โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ธุรกิจ-เศรษฐกิจ

ออมสิน เปิด 4 ภารกิจปี 68 เน้นช่วยสังคม มากกว่าทำกำไร

การเงินธนาคาร

อัพเดต 18 ก.พ. 2568 เวลา 15.37 น. • เผยแพร่ 18 ก.พ. 2568 เวลา 06.00 น.

เปิดยุทธศาสตร์ 6 แบงก์รัฐ ปี 2568 ออมสิน คงบทบาทธนาคารเพื่อสังคม เน้น Social Impact ธ.ก.ส. เดินหน้าธนาคารพัฒนาชนบทที่ยั่งยืน ธอส. พร้อมสนับสนุนคนไทยมีบ้าน มุ่งสู่ธนาคารที่ยั่งยืน SME D Bank ให้ความรู้คู่การเงิน พัฒนาเอสเอ็มอีไทยให้มีศักยภาพ EXIM BANK ตั้งเป้าเป็น Green Development Bank หนุนผู้ส่งออกสู่ GREEN Economy ไอแบงก์ชู แนวคิด Digitalized with Connecting Hearts

นายวิทัย รัตนากร ผู้อำนวยการธนาคารออมสิน เปิดเผยว่า ในปี 2568 ธนาคาร ออมสิน ได้วางตำแหน่งทางยุทธศาสตร์ในการเป็น Social Bank with Strategic Partnership Expansion ด้วยการขยายความร่วมมือกับพันธมิตร สร้างผลกระทบเชิงบวกแก่สังคมด้วยเทคโนโลยีดิจิทัล

โดยธนาคารจะให้ความสำคัญกับการดำเนินภารกิจด้านสังคม (People) มากกว่าการสร้างกำไร (Profit) โดยปรับลดกำไรให้อยู่ในระดับที่เหมาะสม (Responsible Profit) และนำไปสร้างผลกระทบเชิงบวกแก่สังคม (Social Impact) ให้มากขึ้น ซึ่งจะดำเนินไปพร้อมกับการเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันระยะยาว (Long-term Competitiveness) ภายใต้การบริหารงานแบบกลุ่มธุรกิจ ด้วยโมเดล GSB Group

ประกอบด้วย บริษัท มีที่มีเงิน จำกัด ที่จะขยายการให้บริการสินเชื่อกลุ่ม SMEs บริษัท บริหารสินทรัพย์อารีย์ จำกัด เพื่อดำเนินการบริหารจัดการหนี้ด้อยคุณภาพ บริษัท เงินดีดี จำกัด เพื่อขยายการให้บริการสินเชื่อส่วนบุคคลกลุ่มลูกค้าฐานรากและรายย่อย และ บริษัท จีเอสบี ไอที แมเนจเมนท์ จำกัด ที่จะมีบทบาทสำคัญในการยกระดับความสามารถด้านเทคโนโลยี สนับสนุนการดำเนินงานของธนาคาร

“ธนาคารออมสินยังคงบทบาทในการเป็น ธนาคารเพื่อสังคม ที่มีเป้าหมายเพื่อแก้ปัญหาความยากจน และความเหลื่อมล้ำทางการเงิน โดยใช้แนวคิด Creating Shared Value (CSV) มาเป็นแนวทางในการขับเคลื่อนองค์กร ที่จะทำธุรกิจให้เติบโตไปพร้อมกับการช่วยแก้ปัญหาสังคม โดยนำปัจจัยทางสังคมปรับเข้ามาสู่การทำธุรกิจ เพื่อสร้างกำไรและสร้างรายได้ และนำกำไรจากธุรกิจมาสนับสนุนภารกิจเชิงสังคม”

โดยการขยายผลการสร้าง Social Impact ผ่านการทำภารกิจและโครงการช่วยเหลือประชาชน และสร้างประโยชน์ให้ผู้คนและสังคมอย่างเป็นรูปธรรมให้มากขึ้น ใน 4 บทบาทสำคัญ ในการพัฒนาเศรษฐกิจฐานราก ได้แก่

1. การช่วยเหลือประชาชนฐานรากให้เข้าถึงบริการทางการเงินในระบบ (Financial Inclusion) ด้วยการปรับโครงสร้างดอกเบี้ยตลาดให้ต่ำลง เพิ่มและขยายโอกาสการเข้าถึงบริการทางการเงินในระบบให้กับผู้ที่ไม่เคยมีประวัติเครดิตทางการเงินหรือมีเครดิตต่ำกว่าเกณฑ์อนุมัติปกติของสถาบันการเงิน และช่วยเหลือคนให้เข้าถึงดอกเบี้ยเป็นธรรม ผ่านมาตรการสินเชื่อผ่อนปรน ทั้งการดำเนินงานของธนาคารออมสินและการดำเนินงานผ่าน บริษัท เงินดีดี จำกัด ซึ่งเป็นบริษัทในกลุ่มธุรกิจของธนาคาร (GSB Group)

