โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

‘หญิงชรา’ ใน ‘เวลา’ มีอะไร มีอะไรจริงๆ!

The101.world

อัพเดต 26 ก.ย 2566 เวลา 14.43 น. • เผยแพร่ 26 ก.ย 2566 เวลา 07.43 น. • The 101 World

ขณะที่สังคมไทยกำลังเข้าสู่สังคมสูงวัย ส่งผลให้หน่วยงานทุกภาคส่วนต้องปรับตัวและรับมือกันถ้วนหน้า แต่เมื่อมองแวดวงวรรณกรรมไทยแล้วกลับพบการนำเสนอเรื่องเล่าเกี่ยวกับผู้สูงวัยไม่มากนัก หากเทียบกับเมื่อหลายสิบปีก่อน อาจเป็นเพราะประเด็นเรื่องการเมืองประชาธิปไตย สิทธิเสรีภาพทางเพศ และภาวะโพสต์ฮิวแมน มีความสำคัญเร่งด่วนและสดใหม่กว่า

อย่างไรก็ตาม หากจะให้นึกถึงวรรณกรรมเกี่ยวกับผู้สูงวัย นวนิยายเรื่อง เวลา จะเป็นเล่มแรกๆ ที่นึกถึง นวนิยายเรื่องนี้ตีพิมพ์ครั้งแรก พ.ศ. 2536 และได้รับซีไรต์ พ.ศ. 2537 (เป็นนวนิยายเรื่องที่สองของชาติ กอบจิตติที่ได้รับรางวัลซีไรต์ ครั้งแรกได้จากเรื่อง คำพิพากษา เมื่อ พ.ศ. 2525) นอกจาก เวลา ได้รับการยกย่องว่ามีความโดดเด่นในเรื่องของรูปแบบการเล่าเรื่องที่ผสมสามรูปแบบคือ บทละคร บทภาพยนตร์ และนวนิยายแล้ว ในด้านเนื้อหายังนำเสนอเรื่องเล่าที่มีตัวละครเอกเป็นผู้สูงวัย (ซึ่งชาติได้เคยสัมภาษณ์ว่า ต้องลงไปเก็บข้อมูลที่บ้านพักคนชราด้วยตนเองเป็นเวลาหลายเดือน) โดยมีตัวละคร “ผม” ซึ่งเป็นผู้กำกับภาพยนตร์ เข้าไปดูละครเวทีเกี่ยวกับคนแก่ในบ้านพักคนชรา ด้วยความสนใจใคร่รู้ว่า เหตุใดคนวัยหนุ่มสาวถึงทำละครเวทีที่มีเนื้อเรื่องเกี่ยวกับคนชรา อย่างไรก็ตาม เท่าที่ได้สำรวจบทวิจารณ์และงานวิจัยที่ศึกษาถึงนวนิยายเรื่องนี้ กลับพบว่าส่วนใหญ่แล้วมุ่งวิเคราะห์กลวิธีการประพันธ์มากกว่าด้านเนื้อหา

ดังเช่นที่มาร์เซล บารัง (2547) นักแปลชาวฝรั่งเศสผู้ล่วงลับไปแล้ว เคยวิจารณ์เรื่องนี้ไว้นับตั้งแต่นวนิยายเรื่องนี้ตีพิมพ์ว่า ด้วยความโดดเด่นด้านกลวิธีการเล่าเรื่องแบบทดลอง ทำให้นวนิยายเรื่อง เวลา ของชาตินับได้ว่าเป็น ‘นูโว โรม็อง’ (Nouveau Roman) ตามแบบนวนิยายแนวทดลองของฝรั่งเศส แต่มาร์เซลก็มองในอีกด้านว่า การใช้กลวิธีหลายรูปแบบก็กลายเป็นกับดักให้นวนิยายเรื่องนี้มีข้อบกพร่องไปพร้อมกันด้วย ดังที่กล่าวว่าเป็นการใช้รูปแบบในลักษณะ ‘ยำใหญ่’ คือในบางช่วงบางตอนกระโดดข้ามกลวิธีการเล่าเรื่องไปมา ดูไม่สมเหตุสมผลและขาดเอกภาพ

อย่างไรก็ตาม ชูศักดิ์ ภัทรกุลวณิชย์ (2548) กลับมองว่า การไม่มีเอกภาพของการใช้ทั้งสามรูปแบบนั่นเอง คือลักษณะของนูโว โรม็อง เพราะเป็นแนวการทดลองที่ต้องการหลีกหนีจากวิธีการเล่าเรื่องแบบเดิม นอกจากนั้น ชูศักดิ์ยังชี้ให้เห็นว่า การใช้กลวิธีอันหลากหลายมีส่วนสำคัญในการช่วยทำให้เนื้อหาที่เกี่ยวข้องกับชีวิตของคนแก่ในบ้านพักคนชรา ซึ่งมีแต่ความน่าเบื่อนั้น น่าสนใจขึ้นมาได้ กล่าวให้ชัดคือ เป็นการทำให้ความน่าเบื่อกลายเป็นเรื่องน่าสนใจ

