ขายแบบนี้ก็ได้เหรอ ? ถอดวิธี ‘โฆษณา’ ตัวเองแบบ Gen Z สู่แนวทางโปรโมตแบรนด์แนวใหม่จากซีรีส์ GELBOYS
“เลิกกั๊ก แล้วรักก่อนน้าเตง~” เพลงฮิตสุดหลอนหูที่ต่อให้คุณไม่ใช่วัยรุ่น TikTok ก็น่าจะเคยได้ยินท่อนนี้ผ่านโสตประสาทกันบ้างสักครั้ง นอกจากองค์ประกอบเพลงที่ครบสูตรไวรัลแล้ว มันยังสะท้อนเนื้อหาของซีรีส์ “GELBOYS สถานะกั๊กใจ” ได้อย่างครบถ้วนกระบวนความ
ถ้าจะพูดว่า GELBOYS คือซีรีส์วัยรุ่นแห่งยุคก็คงไม่ผิดนัก เพราะเรื่องนี้คือการรวมตัวของส่วนผสมที่ช่วยการันตีความดังได้อย่างไม่ยาก ทั้งผู้กำกับตัวท็อปอย่าง “บอส กูโน” ที่กลับมารันวงการซีรีส์อีกครั้ง หลังจากห่างหายไปปลุกปั้นภาพยนตร์เรื่องดังอย่างวิมานหนาม, การถ่ายทำที่นำเทรนด์ด้วยโทรศัพท์มือถือทั้งเรื่อง รวมไปถึงเพลง Ost ที่ได้ศิลปินบอยกรุ๊ปขวัญใจเจน Z และ Alpha อย่าง BUS Because of You I Shine มาร้องประกอบ
ยังไม่รวมถึงเส้นเรื่องความสัมพันธ์ของตัวละครที่ยุ่งเหยิงยิ่งกว่าสายไฟฟ้าประเทศไทย และการนำเสนอ Culture เด็กสยาม จนได้ฉายาว่าเป็นพงศาวดารของเด็ก Gen Z ในยุคนี้ ซึ่งเชื่อว่าคนทำงาน Gen Y อย่างเรา ๆ ถ้าได้ดูก็คงอึ้ง ทึ่ง และอ้าปากค้างไปกับความจี๊ดจ๊าดของเด็กในยุคนี้
หนึ่งในมุมที่เราอยากหยิบมาพูดถึงคือวิธีการใช้โซเชียลในการโฆษณาตัวเองของ Gen Z ที่ไม่ใช่แค่การแอบเขียนจดหมายไปไว้ใต้โต๊ะเรียน หรือแลกพินบีบีอีกต่อไป แต่พวกเขามีกลยุทธ์ และลูกเล่นที่น่าสนใจ แถมถ้าดูดี ๆ ยังสามารถนำไปปรับใช้กับการโฆษณาแบรนด์ได้อีกด้วย ว่าแล้วก็ตามไปอ่านกันเลย !
1. ชวนฟังเพลงในเพลย์ลิสต์ สร้างโมเมนต์โรแมนติกสองต่อสอง
หมดยุคฟังเพลงผ่าน 4Shared อีกต่อไป เพราะเด็กรุ่นนี้เค้าฟังเพลงผ่านแพลตฟอร์มอย่าง Spotify ที่มีฟังก์ชันเก๋ ๆ อย่างการสร้างเพลย์ลิสต์เป็นของตัวเอง ซึ่งนี่คือลูกเล่นที่ตัวละครในเรื่องใช้ “จีบ” กัน !
