ข้าจะพาครอบครัวใหม่ไปสู่ความร่ำรวย
ข้อมูลเบื้องต้น
เพราะปัญหาของพี่ชายเธอจึงทะเลาะกับพ่ออย่างรุนแรงเป็นครั้งแรก ด้วยความน้อยใจจึงวิ่งออกจากบ้านมากลางดึกเพื่อจะไปหาเพื่อนสนิท ในตอนที่กำลังข้ามถนนมีรถยนต์ขับมาด้วยความเร็วพุ่งเข้ามาเธอจะหลบก็ไม่ทันแล้ว จึงถูกชนอย่างแรงกระเด็นลอยไปหลายเมตรและเธอก็หมดลมหายใจจากอุบัติเหตุครั้งนี้ทันที เมื่อลืมตาอีกทีปรากฎว่าวิญญาณของเธอมาอยู่ในร่างของเด็กสาวอายุสิบสองปีที่ป่วยตาย แถมครอบครัวก็ลำบากแต่ทุกคนกลับรักใคร่กลมเกลียวกัน นี่สิครอบครัวที่เธอใฝ่ฝันในเมื่อเธอมาเกิดใหม่ในร่างนี้แล้ว จากนี้ไปเธอจะทำให้ทุกคนมีชีวิตที่ดีขึ้นให้ได้อย่างแน่นอน
สวัสดีคุณรี้ดทุกคน ขอบคุณล่วงหน้าที่ติดตามอ่านนิยายเรื่องที่สองของไรท์นะคะ ขอให้อ่านให้สนุกค่ะ
เกิดใหม่อีกครั้ง
บนที่นอนเก่าๆ มีร่างของเด็กสาวอายุสิบสองหนาว ที่นอนป่วยติดต่อกันมาห้าวันแล้วกำลังขยับตัว ร่างผอมบางแทบจะปลิวหากถูกลมแรงๆพัดมา จนลืมตาขึ้นมาก็รู้สึกปวดเมื่อยตามตัวไปหมด เมื่อปรับสายตาได้จึงมองสำรวจรอบๆ ก็แปลกใจว่าเธอมาอยู่ที่นี่ได้ยังไง เข็มขาวจำได้ว่าเธอถูกรถชนอย่างแรงและตายไปแล้ว แต่ตอนนี้ทำไมเธอถึงมาอยู่ที่นี่ได้แถมยังใส่ชุดเหมือนคนจีนโบราณอีก เมื่อนั่งทบทวนเรื่องราวอยู่ก็รู้สึกปวดหัวขึ้นมาและมีความทรงจำของร่างนี้กำลังหลั่งไหลเข้ามาในหัวของเธอ จนต้องนอนนิ่งๆ อยู่เกือบหนึ่งเค่ออาการปวดหัวจึงเริ่มดีขึ้น เธอเรียบเรียงความทรงจำของร่างนี้ก็พบว่า ร่างที่เธอเข้ามาอยู่นั้นมีชื่อว่าสวีลู่ชิงอายุสิบสองหนาว ท่านพ่อของนางถูกท่านปู่ไล่ออกจากตระกูล เพราะมีคนสร้างหลักฐานเท็จใส่ร้าย ว่าท่านพ่อทำบัญชีปลอม เพื่อโกงเงินร้านค้าผ้าของตระกูล เมื่อมีหลักฐานชี้ชัดขนาดนี้ ก็ไม่สามารถแก้ตัวอะไรได้ ท่านพ่อจึงพาทุกคน เดินทางมาอาศัยบ้านเดิมของท่านย่าที่หมู่บ้านอันผิง ตอนที่ออกจากจวนในเมืองหลวง พวกเราไม่สามารถหยิบของมีค่าติดตัวมาได้เลย โชคยังดีที่ท่านแม่รอบคอบ แอบนำตั๋วเงินมาเย็บไว้ในเสื้อผ้าของบุตรสาว จึงพอมีเงินเป็นค่าใช้จ่าย เดินทางมาจนถึงหมู่บ้านอันผิงแห่งนี้ จากที่เคยเป็นพ่อค้าก็ต้องมาขึ้นเขาล่าสัตว์ ทำสวนปลูกผัก ท่านแม่ก็รับผ้ามาปักหารายได้ช่วยครอบครัวอีกแรง ด้วยตอนนี้เป็นฤดูหนาวที่หิมะตกอย่างหนัก สวีลู่ชิงที่ร่างกายขาดสารอาหาร และช่วยงานของครอบครัว เกิดล้มป่วยไข้ขึ้นสูงเงินเก็บในบ้าน ก็มีไม่พอที่จะไปตามหมอมารักษา ท่านพ่อจึงหาสมุนไพรมาต้มให้ดื่มแก้ขัด เพื่อบรรเทาอาการเท่านั้น แต่ร่างกายนี้ทนพิษไข้ไม่ไหว จึงจากไปในที่สุดและเป็นวิญญาณของเธอ ที่เข้ามาอยู่ในร่างนี้แทน แม้จะไม่รู้ว่าทำไมถึงมาอยู่ในร่างนี้ได้ แต่ก็อยากขอบคุณเจ้าของร่างอยู่ดี ที่ทำให้เธอได้มีโอกาสได้ใช้ชีวิตในโลกนี้อีกครั้ง
