โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ธุรกิจ-เศรษฐกิจ

”ยิ่งพัก…ยิ่งไม่จ่าย“ สัญญาณเสพติดการพักหนี้ ที่มาจากมาตรการพักหนี้เกษตรกร

การเงินธนาคาร

อัพเดต 23 ก.ย 2566 เวลา 12.14 น. • เผยแพร่ 23 ก.ย 2566 เวลา 06.15 น.

สถาบันวิจัยเศรษฐกิจป๋วย อึ๊งภากรณ์ เผยผลศึกษามาตรการพักหนี้เกษตร 9 ปี 13 โครงการพบลูกหนี้มีหนี้เพิ่ม ขาดวินัยทางการเงิน สร้างแรงจูงใจที่ผิดทำให้เกิด moral hazard แนะควรเป็นมาตรการระยะสั้นใช้เฉพาะในสถานการณ์รุนแรง มีกลไกสร้างแรงจูงใจให้ลูกหนี้รักษาวินัยในการชำระหนี้

ดร.โสมรัศมิ์ จันทรัตน์ ผู้อำนวยการวิจัยสถาบันวิจัยเศรษฐกิจป๋วย อึ๊งภากรณ์ เปิดเผยว่า จากข้อมูลของเครดิตบูโรพบว่าปัจจุบันเกษตรกร 4 ล้านครัวเรือนมีหนี้เฉลี่ยครัวเรือนละ 4.5 แสนบาท โดยหนี้เกษตรกรโตต่อเนื่องในช่วง 9 ปีที่ผ่านมา ขณะที่เกษตรกร 75% ติดกับดักหนี้ และหากแบ่งเกษตรกรไทยที่มีหนี้เป็นกลุ่มจะแบ่งได้ 3 ประเภท คือ

  • กลุ่มที่มีหนี้เสียมี 13.2%
  • กลุ่มลูกหนี้ปกติ 37.1%
  • กลุ่มลูกหนี้เรื้อรัง 49.7%

ทั้งนี้จากการศึกษาผลกระทบของมาตรการพักหนี้เกษตรกรในช่วงที่ผ่านมา โดยใช้ข้อมูลสินเชื่อรายสัญญาของลูกหนี้ตัวอย่าง 1 ล้านคนที่สุ่มจากลูกหนี้รายย่อยของธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) ในช่วงปี 2557-2566 พบว่าตลอด 9 ปีที่ผ่านมา มีการพักหนี้เกษตรกรมากถึง 13 มาตรการใหญ่ มีเกษตรกรเข้าร่วมเป็นจำนวนมาก และกว่า 42% อยู่ในมาตรการพักหนี้นานเกิน 4 ปี

โดยการพักหนี้แบ่งออกเป็น 2 รูปแบบ คือ การพักหนี้แบบวงกว้าง เช่น โครงการเกษตรประชารัฐ และการพักหนี้แบบเฉพาะกลุ่ม เช่น ผู้ที่ได้รับผลกระทบจากภัยพิบัติต่าง ๆ ซึ่งมาตรการส่วนใหญ่เป็นการพักชำระเฉพาะเงินต้นอย่างเดียว และทำในวงกว้างทำให้มีเกษตรกรเข้าร่วมเป็นจำนวนมาก ทั้งลูกหนี้ที่มีปัญหาและลูกหนี้ที่ยังสามารถจ่ายหนี้ได้ตามปกติด้วย

ขณะที่มาตรการพักหนี้ที่ผ่านมายังไม่มีเงื่อนไขช่วยให้ลูกหนี้รักษาวินัยในการชำระหนี้ โดยผลการศึกษาพบว่า มาตรการพักหนี้เกษตรกรในอดีตไม่สามารถช่วยแก้ปัญหาหนี้ได้อย่างยั่งยืน เห็นได้จากเกษตรกรที่เข้ามาตรการพักหนี้มียอดหนี้สูงขึ้นกว่ากลุ่มที่ไม่ได้เข้ามาตรการอย่างมีนัยสำคัญ ซึ่งเกิดจาก