ขณะที่เสาวณิต จุลวงศ์ (2550) ก็มุ่งวิเคราะห์ไปที่กลวิธีการเล่าเรื่องเช่นเดียวกัน โดยมองเห็นว่าการที่ชาติเลือกใช้กลวิธีการเล่าเรื่องสามรูปแบบ เป็นไปเพื่อตั้งคำถามกับสิ่งที่เรียกว่า ‘ภาพแทน’ (representation) ของคนแก่ (โดยนัยคือเวลา) ระหว่างคนแก่ในโลกจำลองซึ่งนำเสนอผ่านละครเวทีและบทภาพยนตร์ กับภาพของคนแก่ในโลกความจริงที่ตัวละคร ‘ผม’ ร่วมรับรู้และตีความอยู่ตลอดทั้งเรื่อง ส่งผลให้เกิด ‘ภาพแทนของคนแก่’ ทั้งสองด้านล้วนอ้างอิงกันไปมาอยู่ภายในเรื่องเอง ดังนั้นการเน้นรูปแบบการนำเสนอจึงทำให้เรื่องราวของคนชราถูกลดทอนคุณค่าความเป็นภาพแทนในโลกความเป็นจริงลง โดยให้เรื่องเล่าผ่านบทละครเวทีเป็นต้นแบบให้ผู้ประพันธ์นำเสนอคนแก่ในรูปแบบต่างๆ

นอกจากนี้ยังมีบทความของทิสวัส ธำรงสานต์ (2557) ที่มุ่งตีความคำว่า ‘เวลา’ ซึ่งเป็นชื่อของนวนิยายเรื่องนี้ว่า สัญญะ ‘เวลา’ ถูกรื้อและสร้างความหมายในหลายระดับ หลายมิติ มีความหลากเลื่อน แปรเปลี่ยนไปตามบริบทของเรื่อง ซึ่งสอดรับกับกลวิธีการการเล่าเรื่องที่หลากหลายรูปแบบ นอกจากกลวิธีเล่าเรื่องจะสร้างความแปลกใหม่ในแง่ของการประพันธ์ที่ผสมผสานหลายรูปแบบแล้ว ยังสร้างมิติความหมายของสัญญะของคำว่า ‘เวลา’ ให้เกิดความ ‘พลิ้วไหว’ อยู่ภายในบริบทโครงเรื่องเดียวกัน ในขณะเดียวกันก็ขัดกัน (paradox) ไปด้วย

นอกจากการวิเคราะห์ในด้านรูปแบบแล้ว ยังพบว่ามีการพูดถึงประเด็นเนื้อหาภายในเรื่องอยู่บ้าง ดังเช่นงานวิจัยของบุศราพรรณ ประจง (2560) ศึกษาพัฒนาการในงานเขียนของชาติ กอบจิตติ ตั้งแต่ พ.ศ. 2522-2548 รวมถึงนวนิยายเรื่อง เวลา โดยใช้บริบททางสังคมและวัฒนธรรมในการช่วยอธิบายว่า ผู้สูงอายุถูกมองเป็นภาระทางเศรษฐกิจของครอบครัว เพราะขาดความสามารถในการดูแลตนเอง ขณะที่ครอบครัวยังต้องใช้เงินเพื่อดำรงชีพ จากเดิมผู้สูงอายุเคยเป็นที่เคารพนับถือของลูกหลานจึงกลับกลายเป็นส่วนเกินของครอบครัวในสังคมเมือง

จากตัวอย่างการศึกษาและวิจารณ์นวนิยายเรื่อง เวลา เราจะสังเกตเห็นได้ว่า สิ่งที่โดดเด่นของนวนิยายเรื่อง เวลา ก็คือ กลวิธีการเล่าเรื่อง ขณะที่เนื้อหาหรือสัญญะของเรื่องถูกนำเสนอสอดคล้องไปกับกลวิธีด้วย อย่างไรก็ตาม ประเด็นที่ผมอยากจะเสนอในบทวิจารณ์นี้จะไม่ได้เน้นไปที่ ‘กลวิธีการเล่าเรื่อง’ นัก เพราะมีผู้วิเคราะห์และวิจารณ์มามากแล้ว ประเด็นที่ผมสนใจคือ การนำเสนอเรื่องเล่าของ ‘ผู้สูงวัย’ ในฐานะผู้ที่ถูกทำให้กลายเป็นคนชายขอบหรือผู้ด้อยอำนาจ ซึ่งถูกวัดคุณค่าด้วยด้วยเกณฑ์ของ ‘อายุ’ ที่สัมพันธ์กับเพศสถานะอย่างแนบสนิท ดังจะเห็นว่า ตัวละครหลักที่ถูกนำเสนอในนวนิยายเรื่องนี้ ไม่ใช่เพียง ‘คนชรา’ แต่เป็น ‘หญิงชรา’

นวนิยายเรื่อง เวลา นำเสนอตัวละครผู้สูงวัยให้สมจริงตามความลคุ้นเคยที่วัดอายุกัน ‘ตามสังขาร’ อายุเป็นเกณฑ์ที่นำมาจัดแบ่งช่วงวัยเด็ก วัยรุ่น วัยหนุ่มสาว และผู้สูงอายุ ตามหลักสรีระวิทยาและชีววิทยา อย่างไรก็ตาม ‘อายุไม่ใช่เพียงตัวเลข’ เท่านั้น เพราะเมื่อพิจารณาบริบททางสังคมร่วมด้วยจะพบว่า อายุสัมพันธ์กับมิติทางสังคม เศรษฐกิจ และการเมือง การแบ่งว่าใครเด็ก/แก่ มักจะมาพ่วงกับคุณค่าบางอย่าง เช่น มีอนาคต/ไร้อนาคต ความหวัง/ความสิ้นหวัง ฯลฯ ทั้งสองขั้วต่างนี้ล้วนเกี่ยวพันกับคุณค่าหรือบรรทัดฐานของสังคม โดยถูกประกอบสร้างขึ้นราวกับเป็นธรรมชาติ

