณะที่ทำงานด้านคณิตศาสตร์อย่างจริงจัง อดาเองก็ต้องทำหน้าที่แม่และภรรยาควบคู่กันไปด้วย ซึ่งเรียกได้ว่าทรหดอย่างยิ่ง (วิลเลียมเป็นขุนนางในราชสำนัก และต่อมาเขาก็ได้รับตำแหน่งเป็น Earl of Lovelace นั่นจึงทำให้อดาได้รับตำแหน่ง Lady of Lovelace และเธอก็เรียกตัวเองสั้นๆ ว่า Ada Lovelace)

อย่างไรก็ตามด้วยความที่ร่างกายอ่อนแอมาตั้งแต่เด็ก อดาเสียชีวิตด้วยโรคมะเร็งกระเพาะปัสสาวะด้วยวัย 36 ปี และตลอดเวลาที่เธอยังมีชีวิต งานของอดาก็ไม่ได้รับการมองเห็นอย่างที่ควรจะเป็น ไม่ได้มีใครจดจำเธอในฐานะโปรแกรมเมอร์มากไปกว่านักคณิตศาสตร์ทั่วไปที่สนใจศึกษาทางด้านนี้ จนกระทั่งล่วงเลยมาถึงปลายยุค 1970 โลกถึงได้มองเห็นว่างานของเธอคือต้นทางของการเขียนโปรแกรมและอัลกอริธึม มีการตั้งชื่อภาษาคอมพิวเตอร์ที่ใช้ในอเมริกาว่า ADA เพื่อเป็นเกียรติกับเธอ และมอบฉายาโปรแกรมเมอร์คนแรกของโลกให้กับเธอนับตั้งแต่ปีนั้น ซึ่งก็คือหลังจากเธอเสียชีวิตไปแล้วร้อยกว่าปี

อ้างอิง

https://findingada.com/about/who-was-ada/

https://www.mpg.de/female-pioneers-of-science/Ada-Lovelace

https://lemelson.mit.edu/resources/ada-lovelace

Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...