  • 77% ของลูกหนี้ที่เข้าร่วมมาตรการ เมื่อออกจากมาตรการจะมีหนี้เพิ่มขึ้นเนื่องจากได้รับสินเชื่อใหม่ระหว่างการพักหนี้
  • 50% ของลูกหนี้ที่เข้าร่วมมาตรการ ขาดการจ่ายภาระดอกเบี้ยที่ยังเดินอยู่ ขณะที่ลูกหนี้ที่เข้าพักหนี้มีแนวโน้มชำระหนี้ไม่ได้มากกว่ากลุ่มที่ไม่ได้เข้าอย่างมีนัยสำคัญโดยอาจมาจากการขาดวินัยทางการเงินและหนี้ที่ใหญ่ขึ้นทำให้ขาดกำลังใจที่จะจ่ายหนี้

นอกจากนี้ เกษตรกรที่เข้ามาตรการพักหนี้มีแนวโน้มเป็นหนี้เสียสูงขึ้น ซึ่งอาจเกิดจากวินัยทางการเงินที่ลดลง หรือเสียกำลังใจเมื่อเห็นยอดหนี้คงค้างปรับสูงขึ้นมาก อีกทั้งมีแนวโน้มสูงขึ้นที่จะกลับเข้าไปพักหนี้ซ้ำกลายเป็นติดกับดักหนี้ในที่สุด และสะท้อนให้เห็นถึงปัญหาแรงจูงใจของลูกหนี้ที่บิดเบี้ยว (moral hazard) ซึ่งผลกระทบเหล่านี้จะรุนแรงขึ้นหากเกษตรกรเข้าร่วมมาตรการเป็นเวลานาน นอกจากนี้ เกษตรกรที่เข้ามาตรการพักหนี้ไม่ได้มีการออมเงินหรือลงทุนทำการเกษตรเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ

“คนที่เข้ามาตรการพักหนี้มีแนวโน้มชำระหนี้ไม่ได้มากกว่าคนที่ไม่ได้เข้ามาตรการอย่างมีนัยสำคัญโดยอาจมาจากการขาดวินัยทางการเงินและหนี้ที่ก้อนใหญ่ขึ้นทำให้ขาดกำลังใจที่จะจ่ายหนี้นอกจากนี้เมื่อออกจากมาตรการคนที่เข้ามาตรการพักหนี้แล้วมีแนวโน้มกลับเข้าพักหนี้สูงกว่าคนที่ไม่ได้เข้า เกิดการเสพติดการพักหนี้ ทำให้เกิด moral hazard ขณะที่ในช่วงพักหนี้ไม่ได้มีการออมเพิ่มหรือลงทุนทำเกษตรเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ”

ดร.โสมรัศมิ์ เปิดเผยต่อว่า เมื่อศึกษาผลกระทบของมาตรการพักหนี้แยกรายกลุ่มเกษตรกร พบว่า

1.กลุ่มเกษตรกรที่มีศักยภาพในการกู้และชำระหนี้อยู่แล้ว เมื่อเข้าร่วมมาตรการพักหนี้ กลับมีหนี้เพิ่มขึ้นและมีแนวโน้มการผิดนัดชำระหนี้เพิ่มขึ้นกว่ากลุ่มอื่น ๆ ซึ่งส่วนหนึ่งเป็นเพราะลูกหนี้กลุ่มนี้เกิด moral hazard และขาดวินัยทางการเงินมากขึ้น โดยมีการขอสินเชื่อเพิ่มเติมในปริมาณมาก ในช่วงที่อยู่ในมาตรการพักหนี้ ดังนั้น การพักหนี้จึงยิ่งสร้างปัญหาหนี้ให้กับกลุ่มนี้

“จากการศึกษาพฤติกรรมการชำระหนี้ กลุ่มลูกหนี้ดีเมื่อให้พักหนี้ในวงกว้างก็จะเข้าร่วมมาตรการด้วยและสุดท้ายออกมาหนี้โตมากกว่าและแนวโน้มผิดนัดชำระมากกว่ากลุ่มลูกหนี้ดีที่ไม่เข้าร่วมมาตรการ”