2. การแก้ปัญหาหนี้สินแบบเบ็ดเสร็จ เพื่อช่วยเหลือลูกหนี้ทุกกลุ่ม ผ่านการดำเนินมาตรการผ่อนปรนภาระหนี้ การลดอัตราดอกเบี้ย การปรับปรุงโครงสร้างหนี้ รวมไปถึงการยกหนี้ เพื่อไม่ให้ลูกหนี้เสียประวัติทางการเงิน และให้โอกาสกลับมาใช้สินเชื่อในระบบได้อีกครั้ง

3. บทบาทการพัฒนา ธนาคารได้ดำเนินการพัฒนาสังคมและชุมชนเพื่อช่วยเหลือประชาชนฐานรากให้สามารถพึ่งพาตนเองได้อย่างเข้มแข็ง ผ่านการดำเนินโครงการพัฒนาอาชีพ เสริมศักยภาพ พัฒนาทักษะเพื่อสร้าง SMEs & Start Up และการพัฒนาชุมชนแบบองค์รวม โดยดำเนินงานร่วมกับสถาบันการอาชีวศึกษา สถาบันคุณวุฒิวิชาชีพ (องค์การมหาชน) และหน่วยงานภาครัฐต่างๆ เพื่อส่งเสริมการมีอาชีพ เกิดการสร้างรายได้

4. สนับสนุนภาครัฐกระตุ้นเศรษฐกิจ เพื่อเป็นแหล่งเงินทุนดอกเบี้ยต่ำของภาครัฐ และสนับสนุนการ ดำเนินนโยบายและมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ เพื่อช่วยให้เกิดการขยายตัวทางเศรษฐกิจของประเทศ

นายวิทัยเปิดเผยว่า สำหรับแนวทางการสนับสนุนนโยบายรัฐบาลของธนาคาร ด้วยบทบาทในการเป็นธนาคารเพื่อสังคมของธนาคารออมสิน ที่มีพันธกิจหลักในการสนับสนุนเป็นแหล่งทุนแก่ภาครัฐ สนับสนุนการลงทุนและการพัฒนาประเทศอย่างยั่งยืน

รวมถึงสนับสนุนเงินทุนที่มีต้นทุนดอกเบี้ยที่เป็นธรรม พร้อมกับการยกระดับเศรษฐกิจฐานราก และวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม เพื่อลดปัญหาความยากจน และเพิ่มขีดความสามารถทางการแข่งขัน ประกอบกับความท้าทายที่เกิดขึ้นกับสถาบันการเงินในปัจจุบันตามที่ได้กล่าวไว้ข้างต้น ทำให้ธนาคารออมสิน ยิ่งมีบทบาทสำคัญในการดำเนินภารกิจเพื่อสนองนโยบายรัฐ

โดยในปี 2568 ธนาคารออมสินวางแนวทางการดำเนินงานตามภารกิจเพื่อสนองนโยบายรัฐ ดังนี้

1.การแก้ไขปัญหาหนี้สิน โดยธนาคารจะให้ความช่วยเหลือลูกหนี้ต่อเนื่องจากมาตรการคุณสู้ เราช่วย ที่ได้เปิดโครงการไปในช่วงปลายปีที่ผ่านมา และเป็นนโยบายของรัฐบาลร่วมกับธนาคารแห่งประเทศไทย รวมถึงการให้ความช่วยเหลือแก้ไขปัญหาหนี้สินของลูกค้าที่ธนาคารดำเนินการเอง เพื่อช่วยเหลือกลุ่มเปราะบาง หรือกลุ่มประชาชนฐานราก กลุ่มผู้ประกอบการรายย่อย และ SMEs ซึ่งเป็นลูกค้ากลุ่มใหญ่ของธนาคาร ที่ยังคงต้องได้รับความช่วยเหลือเพื่อแก้ไขปัญหาหนี้สินหรือการปรับโครงสร้างหนี้อย่างยั่งยืน โดยธนาคารมีมาตรการที่สำคัญในการให้ความช่วยเหลือ ครอบคลุมทั้งลูกหนี้ที่มีปัญหาและลูกหนี้ที่มีประวัติการชำระหนี้ที่ดี