สังคมสมัยใหม่ซึ่งยึดถือหลักทางวิทยาศาสตร์เป็นคำอธิบายหลักได้มุ่งสร้างภูมิทัศน์เรื่อง ‘เวลา’ ในลักษณะที่ดำเนินไปเป็นเส้นตรง มีพัฒนาการ และความก้าวหน้าต่อเนื่องจากอดีต ปัจจุบัน ไปสู่อนาคต การรับรู้เวลาเช่นนี้ ทำให้เรามองเวลาในลักษณะตัดขาดออกจากกัน จนก่อให้เกิดปัญหาอย่างหนึ่งคือการละทิ้งสิ่งที่เป็นอดีต การไม่พยายามเชื่อมต่อ และไม่ยอมรับว่าอดีตเป็นสิ่งที่ไม่ได้ถูกตัดขาดออกจากปัจจุบัน หากแต่มันยังดำรงอยู่ ณ ขณะปัจจุบันเสมอ เพียงแต่สังคมสมัยใหม่พยายามปฏิเสธออกไป

ลักษณะของเวลาและพื้นที่ในนวนิยาย เวลา ปรากฏชัดเจนผ่านฉากหลักคือ ‘บ้านพักคนชรา’ เราจะพบว่า เรื่องเล่าตั้งแต่ต้นจนจบนำเสนอกิจวัตรประจำวันของหญิงชราหลายสิบชีวิตในหนึ่งวัน การดำเนินไปของเวลาดูจะสอดรับกับการรับรู้เรื่องเวลาในแบบสมัยใหม่ คือเริ่มต้นในตอนเช้าไปจรดเย็นเป็นเส้นตรงตามลำดับ แต่ความน่าสนใจคือ เหตุการณ์ในตอนจบเมื่อเวลาดำเนินไปถึงในตอนเย็น มีเหตุการณ์ที่ตัวละคร ‘ยายอยู่’ เสียชีวิต นี่เป็นการบอกว่า แม้เวลาในบ้านพักคนชราจะดำเนินไปข้างหน้า แต่ข้างหน้าที่จะไปถึงไม่ใช่ความหวังหรืออนาคต ไม่ใช่ความเจริญ หรือความก้าวหน้ามั่นคง แต่เป็นเวลาแห่งความเสื่อมถอย ไร้หวัง และเวลาแห่งความตาย

การนำเสนอความรู้สึกนึกคิดของหญิงชราแต่ละคนก็พบว่า การมองเวลาของหญิงชราล้วนมองย้อนกลับ ดังเช่น การระลึกถึงอดีตที่ผ่านมาของยายบุญเรือน การหวนไปคิดลูกหลานของยายทับทิม แม้ตัวบทจะนำเสนอเหตุการณ์ที่มีตัวละครหญิงชราที่ดูจะมีความหวัง (คือมองไปยังอนาคต) เช่น หวังจะร่ำรวยจากการซื้อล็อตเตอรี หรือการหวังว่าลูกหลานจะกลับมารับตนออกไปจากที่นี่ แต่การมองเวลาเช่นนี้กลับยิ่งส่งผลสะท้อนถึงเวลาในอนาคตที่ว่างเปล่าและเป็นไปไม่ได้ ซ้ำยังตอกย้ำให้หญิงชราต้องทุกข์ใจมากยิ่งขึ้นไปอีก

เวลาที่หมุนวนและไม่ดำเนินไปไหนราวกับเป็นเวลาในสุญญากาศ สอดคล้องกับการนำเสนอพื้นที่ในเรือนพักคนชรานี้ เพราะเรือนพักที่เป็นฉากหลักของเรื่องบอกว่าเป็นเรือนพัก ‘สุดท้าย’ ที่คนชรามาอยู่แล้วจะไม่มีวันได้กลับออกไป พื้นที่และเวลาในบ้านพักคนชราและเรือนพักสุดท้าย สะท้อนผ่านมุมมองของตัวละคร ‘อุบล’ ซึ่งเป็นคนงานวัยสาว เธอเข้ามาดูแลเรือนพักแห่งนี้ และมองพื้นที่และเวลา ณ ที่นั้นว่า ‘ด้วยเขาเหล่านี้ถูกทอดทิ้ง…ภาพที่เห็นอยู่ในสายตาขณะนี้ ก็เป็นภาพซ้ำซากเหมือนกับเมื่อวาน เหมือนกับเมื่อวานซืน และก็จะเหมือนกับพรุ่งนี้’