2.กลุ่มเกษตรกรที่มีศักยภาพ แต่ประสบปัญหาในการชำระหนี้ชั่วคราว การพักหนี้อาจมีผลดีบ้าง เช่น ช่วยบรรเทาปัญหาสภาพคล่องให้เกษตรกรในระยะสั้น ทำให้สามารถลงทุนทำการเกษตรเพื่อสร้างรายได้ต่อไปได้ แต่ยังไม่ทำให้การชำระหนี้ปรับดีขึ้น อีกทั้งยังมีแนวโน้มกลับเข้าไปพักหนี้ต่ออย่างมีนัยสำคัญ ดังนั้น การพักหนี้จะไม่สามารถช่วยแก้ปัญหาหนี้ในระยะยาวให้กับลูกหนี้กลุ่มนี้ได้

3.กลุ่มเกษตรกรที่มีศักยภาพต่ำและจ่ายหนี้ไม่ได้อยู่แล้ว เช่น กลุ่มผู้สูงอายุ จะมียอดหนี้สะสมและมีแนวโน้มการผิดนัดชำระหนี้เพิ่มขึ้น และการพักหนี้ไม่ได้ช่วยให้เกิดการออมและลงทุนอย่างมีนัยสำคัญ ซึ่งเปรียบเหมือนการผลักปัญหาไปในอนาคต และไม่ช่วยให้กลับมาชำระหนี้ได้

ดร.โสมรัศมิ์ เปิดเผยว่า โดยสรุป ผลการศึกษาชี้ว่ามาตรการพักหนี้ที่ทำในวงกว้าง ต่อเนื่องยาวนาน และไม่มีเงื่อนไขการรักษาวินัยทางการเงินที่ดี จะไม่สามารถแก้ปัญหาให้ลูกหนี้เกษตรกรในกลุ่มต่าง ๆ ได้อย่างยั่งยืนโดยจากผลการศึกษาข้างต้น สามารถถอดบทเรียนการออกแบบมาตรการพักหนี้ที่เหมาะสมได้ 3 ประเด็น ดังนี้

1.ควรเป็นมาตรการระยะสั้น และใช้เฉพาะในสถานการณ์รุนแรง เช่น การเกิดภัยธรรมชาติรุนแรง การระบาดของไวรัสโควิด 19 รวมทั้งทำในวงจำกัด (opt in) สำหรับลูกหนี้ที่ยังมีศักยภาพ แต่ประสบปัญหาในการชำระหนี้ชั่วคราวเท่านั้น

“มาตรการพักหนี้เกษตรไม่ควรทำแบบเดิมควรออกแบบเป็นมาตรการระยะสั้นเพราะจะทำให้คนไม่เสียวินัย และควรทำให้ตรงจุด คือถ้าไม่มีปัญหาไม่ควรทำและไม่ควรให้ทุกคนควรให้เฉพาะคนที่มีศักยภาพและมีปัญหาแต่สำหรับกลุ่มที่เป็นหนี้เสียแล้วการพักหนี้ไม่ได้ช่วย”

2.ควรมีกลไกสร้างแรงจูงใจให้ลูกหนี้ทุกกลุ่มยังรักษาวินัยในการชำระหนี้อย่างต่อเนื่อง สำหรับกลุ่มลูกหนี้ดีที่สามารถชำระหนี้ได้ตามปกติ ต้องมีกลไกที่ทำให้ลูกหนี้ยังเลือกชำระหนี้อย่างมีวินัย ป้องกันไม่ให้เข้าร่วมมาตรการพักหนี้ เช่น การลดดอกเบี้ยสินเชื่อใหม่สำหรับลูกหนี้ที่ชำระได้ตามปกติ เพื่อสร้างแรงกระตุ้นให้ชำระหนี้ต่อเนื่อง

ส่วนลูกหนี้ที่ประสบปัญหาและจำเป็นต้องเข้ามาตรการพักหนี้ ควรมีกลไกที่ยังทำให้ลูกหนี้มีแรงจูงใจและความพยายามที่จะชำระหนี้ตามความสามารถได้อย่างต่อเนื่อง เช่น การพักชำระหนี้เพียงบางส่วน ทำให้ลูกหนี้ยังสามารถชำระหนี้ได้ นอกจากนี้ อาจมีแนวทางเสริมให้เกษตรกรที่เข้ามาตรการพักหนี้มีการปรับตัว เพื่อเพิ่มศักยภาพในการหารายได้ และลดความเสี่ยง ซึ่งจะช่วยเพิ่มความสามารถในการชำระหนี้ในระยะยาวด้วย

