โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

สังคม

ทลายโกดังพัสดุจากจีน ใช้ข้อมูลในระบบขนส่งดัง ส่งสินค้าคุณภาพต่ำ หลอกเก็บเงินปลายทาง

สยามนิวส์

เผยแพร่ 20 เม.ย. 2568 เวลา 09.35 น. • สยามนิวส์
ทลายโกดังพัสดุจากจีน ใช้ข้อมูลในระบบขนส่งดัง ส่งสินค้าคุณภาพต่ำ หลอกเก็บเงินปลายทาง

เมื่อวันที่ 20 เมษายน พล.ต.ต.ธีระชัย ชำนาญหมอ ผู้บังคับการสืบสวนสอบสวนตำรวจภูธรภาค 2 (ผบก.สส.ภ.2), พ.ต.อ.วราวุธ เจริญชนม์, พ.ต.อ.กฤตยา เลาประสพวัฒนา รอง ผบก.สส.ภาค.2, พ.ต.อ.เฉลิมศักดิ์ เถียรทองศรี ผกก.สืบสวน 2 บก.สส.ภ.2 ร่วมกับเจ้าหน้าที่ตำรวจ สภ.เมืองระยอง และเจ้าหน้าที่ฝ่ายปกครอง แถลงผลหลังบุกทลายโกดังแพคพัสดุสินค้าจากประเทศจีน ของมิจฉาชีพเพื่อใช้ส่งให้แก่ประชาชนที่ไม่ได้สั่งซื้อสินค้าและมีการเรียกเก็บเงินปลายทาง

สืบเนื่องมาจาก เจ้าหน้าที่ตำรวจได้รับแจ้งเบาะแสว่าที่โกดังสินค้าแห่งหนึ่งในเขตหมู่ที่ 1 ต.ทับมา อ.เมืองระยอง มีคนงานเป็นชาวต่างด้าว จำนวน 3 คน บรรจุสินค้าจากประเทศจีนลงกล่องเพื่อส่งให้แก่ผู้รับที่และเรียกเก็บเงินแบบปลายทาง โดยลูกค้าไม่เป็นผู้สั่งซื้อ

จึงได้เดินทางไปตรวจสอบ เมื่อเดินทางไปถึงพบ คนงานสัญชาติเมียนมา จำนวน 3 คน กำลังบรรจุสินค้าลงในกล่องพัสดุ ทราบชื่อคือ นายหม่อง อ่อง ไข่ มิ้น สัญชาติ เมียนมา อายุ 21 ปี, นายมอส โลเซ สัญชาติ เมียนมา อายุ 23 ปี, นายหม่อง จอ ซิน เฮง สัญชาติ เมียนมา อายุ 22 ปี ทำงานเป็นพนักงานบรรจุสินค้าและติดสติกเกอร์ระบุชื่อ ผู้รับ-ผู้ส่ง ของบริษัทขนส่งเอกชนแห่งหนึ่ง และชายไทย 1 คนกำลังเดินทางมารับพัสดุไปส่งมอบให้แก่บริษัทขนส่งเอกชนแห่งหนึ่ง

พร้อมทั้งได้ตรวจยึดสิ่งของเป็น ดังนี้ 1.รถยนต์บรรทุก ยี่ห้อ ISUZU ทะเบียน 3ฒก 8717 กทม. จำนวน 1 คัน 2.เครื่องแพ็คสินค้า จำนวน 1 เครื่อง 3.กระสอบบรรจุพร้อมสินค้าที่ตีกลับ (สีแดง) จำนวน 9 กระสอบ 4.กระสอบบรรจุพร้อมสินค้ารอแพ็คส่งให้ลูกค้า (สีเทา) จำนวน 55 กระสอบ (594 ชิ้น) 5.สติ๊กเกอร์สำหรับติดหน้ากล่องพัสดุของ บริษัทขนส่งเอกชนแห่งหนึ่ง ระบุชื่อผู้รับ-ผู้ส่ง จำนวน 1 ถุง

โดยจากการสืบสวนสอบสวนทราบว่า ขบวนการของมิจฉาชีพที่หลอกลวงส่งพัสดุแบบเรียกเก็บเงินปลายทางจะมีรูปแบบ ดังนี้

1.กลุ่มมิจฉาชีพจะสั่งซื้อสินค้าจากประเทศจีนแล้วส่งพัสดุมายังโกดังบรรจุสินค้า โดยจะมีสินค้าประเภท รองเท้าผ้าใบ, รองเท้าฟองน้ำ, เสื้อผ้า, ยาสีฟัน, เครื่องสำอางค์ ต่างๆ ซึ่งเป็นสินค้าคุณภาพต่ำ และจะให้พนักงานที่โกดังนำสินค้าดังกล่าวบรรจุลงกล่องพัสดุเพื่อเตรียมจัดส่ง