ในแง่หนึ่ง เวลาในบ้านพักคนชราจึงเป็นเวลาที่ไร้อนาคต หยุดนิ่ง หรือถ้าดำเนินต่อไป ก็ดำเนินไปในลักษณะหมุนวน หญิงชราที่พำนักในเรือนพักแห่งนี้จึงเป็นคนชายขอบที่ไม่ใช่วัดกันเพียงแค่วัย แต่ด้วยเพราะการดำรงอยู่ในเวลาและพื้นที่ที่ไม่เข้ากับบรรทัดฐานหรือ ‘ความเป็นปกติ’ ของวิถีชีวิต (คนหนุ่มสาว) ในสังคมกระแสหลักด้วย (หากพิจารณาพื้นที่ที่ถูกตัดขาดอย่างเรือนพักคนชรา อาจเทียบเคียงได้กับพื้นที่ของเควียร์ ซึ่งถูกกีดกันออกไปจากสังคมตามระบบ ดังที่ชุติมา ประกาศวุฒิสาร (2553) วิเคราะห์นวนิยายเรื่อง นาครเขษม โดยมองเห็นว่าคนแก่หรือผู้สูงวัยนับเป็นกลุ่มเควียร์ ไม่ต่างจากไปจากกลุ่มความหลากหลายทางเพศ กลุ่มผู้เป็นโรค ตลอดจนผู้พิการ เพราะคนเหล่านี้ถูกสังคมสมัยใหม่ตีตราว่าไม่อาจนิยามรูปแบบวิถีชีวิตตามขนบของสังคมได้)

การตัดแบ่งเวลาในสังคมสมัยใหม่ยังถูกนำไปเชื่อมโยงเข้ากับมูลค่า ดังเช่นวลีที่ว่า ‘เวลาเป็นของมีค่า’ เพราะเป็นเวลาแห่งการผลิตและบริโภค เวลาแบบนี้เองถูกนำมาผูกโยงเข้ากับช่วงวัยหรือช่วงอายุของคนด้วย ช่วงวัยที่มีคุณค่ามักจะถูกวัดจากช่วงวัยใดเป็นช่วงวัยที่มีกำลังในการผลิตและบริโภคได้มากกว่า ดังนั้นจึงไม่น่าแปลกใจว่าสังคมบริโภคนิยมจะมุ่งให้ความสำคัญแก่วัยรุ่นและวัยหนุ่มสาวเป็นหลัก เพราะกลุ่มวัยนี้เป็นกลุ่มที่มีกำลังการผลิตและบริโภคมากที่สุด

อย่างไรก็ตาม การผูกโยงช่วงวัยกับมูลค่าอาจไม่เพียงพอ เพราะชนชั้นและเพศสภาพเป็นอีกตัวแปรหนึ่งในการนำมาสร้างคุณค่าหรือมูลค่า ดังเช่นที่เราจะเห็นโฆษณาเรื่องความสุขของผู้สูงวัย หรือการขยายเกณฑ์การเกษียณอายุออกไปให้เพิ่มขึ้น หากพิจารณาดูแล้ว ผู้สูงวัยที่มีความกินดีอยู่ดีหรือมีกำลังวังชาในการเข้าถึงหลักประกันสุขภาพจะต้องมีต้นทุนทั้งกำลังทรัพย์และสภาพแวดล้อมในชีวิตครอบครัว ไม่เว้นแม้แต่การเข้าไปพำนักในบ้านพักคนชรา แต่ในอีกด้านหนึ่ง คนแก่เฒ่าในชุมชนแออัดหรือผู้สูงวัยที่อยู่โดดเดี่ยวเพียงลำพังในบ้านหรือมีโรคประจำตัวก็ยังถูกทอดทิ้ง เพราะเป็นกลุ่มคนที่ไม่ก่อให้เกิดการผลิตและบริโภคอีกต่อไปแล้ว

เมื่ออ่านนวนิยายเรื่อง เวลา จบลง เรามักจะมองโดยรวมว่าเป็นเรื่องเล่าของตัวละคร ‘คนชรา’ แต่หากพิจารณาในด้านเพศสถานะจะเห็นว่า เรื่องเล่าหลักมุ่งนำเสนอการดำเนินชีวิตของ ‘หญิงชรา’ ซึ่งล้วนแล้วแต่เป็นหญิงชราที่มีอาการป่วยไข้ หลงลืม หรือถึงขั้นเป็นอัมพาต แม้ตัวบทจะนำเสนอให้ผู้อ่านเห็นวิถีชีวิตทุกซอกทุกมุมของหญิงชราราวกับมีชีวิตหรือมีตัวตนขึ้นมา ดังที่นำเสนอผ่านกลวิธีทั้งสามแบบคือ บทละคร นวนิยาย และภาพยนตร์ แต่เป็นการนำเสนอผ่านมุมมองของตัวละคร ‘ผม’ ซึ่งเป็นชายสูงอายุคนหนึ่งที่สูญเสียลูกสาวและเมียไป ชีวิตไม่มีอะไรเหลือ เหลือก็แต่เพียงงานผู้กำกับหนัง ที่ทำให้ชีวิตยังมีความหมายอยู่

