ทำไม G ต้องนำหน้าด้วย? : ไขประวัติศาสตร์คำย่อของ “LGBT” สะท้อนอำนาจในขบวนการความหลากหลายทางเพศ
ปัจจุบันคำว่า LGBT กลายเป็นคำเรียกรวมกลุ่มคนที่มีความหลากหลายทางเพศที่ใช้กันอย่างแพร่หลาย ทั้งในสื่อ สถาบันรัฐ องค์กรสิทธิมนุษยชน และขบวนการเคลื่อนไหวทางสังคม แต่หากย้อนกลับไปในประวัติศาสตร์ของขบวนการนี้ คำที่ใช้กันในยุคแรกเริ่มโดยเฉพาะในโลกตะวันตกคือ GLBT ซึ่งเป็นลำดับตัวอักษรที่วาง “Gay” (เกย์-ที่มีเพศกำเนิดเป็นชาย) ไว้ก่อน “Lesbian” (เลสเบี้ยน-ที่มีเพศกำเนิดเป็นหญิง) แล้วเอาเข้าจริงๆ แล้วทำไมถึงเรียงลำดับแบบนี้ แล้วมันสะท้อนถึงอะไร? และทำไมจึงมีการเปลี่ยนแปลง? เดี๋ยวมาไขคำตอบกัน
GLBT: จุดเริ่มต้นของการรวมตัว
ในช่วงทศวรรษ 1980–1990 กลุ่มเคลื่อนไหวที่นำโดยเกย์มีบทบาทอย่างมากในประเด็นสิทธิและสาธารณสุข โดยเฉพาะในยุคที่ HIV/AIDS ระบาดอย่างหนักในชุมชนเกย์ที่อาศัยอยู่ในสหรัฐฯ องค์กรอย่าง ACT UP (AIDS Coalition to Unleash Power) และ GMHC (Gay Men’s Health Crisis) ใช้คำว่า GLBT เพื่อรวมกลุ่มของชุมชนบุคคลเพศหลากหลายเข้าไว้ด้วยกัน โดยที่ “G” หรือเกย์เป็นศูนย์กลางในการขับเคลื่อนประเด็น (Schulman, 2021) ทำให้ในช่วงเวลาดังกล่าว คำว่า “Gay” ถูกใช้เป็นคำครอบจักรวาลเพื่อหมายถึงทุกคนที่รักเพศเดียวกัน ซึ่งทำให้บทบาทของผู้หญิงรักหญิง ไบเซ็กชวล และคนข้ามเพศกลับถูกลดทอนและมองไม่เห็น
การเปลี่ยนผ่านสู่ LGBT: การจัดลำดับใหม่ที่ไม่ใช่แค่เรื่องภาษา
อย่างไรก็ตาม ในช่วงปลายทศวรรษ 1990 นักเคลื่อนไหวเฟมินิสต์และเลสเบี้ยนเริ่มออกมาวิจารณ์การจัดลำดับที่ให้เกย์ชายเป็นผู้นำ เช่น Jewelle Gomez และกลุ่มเฟมินิสต์หลายกลุ่ม ได้ชี้ให้เห็นว่าลำดับตัวอักษร “GLBT” สะท้อนวัฒนธรรมชายเป็นใหญ่ (patriarchy) ที่แฝงอยู่ภายในขบวนการเอง (Stein & Plummer, 1994)
ต่อมาในปี 1999 องค์กร GLAAD (Gay & Lesbian Alliance Against Defamation) ซึ่งเป็นองค์กรหลักด้านสื่อเพื่อความหลากหลายในสหรัฐอเมริกา ประกาศเปลี่ยนไปใช้คำว่า LGBT อย่างเป็นทางการ เพื่อให้ความสำคัญกับเสียงของผู้หญิง และลดการรวมศูนย์อำนาจไว้ที่กลุ่มเกย์ชาย (GLAAD, 1999) ทำให้หลังจากนั้น องค์กรสิทธิมนุษยชนอื่น ๆ เช่น Human Rights Campaign (HRC) และหน่วยงานของสหประชาชาติบางแห่ง (เช่น UNHCR) ก็เริ่มเปลี่ยนมาใช้คำว่า LGBT เป็นมาตรฐานในการสื่อสารแทน (Stryker, 2008)
มากกว่าคำย่อ: การเมืองของอัตลักษณ์และความเท่าเทียม
จริงๆ แล้วการเปลี่ยนจาก GLBT มาเป็น LGBT ไม่ใช่แค่เรื่องของความเหมาะสมทางภาษา แต่คือการต่อสู้ในเชิงอำนาจของอัตลักษณ์ทางเพศในขบวนการเอง การจัดลำดับตัวอักษรใหม่เป็นการ “เรียกร้องให้เห็น” (Visibility politics) ซึ่งเป็นหัวใจสำคัญของการเคลื่อนไหวในยุคต่อๆ มา
Susan Stryker นักประวัติศาสตร์คนข้ามเพศชี้ว่า การเรียงลำดับของตัวอักษรเหล่านี้คือหนึ่งในรูปแบบของ “การออกแบบประวัติศาสตร์ร่วม” ที่ไม่ใช่แค่การรวมกลุ่ม แต่เป็นการต่อรองว่าใครจะถูกมองเห็นหรือถูกทำให้ล่องหนในขบวนการ (Stryker, 2008)
LGBTQIAN+: การขยายคำและการเปิดพื้นที่
ในทศวรรษ 2010 เป็นต้นมา เราเริ่มเห็นคำว่า LGBTQIAN+ ปรากฏมากขึ้น โดยเพิ่มตัวอักษร Q (Queer), I (Intersex), A (Asexual), N (Non-binary) และเครื่องหมาย + เพื่อเปิดพื้นที่ให้กับอัตลักษณ์อื่นๆ ที่ไม่ได้ถูกรวมในกลุ่มสี่ตัวอักษรหลัก คำนี้จึงสะท้อนเจตนารมณ์ของขบวนการรุ่นใหม่ที่เน้นความหลากหลาย การไม่จัดลำดับคุณค่าระหว่างอัตลักษณ์ และการเปิดกว้างต่อความซับซ้อนของมนุษย์
อย่างไรก็ดี การเปลี่ยนจาก GLBT → LGBT ไม่ใช่เรื่องเล็ก แต่เป็นการต่อสู้ในขบวนการเองเพื่อให้ความหลากหลายทางเพศได้รับการมองเห็นอย่างเท่าเทียม การเปลี่ยนแปลงลำดับนี้เกิดขึ้นจากแรงผลักของนักเคลื่อนไหวหญิงรักหญิงและเฟมินิสต์ ที่ยืนยันว่าแม้แต่ภายในขบวนการเพื่อสิทธิเสรีภาพ ก็ยังมีอคติแฝงอยู่ และจำเป็นต้องตั้งคำถามกับมันเสมอ
อ้างอิง (References)
- GLAAD. (1999). GLAAD Media Reference Guide. Retrieved from https://www.glaad.org/reference
- Schulman, S. (2021). Let the Record Show: A Political History of ACT UP New York, 1987-1993. Farrar, Straus and Giroux.
- Stryker, S. (2008). Transgender History. Seal Press.
- Stein, A., & Plummer, K. (1994). I Can’t Even Think Straight: “Queer” Theory and the Missing Sexual Revolution in Sociology. Sociological Theory, 12(2), 178–187.
- Seidman, S. (2002). Beyond the Closet: The Transformation of Gay and Lesbian Life. Routledge.