โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ธุรกิจ-เศรษฐกิจ

ทายาทรุ่น 2 แห่งอาณาจักรสหฟาร์ม กับความท้าทายในวันที่ขาดเสาหลัก ‘ดร.ปัญญา โชติเทวัญ’

Positioningmag

อัพเดต 23 เม.ย. 2568 เวลา 04.51 น. • เผยแพร่ 23 เม.ย. 2568 เวลา 04.51 น.

‘สหฟาร์ม’ คือหนึ่งในผู้ส่งออกไก่รายใหญ่ของไทยที่ปัจจุบันมีมูลค่าธุรกิจระดับหมื่นล้านบาท ซึ่งมี ‘ดร.ปัญญา โชติเทวัญ’ เป็นผู้ก่อตั้ง รวมถึงเป็นเสาหลักในสร้างการเติบโต และพาให้พ้นวิกฤตมาหลายต่อหลายครั้ง
ย้อนกลับไปในปี 2512 สหฟาร์มได้ถือกำเนิดขึ้นจากดร.ปัญญา อดีตนายแพทย์ทหารเรือที่ขณะนั้นทำงานอยู่กระทรวงสาธารณสุขในตำแหน่งผู้เชี่ยวชาญด้านมาตรการป้องกันโรคได้เลี้ยงไก่ 500 ตัวที่คนอื่นคัดทิ้งมาเลี้ยง
จากนั้นได้เปิดซุปเปอร์มาร์เก็ตสหฟาร์มย่านอโศก(ปิดตัวไปแล้ว) เพื่อขายผลิตภัณฑ์จากไก่ที่ตัวเองเลี้ยง กระทั่งอยู่มาวันนึงมีลูกค้าชาวญี่ปุ่นมาแนะนำให้ทำธุรกิจส่งออกเพราะไก่ของสหฟาร์มมีคุณภาพดีมาก ทำให้ดร.ปัญญา ตัดสินใจเริ่มทำธุรกิจส่งออกไก่ไปขายยังต่างประเทศ
ประเดิมที่ญี่ปุ่นเป็นประเทศแรก ก่อนจะขยายไปประเทศอื่น ๆ รวมแล้วปัจจุบันมีการส่งออกไปในกว่า 30 ประเทศ อาทิ เกาหลี จีน สิงคโปร์ ฮ่องกง และอีกหลายประเทศในแถบยุโรป ฯลฯ ติดอันดับหนึ่งในผู้ส่งออกไก่รายใหญ่ของไทยมีรายได้หลักหมื่นล้านบาท
แต่มาถึงวันนี้สหฟาร์มได้ขาดเสาหลักอย่าง ดร.ปัญญาไป หลังจากเมื่อปลายปีที่ผ่านมาท่านเสียชีวิตไปในวัย 93 ปี จึงน่าสนใจว่าอาณาจักรหมื่นล้านแห่งนี้จะเดินหน้าต่ออย่างไร?

“น้ำผึ้งมีความเชื่อว่า ลูกหลานโชติเทวัญเป็นคนเก่ง แล้วมีคุณแม่(ดร.มนูญศรี) ที่ตอนนี้มานั่งตำแหน่งประธานกรรมการแทนคุณพ่อก็เป็นผู้หญิงเก่งและคุณพ่อยกให้เป็นศิษย์เอกของท่าน บวกกับมีทีมกุนซือหลายคนที่เป็นผู้บริหารอยู่กับเรามานาน 30-40 ปี จึงเชื่อว่า สหฟาร์มจะเดินทางได้อย่างแข็งแกร่ง และไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้นพวกเราก็พร้อมสู้ไปกับทุกสถานการณ์เหมือนที่เคยผ่านวิกฤตมาหลายต่อหลายครั้ง”

‘น้ำผึ้ง-ดร.จารุวรรณ โชติเทวัญ’ ประธานสายการตลาดต่างประเทศ บัญชี การเงิน และเลขานุการประธานกรรมการบริหาร บริษัท สหฟาร์ม จำกัด หนึ่งในทายาทรุ่น 2 และลูกไม้ใต้ต้นของ ดร.ปัญญา ตอบด้วยความมั่นใจถึงอนาคตของอาณาจักรแห่งนี้หลังจากผู้ก่อตั้งไม่อยู่แล้ว