หากเปรียบเทียบกันเฉพาะประเด็นเรื่อง ‘ความสูงวัย’ เราอาจเห็นได้ว่า ทั้ง ‘หญิงชรา’ และ ‘ผม’ ก็ล้วนแล้วแต่ถูกสังคมมอง (หรือแม้แต่ตัว ‘ผม’ ก็มองว่าตนเอง) เป็นวัยที่ ‘แก่’ แล้ว เป็นวัยที่สังคมพร้อมจะกีดกันออกไป แต่เมื่อพิจารณาเปรียบผู้สูงวัยในมิติเพศสถานะกลับพบว่า ‘หญิงชรา’ กลับเป็นเพียงฝ่ายที่ตกอยู่ภายใต้การจ้องมองของ ‘ผม’ ฝ่ายเดียว หญิงชราถูกเปิดเปลือยออก และระดมใช้ทุกๆ กลวิธีในการส่องสำรวจและควบคุมกำหนดทิศทางจากสายตาของ ‘ผม’ เรือนร่างของหญิงชราเปรียบเสมือนเครื่องเตือนใจที่ทำให้ ‘ผม’ ตระหนักรู้ ทบทวน หรือย้อนสำนึกถึงคุณค่าบางอย่างในตนเอง

ทั้งนี้ มีตัวละครชายแก่ที่สำคัญอีกคนหนึ่งในเรื่อง ซึ่งตะโกนออกมาจากในห้องลูกกรงว่า “ไม่มีอะไร ไม่มีอะไรจริงๆ” ตัวบทบอกเล่าว่าเป็นคุณตาคนหนึ่งที่ถูกหลานโกงทรัพย์สินและทอดทิ้งจนกลายเป็นบ้า เหตุที่ต้องขังไว้ในห้องลูกกรงเพราะแกชอบอาละวาด เวลาใครเอาอาหารไปให้ก็ชอบเททิ้ง หรือไม่ก็ชอบแก้ผ้า แม้สถานะของชายแก่ในห้องลูกกรงจะถูกทำให้มองไม่เห็น และดูจะมีสถานะด้อยกว่าหญิงชรา แต่หากอ่านไปเรื่อยๆ แล้ว ประโยคปริศนาที่แกตะโกนออกมาว่า “ไม่มีอะไร ไม่มีอะไรจริงๆ” นั้นถูกยกระดับให้มีนัยของ ‘ปริศนาธรรม’

เสียงแห่งปริศนาธรรมนี้ถูกตอกย้ำอีกจากตัวละครลูกชายของยายทับทิมที่สติไม่ดีเช่นกัน วันหนึ่งลูกชายยายทับทิมมาเยี่ยม แม้ว่าลูกชายจะพูดจาไม่รู้เรื่อง แต่ก็ได้ทิ้งเรื่องเล่าหนึ่งไว้เป็นปริศนาธรรมว่า ตนได้ไปเห็น ‘เงาดอกบัว’ ในบึงที่มีเลือดท่วม ระหว่างที่เล่าอยู่นั้น เสียงตะโกนจากในห้องลูกกรงก็ดังออกมาว่า “ไม่มีอะไร ไม่มีอะไรจริงๆ!” ทำให้ลูกชายยายทับทิมตะโกนกลับไปว่า “มีเงาดอกบัว!”

การสะท้อนโต้ตอบกันระหว่างลูกชายยายทับทิมกับเสียงของชายแก่ในห้องลูกกรงนั้นราวกับเป็นการ ‘สนทนาธรรม’ ของผู้อยู่เหนือโลก แม้จะมาจากเสียงของผู้ชายที่สติไม่ดีทั้งคู่ แต่ก็มีนัยว่าเสียงนั้นเป็นเสียงพิเศษที่คนที่มีปัญญาเท่านั้นจะถอดรหัสได้ แต่ความสำคัญอยู่ตรงที่เสียงของผู้ที่อยู่เหนือโลกนั้น จะต้องเป็นเสียงที่เปล่งออกมาจากตัวละครชาย ไม่ว่าหนุ่มหรือแก่ ไม่ว่าสติดีหรือไม่ ในแง่หนึ่งจึงส่งผลทำให้บรรดา ‘ยายๆ’ ที่แม้จะเป็นตัวละครหลักและมีบทบาทการดำเนินเรื่องมากกว่า ท้ายที่สุดก็กลายเป็นเพียง ‘ยายชายขอบ’ อยู่นั่นเอง

ดังที่ได้กล่าวไปแล้วว่า เราจะพบว่ากลวิธีการเล่าเรื่องที่ปรากฏในตัวบทมีด้วยกันอย่างน้อยสามวิธี โดยหนึ่งในรูปแบบนี้จะมีวิธีการเล่าแบบนวนิยาย ซึ่งเล่าทั้งในมุมมองแบบพระเจ้า คือล่วงรู้ลงไปภายในความรู้สึกนึกคิดของตัวละครหญิงชรา และเล่าในแบบสรรพนามบุคคลที่หนึ่ง คือตัวละคร ‘ผม’ ที่นั่งดูละครเวทีตั้งแต่เปิดเรื่อง ด้วยกลวิธีแบบหลังนี้เอง ทำให้ผู้อ่านเสมือนหนึ่งเข้าไปรับรู้ความเคลื่อนไหวบนเวทีไปพร้อมๆ กับ ‘ผม’ ขณะเดียวกัน ในระหว่างเรื่องก็จะเล่าความคิดและจิตใจของ ‘ผม’ ขณะดูละครไปด้วย เมื่อเห็นว่า ฉากบางฉากควรจะนำเสนอด้วยมุมมองภาพแบบภาพยนตร์ ผู้อ่านก็จะได้ ‘อ่าน’ คำบรรยายกำกับภาพ เพื่อจะทำให้ ‘มองเห็น’ ตัวละครหญิงชราได้ทั้งระยะใกล้ไปจนถึงระยะกลาง