2.สร้างการเข้าถึงแหล่งเงินทุนที่เป็นธรรม โดยการให้สินเชื่อดอกเบี้ยต่ำ เพื่อช่วยเหลือกลุ่มเปราะบางที่เข้าไม่ถึงสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำ อาทิ การให้สินเชื่อ Soft Loan กลุ่มธุรกิจ Non-Bank เพื่อขยายการช่วยเหลือลูกหนี้ของ Non-bank รวมถึงการให้สินเชื่อกลุ่ม SMEs ที่ไม่เคยขอสินเชื่อในระบบได้มาก่อน ให้สามารถเข้าถึงแหล่งเงินทุนในระบบได้

ตลอดจนการให้สินเชื่อตามมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจเพื่อภาคอสังหาริมทรัพย์ และสินเชื่อสร้างงานสร้างอาชีพ เพื่อช่วยเหลือลูกหนี้รายย่อย ผู้ประกอบการรายย่อย ผู้มีรายได้ประจำ พ่อค้า/แม่ค้า ผู้รับจ้าง ให้เข้าถึงสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำและลดการพึ่งพิงหนี้นอกระบบ เป็นต้น

3.เป็นแหล่งเงินกู้ภาครัฐ โดยธนาคาร ออมสิน จะเป็นแหล่งเงินทุนให้ภาครัฐ เพื่อใช้ในการสนับสนุนการลงทุนและการพัฒนาประเทศอย่างยั่งยืน

3 แนวทาง ใช้ดิจิทัล

ยกระดับองค์กร-บริการ

นายวิทัยเปิดเผยว่า ในยุคที่เทคโนโลยีดิจิทัลก้าวหน้าอย่างรวดเร็วและมีส่วนสำคัญในการขับเคลื่อนและผลักดันให้เกิดการเปลี่ยนแปลงในภาคธุรกิจการเงิน ซึ่งนับเป็นอีกหนึ่งความท้าทาย ธนาคารจึงมีแผนการยกระดับการให้บริการและการบริหารจัดการองค์กรด้วยเทคโนโลยีสมัยใหม่ เพื่อเพิ่มขีดความสามารถด้านนวัตกรรมและดิจิทัล ให้สนับสนุนการดำเนินงานตามภารกิจเพื่อสังคมได้อย่างสมบูรณ์ รองรับกับสภาพแวดล้อมที่เปลี่ยนแปลงไป และตอบสนองความต้องการของลูกค้าในยุคดิจิทัล โดยธนาคารมีแนวทางดำเนินการใน 3 มิติ ดังนี้

1. ด้าน Technology : พัฒนาและเพิ่มประสิทธิภาพโครงสร้างพื้นฐานและการบริหารจัดการเทคโนโลยีดิจิทัล โดย

  • พัฒนาโครงสร้างพื้นฐานเพื่อรองรับบริการใหม่ๆ ที่จะเกิดขึ้น ตามนโยบายระบบการชำระเงินของประเทศ ที่มุ่งสู่ Digital Payment เพื่อรองรับการให้บริการลูกค้าทุกกลุ่ม เช่น การโอนเงิน/การชำระค่าบริการสินค้าด้วย QR ระหว่างประเทศ และการให้บริการ PromptBiz สำหรับภาคธุรกิจ เป็นต้น
    • พัฒนาแพลตฟอร์ม Open Banking เพื่อรองรับการแลกเปลี่ยนข้อมูลกับหน่วยงานพันธมิตร เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการใช้ข้อมูลธุรกรรมทางการเงินในการทำธุรกิจ ตามนโยบาย Your Data ของธนาคารแห่งประเทศไทย
    • นำเทคโนโลยี AI มาใช้เพื่อรองรับการให้บริการลูกค้า และเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานของพนักงาน เช่น การวิเคราะห์พฤติกรรมและการติดตามหนี้ การบริหารจัดการข้อร้องเรียนของลูกค้าเพื่อปรับปรุงคุณภาพการให้บริการ และการสนับสนุนการจัดการองค์ความรู้ของพนักงาน (Knowledge Management) เป็นต้น
    • ให้ความสำคัญด้าน Cyber Security แบบบูรณาการ ทั้ง 4 ด้าน ได้แก่
  • การกำกับดูแลความปลอดภัย (Security Governance)
  • การจัดการความเสี่ยงความปลอดภัย (Risk Management)
  • ด้านสถาปัตยกรรมความปลอดภัย (Security Architecture)
  • ด้านการป้องกันทางไซเบอร์ (Cyber Defense)