สหฟาร์มในยุครอยต่อของการเปลี่ยนผ่านจะเป็นอย่างไร

ตอนนี้คุณแม่ ซึ่งเป็นผู้ร่วมก่อตั้งยังบริหารดูภาพรวม วางวิสัยทัศน์ต่าง ๆ แล้วให้รุ่นลูกเป็นผู้ลงมือทำ แต่จริง ๆ การส่งไม้ต่อทางธุรกิจได้เกิดขึ้นเมื่อ ปี 2565 เป็นช่วงที่สหฟาร์มออกจากแผนฟื้นฟูกิจการ โดยคุณพ่อให้ลูกทั้งหมดเข้ามาทำงานที่สหฟาร์ม
สำหรับตัวน้ำผึ้งเองซึมซับและคลุกคลีการทำงานของคุณพ่อตั้งแต่เด็ก เพราะคุณพ่อพาไปทำงานด้วย วันหยุดก็มานอนเฝ้าแม่ที่ออฟฟิศ แต่ที่เข้ามาทำงานที่สหฟาร์มแบบจริงจังก็เมื่อกว่า 20 ปีก่อนหน้านี้ คือพอเรียนจบก็มาเลย โดยดูแลงานด้านบัญชีการเงิน เป็นเลขานุการของประธานกรรมการ และดูแลในส่วนของการตลาดต่างประเทศ
ช่วงหลายปีที่ผ่านมาคุณพ่อให้วิชามาแบบเต็มที่ ไม่มีกั๊กเลย ไม่มีวิชาไหนเด็ดสุด สิ่งที่เด็ดสุดคือ การนำความรู้เหล่านั้นมาอยู่ในตัวเราได้อย่างไร หยิบมาใช้ได้อย่างไรมากกว่า น้ำผึ้งคุยกับคุณพ่อเยอะมาก ตอนนี้ก็คุยกับคุณแม่มากขึ้น ซึ่งนอกจากจะดูดซับวิชามาแล้ว ต้องให้กำลังใจท่านเพราะตอนนี้คุณแม่ก็อายุเจ็ดสิบกว่าแล้ว
หน้าที่ของเราคือ ทำอย่างไรให้อยู่อย่างมีความสุขที่สุด เพราะสหฟาร์มเป็นบริษัทที่ใหญ่มีพนักงานกว่า 20,000 คน ใครก็ตามที่แบกภาระตรงนี้ มันหนักโดยไม่ต้องทำอะไรเลย หน้าที่ของเราการเป็นลูกกตัญญูจะทำอย่างไรที่จะแบ่งเบาภาระของเขาให้มากที่สุด
[caption id="attachment_1519166" align="alignnone" width="700"]

default[/caption]

โจทย์และภารกิจที่ประธานกรรมการคนใหม่มอบหมาย

หลัก ๆ คือ การนำพาสหฟาร์มสู่ความมั่นคงและเติบโตอย่างยั่งยืน แม้ตอนนี้ธุรกิจเราจะออกจากแผนฟื้นฟูแล้ว แต่ยังต้องชำระหนี้ไปจนถึงปี 2570 ซึ่งเป็นโจทย์ทำได้ เพราะเป็นสิ่งที่มุ่งมั่นตั้งใจ และด้วยตอนนี้ Value มีมูลค่าธุรกิจหลักหมื่นล้านบาท การเดินสู่เป้าหมายเป็นไปได้แน่นอน
ทิศทางของเราจะเติบโตอย่างมั่นคงวางแผนจะโตปีละ 10% เพราะหนึ่งในพันธกิจสำคัญ คือ ชำระหนี้ที่เราต้องทำให้ได้และผิดแผนไม่ได้ ดังนั้น จะเร่งโตไม่ได้ เนื่องจากการเติบโตต้องมีการลงทุน ถือเป็นการเพิ่มหนี้
อย่างแผนในปีนี้มีทั้งการขยายตลาด ซึ่งดีเทลข้างในไม่สามารถเปิดเผยได้ ส่วนการเพิ่มแบรนด์ใหม่ ยังคงไม่เห็นเพราะจะทำภายใต้แบรนด์สหฟาร์มมีการทำรีเทลมากขึ้น เพื่อขยายตลาดในประเทศจากเมื่อก่อนจะเน้นส่งออก 100%
เหตุผลของการจะทำรีเทลมากขึ้น เพราะตอนไปออกงาน THAIFEX – ANUGA ASIA 2024มีคนเรียกร้องสินค้าสหฟาร์ม แต่ไม่รู้จะหาซื้อที่ไหนนอกจากซุปเปอร์มาร์เก็ตที่สำนักงานใหญ่ ทำให้เห็นโอกาส ซึ่งสัดส่วนของรายได้จะเปลี่ยนไป จากปัจจุบันรายได้ในประเทศ 30% ส่งออก 70%
ส่วนแบรนด์พอลดีย์ (Pauldy) ที่น้ำผึ้งสร้างขึ้นมาช่วงโควิดเพื่อต่อยอดจากสหฟาร์มในการเข้าถึงกลุ่มลูกค้าทั่วไป ปีนี้อาจมีการแตกไลน์สินค้าพร้อมรับประทาน หรือ Ready to eat ตอบโจทย์เทรนด์ผู้บริโภคที่ต้องการความสะดวกสบายในปัจจุบัน หรืออาจจะมีการทำ Co-Branding เพื่อเพิ่มมาร์เก็ตแชร์ในตลาด ซึ่งอยู่ระหว่างการวางแผน แต่เห็นในปีนี้