ขณะที่การนำเสนอเรื่องราวบนเวที แม้จะเป็นเพียงบทพูดและมีการบรรยายประกอบฉากเพียงสังเขป แต่ผู้อ่านจะเข้าใจตัวละครและมองเห็นภาพฉากภายในห้องเรือนพักอย่างครบถ้วนอันเกิดจากการส่งต่อมาจากการบรรยายในรูปแบบนวนิยาย ภาพของเรือนพักจึงซ้อนกันอยู่กับภาพของบนเวที การนำภาพของเรือนพักมาไว้บนเวทีให้ ‘เรา’ ได้นั่งดูชวนให้นึกถึงว่าเรือนพัก หญิงชรา และบุคคลที่เกี่ยวข้อง เป็นเพียงตุ๊กตาจำลองที่ผู้ชมหรือตัวละคร ‘ผม’ (และหมายรวมถึงผู้อ่าน) มองเห็นความเคลื่อนไหวได้ทั้งหมด ต้องยอมรับว่าการใช้กลวิธีอันหลากหลายในนวนิยายเรื่องนี้ ถูกส่งต่อกันได้อย่างแนบเนียน แทบจะไร้รอยตะเข็บ แต่หากพิจารณาไปมากไปกว่านั้น จะเกิดคำถามว่าเหตุใดจึงต้อง ‘ระดม’ ใช้วิธีการเล่าเรื่องหลากหลายเช่นนี้ ทั้งที่เป็นเรื่องราวของ ‘คนแก่’ มันเป็นเพียงการทำให้เรื่อง ‘น่าเบื่อนั้นน่าสนใจมากขึ้น’ แค่นั้นหรือ

ผมเห็นว่ามีเหตุผลมากไปกว่านั้น หากเราพิจารณาตัวละคร ‘ผู้สูงวัย’ หรือกล่าวให้ชัดคือ คนแก่ในบ้านพักคนชรา และตัวละคร ‘ผม’ ที่มองตนเองว่าเป็นคนแก่ด้วยนั้น ล้วนแล้วแต่กำลังตกอยู่ในสภาวะหมิ่นเหม่ต่อความตาย ทำให้ตนเองรู้สึกไม่มั่นคง ไม่ปลอดภัย เพราะการก้าวไปสู่สถานะของผู้สูงอายุ คือเวลาที่ดำเนินไปข้างหน้า และข้างหน้าที่เห็นอยู่ตรงหน้านี้ คือการเดินไปสู่เส้นที่ใกล้กับความตาย การไปสู่ความตายนั้นก็ช่างมืดมนเป็นปริศนาราวกับเสียงที่ตะโกนออกมาจากห้องลูกกรงว่า “ไม่มีอะไร ไม่มีอะไรจริงๆ”

ทั้งนี้ เรื่องเล่าถูกกำหนดมาตั้งแต่ต้นว่า เล่าจากมุมมองของ ‘ผม’ และระหว่างเรื่องก็ถูก ‘รับ-ส่ง’ รูปแบบการเล่าเรื่องไปจนจบ ม่านละครปิดลง นั่นหมายถึงว่า ตัวละคร ‘ผม’ และโดยนัยหมายถึงคนอ่านด้วยนั้น คือผู้ที่เข้าไปชมละครเวที การไปชมละครเวทีของ ‘ผม’ จึงเป็นการไปเผชิญหน้ากับความแก่และความตาย แต่เป็นความแก่และความตายที่ถูก ‘จัดวาง’ ไว้ตามบทบาท ตามโครงสร้าง และวางมุมมองของภาพไว้อย่างเคร่งครัด เพื่อสอดส่อง จ้องมอง ลำดับเรื่องราว ทำให้ความแก่และความตายนั้นกลายเป็น ‘รูปธรรม’ ที่จับต้องได้ มองเห็นและทำความเข้าใจได้ ดังนั้นในด้านกลับ มันจึงสะท้อนให้เห็นความหวาดวิตกต่อความแก่และความตายที่มองไม่เห็นและยังมาไม่ถึงของผู้ที่มองนั้นเสียเอง

ความย้อนแย้งจึงเกิดขึ้นคือ การที่เรื่องเล่าพยายามให้ตัวละครตะโกนว่า “ไม่มีอะไร ไม่มีอะไรจริงๆ” นั้น แท้จริงแล้ว คือการทำให้สิ่งที่ไม่มีอะไร ความว่างเปล่า และเวลาที่เดินไปสู่ความเสื่อม มี ‘อะไร’ ขึ้นมา อย่างน้อยก็ทำให้มันมองเห็น และ ‘ไม่เป็นปริศนา’ อีกต่อไป