นี่คือกลยุทธ์ที่ ‘เชียร’ รุ่นพี่ม.6 ใช้ในการโปรยเสน่ห์ใส่ ‘โฟร์มด’ โดยเขาแชร์เพลย์ลิสต์มาให้ และชวนใส่เพลงไว้ฟังด้วยกันตอนทำเล็บเจล ซึ่งบอกเลยว่าช่วงเวลาฟังเพลงด้วยกันนี่แหละ ที่จะช่วยสร้างความโรแมนติกด้วยโมเมนต์สองต่อสอง นอกจากนั้นการแชร์เพลง ยังเป็นการแชร์เทสต์ และความชอบของตัวเองให้เขารู้ เป็นการแลกเปลี่ยนตัวตน กระชับความสัมพันธ์ไปอีกขั้น
การนำไปปรับใช้กับการตลาด
- Brand Storytelling ผ่านเพลง
แบรนด์สามารถสร้างเพลย์ลิสต์ที่สะท้อนตัวตนของแบรนด์ หรือบรรยากาศของสินค้า/บริการ เช่น แบรนด์แฟชั่นสายสตรีท อาจทำเพลย์ลิสต์ Hip-Hop & R&B Vibes ซึ่ง การเลือกเพลงที่เหมาะสมจะช่วยสร้างอารมณ์และช่วยให้ลูกค้าจดจำแบรนด์ผ่าน "เสียง" ได้ดีขึ้น - ใช้เพลย์ลิสต์เป็นเครื่องมือในการสร้าง Community
สร้างเพลย์ลิสต์ที่เปิดให้ ลูกค้าและแฟนๆ ของแบรนด์สามารถแนะนำเพลง หรือเพิ่มเพลงของตัวเองเข้าไปได้ วิธีการนี้จะช่วยสร้าง Engagement และทำให้ผู้ติดตามรู้สึกว่าแบรนด์ให้ความสำคัญกับพวกเขา - การร่วมมือกับ Influencer และ Artist
แบรนด์สามารถ ร่วมมือกับศิลปินหรืออินฟลูเอนเซอร์ ให้ช่วย Curate เพลย์ลิสต์เฉพาะสำหรับแคมเปญ เช่น: แบรนด์เครื่องสำอางร่วมมือกับศิลปิน K-POP สร้างเพลย์ลิสต์ "Glow Up K-POP Hits" วิธีนี้ช่วยเพิ่ม Reach และ Engagement ผ่านฐานแฟนคลับของ Influencer/Artist
2. แชร์รูปผ่าน AirDrop แลกคอนแทคกันเนียน ๆ
ใครอยากขอคอนแทคแบบเนียน ๆ ต้องวิธีนี้ ! แทนที่จะเดินไปขอไลน์แบบสมัยก่อน วัยรุ่นเดี๋ยวนี้เค้ามีลูกเล่น เพราะเค้าใช้ AirDrop ฟังก์ชันในการส่งไฟล์ รูป และข้อความของ iOS เป็นการขอกระชับความสัมพันธ์และทำความรู้จักแทน
ความชุลมุนเริ่มเมื่อเชียร สนใจโฟร์มด และเริ่มเดินเกมโดยการขอส่งรูป air drop ที่ถ่ายติดไว้ให้ แม้ตอนแรกจะต้องนกไป เพราะโฟร์มดดันใช้แอนดรอยด์ แต่รอบหลังเขาก็ขอไปสลับมือถือกับน้องสาวอย่างเฟย์ฟางแก้ว และรับ air drop รูปจากเชียร์ในที่สุด
การนำไปปรับใช้กับการตลาด
- ใช้ AirDrop เพื่อกระจายคอนเทนต์ในพื้นที่สาธารณะ
ส่งภาพโปรโมต, มีม, หรือรูปโปรโมชั่น ไปยังคนที่เปิด AirDrop ในพื้นที่เป้าหมาย เช่น ร้านกาแฟ, ห้างสรรพสินค้า, คอนเสิร์ต หรือมหาวิทยาลัย เช่น แบรนด์แฟชั่นส่งรูป Sneak Peek คอลเลกชันใหม่แบบเอ็กซ์คลูซีฟให้กลุ่มเป้าหมาย - แชร์รูป/ไฟล์โปรโมตในงานอิเวนต์
ในอิเวนต์ต่าง ๆ เช่น คอนเสิร์ต, งานแฟร์, งานเปิดตัวสินค้า สามารถใช้ AirDrop เพื่อส่ง Exclusive Content เช่น ภาพเบื้องหลัง, GIFs, หรือวิดีโอสั้นของศิลปิน, คูปองดิจิทัลหรือ QR Code ให้ผู้ร่วมงานแลกของรางวัล รวมไปถึงแผนที่ของงาน หรือไฮไลต์กิจกรรมที่สำคัญในอิเวนต์
3. ลง Close Friends อัปเดตสตอรี่ให้เห็นแค่เธอ