2. ด้านกระบวนการทำงาน (Process) ธนาคารขับเคลื่อนองค์กรให้เป็นองค์กรแห่งนวัตกรรม ด้วยรูปแบบการทำงานแบบ Digital Workplace โดยมีการวางระบบโครงสร้างพื้นฐานด้านเทคโนโลยีสารสนเทศ (IT Infrastructure) ที่รองรับการปฏิบัติงานในยุคดิจิทัล เชื่อมโยงเครือข่ายระบบงานคอมพิวเตอร์ และระบบงานสำนักงานทุกที่ทุกเวลา

3. ด้านทรัพยากรบุคคล (People) ธนาคารมีการพัฒนาทักษะด้าน Data Analytic ให้กับพนักงาน โดยมีแผนการสร้าง Data Champion ประจำหน่วยงาน เพื่อมุ่งสู่การเป็นองค์กรที่ขับเคลื่อนด้วยข้อมูล หรือ Data Driven Organization

นายวิทัยเปิดเผยว่า สำหรับความท้าทายสำคัญในปี 2568 ที่อาจส่งผลกระทบต่อการดำเนินงานของธนาคารออมสิน

ประการแรก มาจากปัญหาหนี้ครัวเรือนในประเทศที่ยังทรงตัวอยู่ระดับสูง ซึ่งส่วนใหญ่เป็นหนี้ที่ไม่สร้างรายได้ อีกทั้งความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีดิจิทัล ที่มีส่วนสำคัญในการขับเคลื่อนและผลักดันให้เกิดการเปลี่ยนแปลงในภาคธุรกิจการเงิน

โดยเฉพาะเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ หรือ AI ที่เข้ามามีบทบาทสำคัญในการยกระดับประสิทธิภาพกระบวนการทำงานและการให้บริการลูกค้า รวมถึงภัยจากการโจมตีทางไซเบอร์ที่ยังคงมีความสำคัญอยู่ในอันดับต้นๆ ทำให้ธนาคารต้องมีการเตรียมความพร้อมเชิงป้องกัน เพื่อสร้างความเชื่อมั่นและลดโอกาสการสูญเสียของลูกค้า รวมถึงการคำนึงถึงผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อมและความยั่งยืน ที่ยังถือเป็นความท้าทายสำคัญของภาคการเงินไทย ที่จะขับเคลื่อนการเปลี่ยนผ่านของภาคธุรกิจต่างๆ ไปสู่ความยั่งยืนได้อย่างเหมาะสม

ประการที่สอง ความเหลือมล้ำในการเข้าถึงแหล่งเงินทุนของประชาชนฐานราก ที่เป็นปัญหาเรื้อรังเชิงโครงสร้างและฉุดรั้งเศรษฐกิจไทยมาอย่างยาวนาน โดยบางส่วนเป็นกลุ่ม Underserved ที่เข้าถึงสินเชื่อในระบบได้ แต่ไม่เพียงพอจึงต้องกู้หนี้นอกระบบเพิ่มเติม ขณะที่อีกกว่า 1 ใน 4 ของคนไทยเป็นกลุ่ม Unserved ที่ยังเข้าไม่ถึงสินเชื่อในระบบ และส่วนใหญ่เป็นผู้มีรายได้น้อยที่ต้องยกระดับศักยภาพทั้งด้านความรู้ อาชีพ และรายได้

“อย่างไรก็ตาม ความท้าทายเหล่านี้ ถือเป็นโอกาสสำคัญของธนาคารในการพัฒนาเทคโนโลยี ตลอดจนสร้างความร่วมมือต่อยอดธุรกิจ เพื่อเพิ่มศักยภาพการดำเนินงาน รองรับการให้บริการ และสร้างการเข้าถึงแหล่งเงินทุนให้กับกลุ่มประชาชนฐานรากตามภารกิจเชิงสังคม และจะเป็นส่วนสำคัญในการผลักดันให้ภาคธุรกิจเกิดการปรับตัวและเปลี่ยนผ่านไปสู่ความยั่งยืน”

ติดตามอ่านคอลัมน์อื่น ๆ ได้ในวารสารการเงินธนาคารฉบับเดือนกุมภาพันธ์ 2568 ฉบับที่ 514 ในรูปแบบดิจิทัล : https://goo.gl/U6OnIi

รวมช่องทางการสั่งซื้อวารสารการเงินธนาคาร ทั้งฉบับปัจจุบันและฉบับย้อนหลัง ครบจบที่นี้ที่เดียว : https://moneyandbanking.co.th/2023/18250/

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...