ในนวนิยายเรื่องนี้เราอาจจะไม่เห็นประเด็นเรื่องการต่อรองกับอำนาจมากนัก แต่ก็ยังพบว่า มีการนำเสนอการโอบรับ ‘ความแก่’ ของบรรดาตัวละครยายเข้ามาในตัวเองเพื่อใช้เป็นเครื่องมือในการร้องขอสิ่งที่ตนเองต้องการ ในกรณีของ ‘ยายจันทร์’ ซึ่งมีปัญหาเรื่องเงินหายตั้งแต่ต้นเรื่อง และยังเขม่นมองว่าเงินที่หายของตนเองนั้น เพราะมีคนขโมย โดยเพ่งเล็งไปที่ยายอีกคนอยู่เตียงข้างๆ ยายจันทร์รู้วิธีการที่จะทำให้ตนได้เงินคืนมาด้วยการเรียกร้องความเห็นใจและโอดครวญ หรือที่บรรยายว่า ‘สะอื้นไห้’ ถึงชีวิตลำเค็ญของตนเอง จนทำให้ยายนวลถึงกับต้องให้เงินยายจันทร์ด้วยความสงสาร ขณะเดียวกัน อุบลคนงานสาวก็ถึงกับต้องยินยอมให้ยายจันทร์ย้ายเตียงไปอยู่อีกฝั่งหนึ่ง ซึ่งตัวบทเปรียบการย้ายเตียงว่าเสมือนได้ ‘ย้ายบ้าน’ ไปอยู่ทำเลใหม่เลยทีเดียว

ตัวละครอีกคนหนึ่งที่น่าสนใจคือ ‘ยายสอน’ ยายสอนเป็นคนที่มีความคิดสวนทางกับความปกติ จะเรียกว่าเป็นยายที่มีสำนึกกบฏบางอย่างในตัวก็ได้ ฉากหนึ่งที่ครอบครัวคนมีฐานะมาทำบุญเลี้ยงอาหาร ลูกชายของครอบครัวนี้เป็นคนนำถาดอาหารมาให้ยายสอน เด็กหนุ่มคนนี้ก็พบว่ายายสอนชอบกินอาหารผสมกันทั้งคาวหวาน ดังที่เด็กหนุ่มพูดกับพ่อว่า “ดูนี่สิ แกกินอะไรไม่รู้ แกเอาส้มมาใส่เป็ดตุ๋นมะนาวดอง (หัวเราะ) แล้วนี่ ข้าวคลุกมะขาม แกงไก่ก็ไม่กินไก่ เลือกกินแต่มะเขือ สงสัยเพี้ยนแล้ว” ตัวบทอธิบายว่า เหตุที่ยายสอนกินข้าวในลักษณะนี้เพราะ “เบื่อ กินมาหมดแล้ว เคยกินมาแล้วนี่ หมูเห็ดเป็ดไก่ แกงต้มสารพัดจะกิน ไม่เคยกินมะขามหวานกับข้าว ก็ลองดู”

หากเราพิจารณาตามมุมมองของยายสอน (หรืออาจรวมถึงหญิงชราในเรือนพักนี้) เราจะเห็นว่า ผู้สูงอายุเหล่านี้ไม่มีอำนาจที่จะไปไหนได้อีกแล้ว การติดอยู่ในเรือนพักหรือบางคนติดเตียงจึงไม่ต่างกับการติดอยู่ในห้องขังที่รอวันตาย ความน่าเบื่อหน่ายในแต่ละวัน (รวมทั้งในชีวิตที่ผ่านมา) จึงไม่อาจสร้างสีสันให้ชีวิตหายซ้ำซากได้ นอกจากคลุกข้าวให้แปลกรสชาติไป เหตุการณ์เล็กน้อยเช่นนี้ ในสายตาของเด็กหนุ่มที่มีกำลังวังชา มีเงิน และมีอนาคต สามารถไปไหนก็ได้ในโลกนี้ อาจมองว่าเป็นความ ‘เพี้ยน’ แต่สำหรับยายสอนแล้ว การทำได้ดีที่สุดเพียงคลุกข้าวรวมคาวหวานกินเป็นวิธีหนึ่งที่มากพอแล้วที่จะทำให้ยายสอนอยู่ต่อไปได้อีกวันหนึ่งโดยไม่เบื่อหน่ายตายไปเสียก่อน

ประเด็นที่ลึกไปกว่านั้นคือ การกินข้าวคลุกรวมกันทั้งคาวหวานและผลไม้ ลดเนื้อสัตว์ลง ชวนให้นึกถึงพระสงฆ์ที่เคร่งครัดในวัตรปฏิบัติหรือพระสายวิปัสสนาธุระ แม้ตัวละครยายสอนจะไม่ถูกนำเสนอให้เห็นว่า มีบทบาทในการเปล่งปริศนาธรรมออกมา ‘ดังๆ’ อย่างที่ตัวละครชายในห้องลูกกรงหรือตัวละครลูกชายไม่เต็มเต็งที่ถูกนำเสนอว่าเป็นภาพแทนของการ ‘หลุดพ้น’ บรรลุธรรมไปจากโลกนี้แล้ว แต่การนำเสนอวิถีชีวิตปฏิบัติของยายสอนเช่นนี้ ก็นับได้ว่าแนบเนียนในการบ่งบอกถึงว่าหญิงชราสูงวัยใกล้ตายคนหนึ่งก็ตระหนักถึงสัจธรรมได้เหมือนกัน โดยที่ไม่ต้องพ้นไปจากโลกนี้ก็ได้ หรือไม่จำเป็นต้องตะโกนเสียงแห่งปริศนาธรรมออกมาเลย