อีกหนึ่งกิมมิกที่เห็นได้หลายฉากจากซีรีส์เรื่องนี้คือการใช้สตอรี่อย่าง Instagram เป็นพื้นที่ในการสื่อสารบางอย่างไปยังคนที่ต้องการ ซึ่งแทนที่จะพิมพ์เป็นข้อความโดยตรง กับใช้รูปหรือคลิปลงในสตอรี่จะช่วยทำให้ข้อความนั้นอิมแพคมากกว่า
แต่แน่นอนว่าไม่ใช่สตอรี่ปกติแน่นอน แต่เป็น Close Friends ฟังก์ชันวงเขียวที่สามารถเลือกเพื่อนที่เราต้องการให้เห็นสตอรี่นั้น ๆ ได้ นี่คือกลยุทธ์การเรียกร้องความสนใจที่ทั้งเชียร, บัว หรือแม้แต่โฟร์มดใช้ส่งให้กันตลอดทั้งเรื่อง
การนำไปปรับใช้กับการตลาด
- สร้าง Exclusive Content ที่ทำให้ลูกค้ารู้สึกพิเศษ
ใช้ Close Friends เพื่อให้ลูกค้า VIP หรือแฟนคลับได้รับ คอนเทนต์พิเศษที่คนทั่วไปไม่เห็น โดยสามารถต่อยอดไปสู่ระบบ Membership - ถามตอบ Q&A สร้างความสัมพันธ์กับลูกค้า
ใช้ Close Friends สำหรับ Q&A หรือ AMA (Ask Me Anything) เพื่อให้ลูกค้ารู้สึกใกล้ชิดกับแบรนด์มากขึ้น เช่น แบรนด์ Skincare ใช้ Close Friends ตอบคำถามเกี่ยวกับผลิตภัณฑ์อย่างลึกซึ้ง - สร้างกระแสก่อนเปิดตัวสินค้า
ใช้ Close Friends เพื่อให้กลุ่มลูกค้าสำคัญได้รับข้อมูลก่อนใคร เพื่อให้เกิดกระแสปากต่อปาก ตัวอย่างเช่น ‘Billie Eilish’ เพิ่มผู้ติดตามของเธอเข้าฟีเจอร์ Close Friends ใน Instagram เพื่อโปรโมตซิงเกิลใหม่
4. โชว์ตัวเรียกคะแนนออฟไลน์ จัดมินิคอนเสิร์ตกลางสยาม
ปิดท้ายด้วยการขายตรงแบบไม่ผ่านโซเชียล กับการเรียกคะแนนด้วยการโชว์ร้องเพลงกลางสยาม ซึ่งถือเป็นกิจกรรมที่เหล่าวัยรุ่น Gen Z ให้ความสนใจ ซึ่งการชวนคนที่ชอบมาดู ก็จะช่วยให้เขาเห็นความสามารถเราในมุมใหม่ ๆ และเกิดโมเมนต์ตกหลุมรักได้ไม่ยาก ในเรื่องโฟร์มดชวนพี่เชียรไปดูวงของตัวเองที่จะเล่นดนตรีที่สยาม ซึ่งพี่เชียร์ก็ตกปากรับคำ และไปเชียร์ถึงที่ ซึ่งระหว่างที่ร้องเพลง พวกเขาก็ได้สร้างความประทับใจกับกิจกรรมครั้งนี้ภายใต้เสียงเพลงสุดโรแมนติกไปด้วยกัน
การนำไปปรับใช้กับการตลาด
- กระตุ้น Viral Marketing และ UGC (User-Generated Content)
ดนตรี = คอนเทนต์ที่แชร์ง่าย คนที่เข้ามาชมคอนเสิร์ตมักจะ ถ่ายรูป, อัดวิดีโอ และแชร์ลงโซเชียลมีเดีย ดังนั้นการจัดคอนเสิร์ตโดยการเลือก ศิลปินที่มีฐานแฟนคลับ จะช่วยให้มีการแชร์ต่อและสร้างกระแสได้ง่ายขึ้น - ใช้มินิคอนเสิร์ตเป็น Launch Event สำหรับสินค้าใหม่
การเปิดตัวสินค้าผ่านมินิคอนเสิร์ตช่วยให้เกิดความ Excitement และการรับรู้แบรนด์สูงขึ้นนอกจากนั้นการใช้ เซเลบ, ศิลปิน หรืออินฟลูเอนเซอร์ ที่เหมาะสมกับแบรนด์จะช่วยให้สินค้าได้รับความสนใจมากขึ้น
ทั้งหมดคือ 4 วิธีโปรโมตตัวเองสไตล์เด็ก Gen Z ที่ได้แรงบันดาลใจมาจากซีรีส์ GELBOYS แบรนด์ไหนที่ลองหยิบทริกไปทำตามดู ก็อย่าลืมแวะมาบอกแอดน้า ว่าได้ผลยังไงบ้าง รออ่านอยู่คร้าบ~