2.กลุ่มมิจฉาชีพจะนำสติกเกอร์ที่พิมพ์ชื่อผู้รับ-ผู้ส่ง ที่มีการลงทะเบียนในระบบของบริษัทขนส่งเอกชน ระบุชื่อผู้ส่งเป็นร้านค้า จำนวน 6 ร้าน คือ “เวโรนิก้า”, “เทรนดี้ ชอป”, “สไมล์ เรนนี่ แฟชั่น”, “Same Same”, “แสนดี”, “รัตนาวดี shop”, “สกาย”, “ฟ้าใส” พร้อมด้วยระบุเก็บเงินปลายทาง (COD) จำนวนเงินตั้งแต่ 300-400 บาท คละกันไปมาให้พนักงานที่โกดังเพื่อติดลงบนกล่องพัสดุ โดยไม่คำนึงถึงว่าในกล่องพัสดุจะเป็นสินค้าประเภทใด แต่จากการตรวจสอบของเจ้าหน้าที่แล้วพบว่าสินค้าในกล่องมีราคาตามท้องตลาดไม่ถึงราคาที่ติดไว้ตามสติกเกอร์หน้ากล่อง จากนั้นจะมีพนักงานขนส่งมารับสินค้าไปส่งมอบให้แก่บริษัทขนส่งต่อไป

3.หลังจากพัสดุถูกส่งมอบให้แก่บริษัทฯ ขนส่งเอกชนแล้ว บริษัทฯ จะนำพัสดุไปส่งมอบให้ลูกค้าและแจ้งว่ามีการเรียกเก็บเงินปลายทาง หากลูกค้ารายใดหลงเชื่อโอนเงินไป เมื่อเปิดพัสดุดูแล้วพบว่าเป็นสินค้าที่ตนไม่ได้สั่งซื้อก็จะได้รับความเสียหาย แต่หากมีลูกค้าที่ปฏิเสธไม่รับพัสดุ พัสดุก็จะถูกตีกลับมาที่โกดัง ซึ่งในการตรวจยึดครั้งนี้พบพัสดุที่ถูกตีกลับมาจำนวนมาก จากนั่นพนักงานที่โกดังก็จะแกะกล่องพัสดุและนำสินค้าออกและบรรจุลงกล่องใหม่เพื่อติดสติกเกอร์ชื่อผู้รับ-ผู้ส่ง ใหม่และส่งให้ผู้เสียหายรายต่อไปในลักษณะหมุนเวียน

ซึ่งจากการเข้าตรวจค้น/ตรวจยึดในครั้งนี้ พบว่าโกดังแพคพัสดุดังกล่าวเป็นส่วนหนึ่งของขบวนการนี้และมีเบื้องหลังนายทุนผู้สั่งการซึ่งเป็นคนจีนและคนไทย ในขณะนี้อยู่ระหว่างการสืบสวนขยายผลเพื่อหาตัวผู้กระทำผิดทั้งขบวนการที่ทำหน้าที่อื่นๆ ทั้งขบวนการ รวมถึงผู้สนับสนุน ผู้มีส่วนเกี่ยวข้อง มาดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไป

ทั้งนี้ ชุดจับกุมได้เปิดเผยว่า คาดว่าเฟรนไชส์ของบริษัทขนส่งเอกชนที่เปิด 4 สาขาดังกล่าว ซึ่งมีคนจีนเป็นเจ้าของ น่าจะมีส่วนรู้เห็นด้วย เพราะที่อยู่ผู้ส่งเป็นสำนักงานบริษัทขนส่งทั้งหมด และสติกเกอร์ชื่อผู้รับ-ผู้ส่ง พรินต์จากระบบออกมาทั้งหมด แล้วคนดูแลเอามาให้พนักงานที่เป้นต่างด้าว เพื่อแปะกล่องทุกวัน วันหนึ่งจัดส่งประมาณ 1,500 กล่อง

อย่างไรก็ตาม การกระทำดังกล่าวเป็นการหลอกลวงผู้อื่นด้วยการแสดงข้อความอันเป็นเท็จ หรือปกปิดข้อความจริงซึ่งควรบอกให้แจ้ง และโดยการหลอกลวงดังว่านั้นได้ไปซึ่งทรัพย์สินจากผู้ถูกหลอกลวงหรือบุคคลที่สาม อันเป็นความผิดฐาน “ฉ้อโกง ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 341 ต้องระวางโทษจําคุกไม่เกินสามปี หรือปรับไม่เกินหกหมื่นบาท หรือทั้งจําทั้งปรับ

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...