แม้นวนิยายเรื่อง เวลา จะตีพิมพ์มาหลายสิบปีแล้ว แต่ในช่วงที่นวนิยายตีพิมพ์ครั้งแรกคือ พ.ศ. 2536 นั้น เป็นช่วงเวลาที่กระแสโลกาภิวัตน์ในสังคมไทยก่อตัวขึ้นสู่จุดสูงสุด ระบบเศรษฐกิจแบบทุนนิยม กระแสวัฒนธรรมข้ามชาติ การเมืองแบบเสรีนิยมกำลังเบ่งบาน แต่นวนิยายเรื่องนี้กลับสวนกระแส นำเสนอเสียงจากผู้ที่ถูกกีดกันออกไปจากระบบ ถูกทำให้เงียบและมองไม่เห็นให้กลับดังขึ้นมาหรือทำให้มองเห็นได้

ขณะที่สังคมปัจจุบันนี้ พยายามสร้างความพร้อมเข้าสู่สังคมสูงวัยที่มีความสุข เข้มแข็ง ยืดอายุความสูงวัยออกไปเพื่อยืดอายุการผลิตและการบริโภคให้มากขึ้น สร้างคุณค่าและไม่เพิกเฉยต่อผู้สูงวัย จนทำให้เกิดคำถามว่า นวนิยายเรื่อง เวลา ยังจำเป็นอยู่หรือไม่ ล้าสมัยไปแล้วหรือยัง หรือว่าเราควรเลิกอ่านได้แล้ว และโดยเฉพาะอย่างยิ่งในท่ามกลางกระแสการถกเถียงว่าวรรณกรรมซีไรต์ ‘ไม่มีคนอ่าน’ อีกต่อไปแล้ว

ผมคิดว่าถ้าเป็นเช่นนั้นได้ก็ดี และจะดีใจมากถ้าเราจะมองเห็นว่านวนิยายเรื่องนี้ควรจะเลิกอ่าน ด้วยเหตุที่มันล้าสมัยและตกยุค เพราะนั่นหมายความว่า สังคมเราไม่พบปัญหาที่นวนิยายนำเสนออีกต่อไปแล้ว

แต่ความจริงเป็นเช่นนั้นหรือ

ทำไมเรายังพบคนแก่ที่ถูกด้อยค่า ถูกทอดทิ้ง และตายไปโดยลำพังอย่างไร้ค่าอยู่ทุกวี่วัน

โดยที่ไม่ต้องไปถึงคำถามว่า วรรณกรรมสะท้อนสังคมแก้ปัญหาสังคมได้จริงหรือ

เพราะนั่นเป็นคำถามต่อหน้าที่ของวรรณกรรมที่ตั้งผิดไว้แต่แรก

รายการอ้างอิง

ชาติ กอบจิตติ. (2563). เวลา. พิมพ์ครั้งที่ 23. กรุงเทพฯ: หอน.

ชุติมา ประกาศวุฒิสาร. (2553). “นาครเขษม กับภาวะสูงวัยในมุมมองเควียร์.” ใน แด่ศักดิ์ศรีเสมอกันทุกชั้นชน: วรรณกรรมกับสิทธิมนุษยชนศึกษา. กรุงเทพฯ: ภาควิชาวรรณคดี และคณะกรรมการฝ่ายวิจัย คณะมนุษยศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ร่วมกับ คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ และ หอศิลปวัฒนธรรมแห่งกรุงเทพมหานคร.

ชูศักดิ์ ภัทรกุลวณิชย์. (2548). “เวลา และความน่าเบื่อที่น่าสนใจ.” ใน อ่าน (ไม่) เอาเรื่อง. กรุงเทพฯ: คบไฟ.

ทิสวัส ธำรงสานต์. (2557). “รื้อสร้างสัญญะ ‘เวลา’ ในวรรณกรรมรางวัลซีไรต์เรื่อง เวลา ของชาติ กอบจิตติ.” ใน วารสารอักษรศาสตร์ มหาวิทยาลัยศิลปากร ปีที่ 36 ฉบับที่ 1 (มกราคม-มิถุนายน).

บุศราพรรณ ประจง. (2560). พัฒนาการทางวรรณกรรมของชาติ กอบจิตติ ระหว่าง พ.ศ. 2522- พ.ศ. 2548. วิทยานิพนธ์ สาขาวิชาภาษาไทย บัณฑิตวิทยาลัย มหาวิทยาลัยศิลปากร.

มาร์แซล บารังส์. (2547). “ไม่มีอะไร ไม่มีอะไรจริงๆ บทวิจารณ์นวนิยายเรื่อง เวลา ของชาติ กอบจิตติ.” ใน 25 ปี ซีไรต์: รวมบทวิจารณ์คัดสรร. กรุงเทพฯ: สมาคมภาษาและหนังสือแห่งประเทศไทยฯ.

เสาวณิต จุลวงศ์. (2550). ความซับซ้อนของการเล่าเรื่อง: ลักษณะหลังสมัยใหม่ในบันเทิงคดีร่วมสมัยของไทย. ดุษฎีนิพนธ์ สาขาวรรณคดีและวรรณคดีเปรียบเทียบ คณะอักษรศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย.

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...