ความท้าทายในฐานะ Gen 2 ที่จะต้องเข้ามาดูแลสหฟาร์ม

สำหรับน้ำผึ้งคือการทำงานเป็นทีมเวิร์ก เนื่องจากส่วนตัวมองว่า เราไม่สามารถประสบความสำเร็จได้ด้วยตัวคนเดียว ฉะนั้นเราต้องมีทีมเวิร์ก ตอนนี้พี่ชายกับน้องชายของน้ำผึ้งเข้ามาดูแลสหฟาร์มด้วย คือ พี่ก้อง (ดร.ก้องเทวัญ โชติเทวัญ) ดูในตำแหน่งประธานสายโรงงานแปรรูปการผลิต และโรงงานอาหารสำเร็จรูป
ส่วนน้องชาย (สิรวิชญ์ โชติเทวัญ) ดูแลในตำแหน่งรองประธานสายกิจการต่างประเทศ และยังมีผู้บริหารซึ่งเสมือนขุนพลของเราที่เข้ามาทำงาน 30-40 ปี มีพนักงานที่เป็นขุมกำลังทำงานเป็นทีมเดียวกัน มี mindset เดียวกัน เพื่อพาองค์กรเดินหน้าสู่การเติบโตไปข้างหน้าอย่างยั่งยืน
แล้วส่วนตัวน้ำผึ้งเอง เป็นคนมุ่งมั่นจะทำอะไร จะต้องทำอันไหนจนสำเร็จ เพราะคุณพ่อของน้ำผึ้งจะสอนเสมอว่า ชีวิตเราจะต้องฝ่าฟันอุปสรรค และการทำธุรกิจเสมือนกับการทำสงคราม ดังนั้นทุกคนในองค์กรที่เหมือนกับกองทัพ จำเป็นต้องร่วมแรงร่วมใจกันต่อสู้เพื่อชัยชนะ


สิ่งที่ดร.ปัญญาสอนและจดจำเป็นพิเศษ

เป็นเรื่องของ mind set ที่เป็นปรัชญาของเขา คือ เวลาเราเจอปัญหาหรืออุปสรรคต่าง ๆ ให้คิดว่า มันคือโอกาส ที่เราจะได้ใช้ความคิด สติปัญญา ความสามารถ ต่อสู้ให้ผ่านพ้นจุดนั้นมาได้ และจะเป็นวิชาสำหรับเรา ซึ่งไม่ว่าจะเกิดวิกฤตอะไร น้ำผึ้งจะหาโอกาสทุกครั้งเสมอ อย่างช่วงโควิดที่แจ้งเกิดแบรนด์พอลดีย์ขึ้นมา
อีกเรื่อง Positive Thinking มีอะไรให้คิดบวกเข้าไว้ คุณพ่อจะสอนเสมอว่า ถ้าเราคิดว่า เราสำเร็จ เราจะหาร้อยแปดเหตุผล พยายามหาวิธีทุกอย่างมาทำให้เราสำเร็จ แต่เมื่อไรที่เราคิดว่า ทำไม่ได้ เราก็จะหาเหตุผลต่าง ๆ นานามาบอกว่า ทำไม่ได้ ซึ่งการมี Negative Thinking จะทำให้เราไม่มีวันสำเร็จได้เลย
ที่สำคัญ ต้องลงมือทำ แล้วหากทำไม่สำเร็จ เราต้องพยายามคิดเปลี่ยนแผนเพื่อให้ทำจนสำเร็จให้ได้ การปรับตัวเร็วก็เป็นสิ่งจำเป็น การพลิกแพลงไปตามสถานการณ์ และการตัดสินใจสำคัญมากเช่นกัน หลายคนอาจตัดสินใจไม่ได้จะทำอย่างไร พอตัดสินใจไม่ได้ ทุกอย่างจะช้าไม่ทันการ

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...