3.ไม่ควรใช้มาตรการพักหนี้เป็นเครื่องมือหลักในการช่วยบริหารจัดการความเสี่ยงให้เกษตรกร เพื่อลดการพึ่งพิงมาตรการพักหนี้และป้องกันปัญหา moral hazard ซึ่งในอนาคตหากมีความเสี่ยงของการทำการเกษตรมากขึ้น ระบบประกันสินเชื่ออาจเป็นเครื่องมือสำคัญที่จะสามารถช่วยลดความเสี่ยงต่อการผิดนัดชำระหนี้ของเกษตรกรได้อย่างยั่งยืนกว่า

“เกษตรกรเมื่อเข้ามาตรการพักหนี้แล้วจะเสพติดการพักหนี้คืออาจเข้าหลายมาตรการหรือเข้าติดกันหลายปี ดังนั้นไม่ควรพักทุกปีเพราะการพักหนี้หนี้เดิมยังอยู่ ไม่ได้ช่วยให้หนี้ลดลง มาตรการพักหนี้ควรเปลี่ยนให้คนปรับตัวช่วยเหลือตัวเองได้ไม่ใช่รอให้รัฐช่วย ควรใช้ระบบประกันสินเชื่อ เช่น การประกันสินเชื่อเมื่อมีน้ำท่วมโดยบริษัทประกันจะจ่ายหนี้แทนเกษตรกรตรงให้เจ้าหนี้เพิ่มจากเดิมที่มีประกันพืชผลอยู่แล้ว”

ทั้งนี้ ในการแก้ปัญหาหนี้เกษตรกรอย่างยั่งยืน ภาครัฐควรมีบทบาทสำคัญในการเพิ่มศักยภาพและภูมิคุ้มกัน เพื่อให้เกษตรกรทุกกลุ่มสามารถชำระหนี้ได้ และลดการพึ่งเงินกู้ อีกทั้งควรให้น้ำหนักกับการช่วยเหลือกลุ่มลูกหนี้เรื้อรังซึ่งคิดเป็นกว่า 50% ของลูกหนี้เกษตรกรทั้งหมด ตลอดจนพัฒนาฐานข้อมูลลูกหนี้ เพื่อช่วยให้สถาบันการเงินช่วยเหลือลูกหนี้ได้ตรงจุดขึ้น และสามารถปล่อยสินเชื่อใหม่ที่มีคุณภาพและยั่งยืนขึ้น

ดร.โสมรัศมิ์ เปิดเผยว่า สำหรับผลกระทบจากมาตรการพักหนี้เกษตรกร 3 ปี ของรัฐบาล ปัจจุบันรูปแบบการพักหนี้ยังไม่มีความชัดเจน โดยผลกระทบจะขึ้นอยู่กับว่ารัฐบาลจะพักหนี้แบบเดิมหรือแบบใหม่ ขณะที่มองว่ามาตรการพักหนี้จะไม่ส่งผลกระทบต่อสถาบันการเงินเนื่องจากปัจจุบันมีความแข็งแรง

“มาตรการพักหนี้ 3 ปีที่กำลังออกมา ต้องดูความชัดเจนว่าจะให้ใคร หรือให้ทั้งหมด มีวิธีที่จะทำให้คนที่ดีไม่เข้ามาตรการหรือไม่ อย่างไรก็ตามมองว่ามาตรการพักหนี้มีได้แต่ไม่ควรทำแบบเดิมเพราะในอนาคตแนวโน้มลูกหนี้เรื้อรังจะมีมากกว่ากลุ่มหนี้เสีย ขณะที่การทำมาตรการพักหนี้แบบเดิมอาจทำให้ลูกหนี้ดีกลายเป็นลูกหนี้เรื้อรังได้”

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...