“สวีลู่ชิง ขอให้เจ้าไปสู่ภพภูมิที่ดีเถิด อย่าได้เป็นห่วงครอบครัวเจ้า จากนี้ต่อไปข้าจะช่วยดูแลพวกเขาแทนเจ้าเอง” เข็มขาวพูดจบก็รู้สึกถึงลมวูบนึงพัดผ่านตัวเธอไป ขณะที่กำลังจะลงจากเตียง ก็มีเสียงเอ่ยเรียกขึ้นมาเสียก่อน
“นะ นะ น้องเล็กเจ้าฟื้นแล้ว ดีจริงๆทุกคนเป็นห่วงเจ้ามากนะ ท่านแม่แอบร้องไห้อยู่บ่อยๆ” คนที่พูดกับข้าคือพี่ชายคนรองสวีลู่เสียนนั่นเอง
“ข้าฟื้นแล้วเจ้าค่ะ พี่รองข้ารบกวนท่าน เอาน้ำมาให้ข้าสักหน่อยได้หรือไม่เจ้าคะ ข้ารู้สึกกระหายน้ำมากเลย” ด้วยร่างกายที่ผอมบาง และเพิ่งฟื้นทำให้ไม่ค่อยมีแรงมากนัก ทำอะไรก็ดูจะชักช้าไปหมด
“ได้สิๆ เจ้ารอพี่รองสักประเดี๋ยว พี่จะไปเอาน้ำมาให้เจ้า และจะไปตามท่านพ่อท่านแม่และพี่ใหญ่ด้วย พวกเขาต้องดีใจมากแน่ๆ ที่เห็นเจ้าฟื้นขึ้นมาเช่นนี้" ลู่เสียนบอกน้องสาวเสร็จ ก็รีบวิ่งออกไปตามทุกคน และไม่ลืมเอาน้ำต้มอุ่นๆ มาให้น้องสาวของเขาได้ดื่ม
“ได้รับโอกาสมีชีวิตใหม่อีกครั้ง และมีครอบครัวที่รักกันแบบนี้ก็ดีไม่น้อยเลย” ขอบคุณสิ่งศักดิสิทธิ์หรือท่านเทพทั้งหลาย ที่เมตตาให้โอกาสข้าได้ใช้ชีวิตใหม่อีกครั้ง ไม่ว่าจะด้วยเหตุผลใดก็ตาม ที่ทำให้วิญญาณของเธอได้มาเกิดใหม่ในโลกแห่งนี้ แม้ในอนาคตจะเจอกับอุปสรรค เธอก็จะพยายามฝ่าฟันและไม่ยอมแพ้อย่างแน่นอน
จากนี้ไปเธอไม่ใช่เข็มขาวอีกแล้ว แต่เธอคือสวีลู่ชิงบุตรสาวคนเล็กของตระกูลสวี อย่างแรกคงต้องรักษาตัวเองให้แข็งแรงก่อน ถึงจะคิดเรื่องอื่นๆได้ ไม่งั้นคงจะได้ตายรอบสองแน่ ถ้ายังมีร่างกายผ่ายผอมขาดสารอาหารแบบนี้
“ชิงเออร์ๆ เจ้าฟื้นแล้วจริงๆด้วย พี่รองของเจ้าไม่ได้โกหก แม่ดีใจเหลือเกินที่เจ้าฟื้นเสียที เจ้าหิวหรือไม่เจ้านอนหลับไม่ได้สติไปหลายวัน จนแม่กลัวว่าเจ้าจะไม่ยอมตื่นขึ้นมาเสียแล้ว เจ้าคุยกับท่านพ่อ และพี่ชายของเจ้าไปก่อนนะ ประเดี๋ยวแม่จะไปต้มโจ๊กมาให้เจ้ากินรองท้อง เจ้าเพิ่งจะฟื้นต้องกินอาหารอ่อนๆ ไปก่อน” ท่านแม่มาเร็วเคลมเร็วไปหรือเปล่าเจ้าคะ ท่านแม่เข้ามาก็พูดขึ้นรัวๆ และก็รีบออกไปที่ห้องครัวทันที หลังพูดจบไม่เปิดโอกาสให้ข้าได้ตอบเลย
“ชิงเออร์ของพ่อ รู้สึกเป็นอย่างไรบ้างยังปวดหัวอยู่หรือไม่” ท่านพ่อถามด้วยน้ำเสียงที่อ่อนโยน และเป็นห่วงนางยิ่งนัก
“ท่านพ่ออย่าได้กังวลชิงเออร์ดีขึ้นแล้วเจ้าคะ อาจจะมีเพลียๆอยู่บ้าง แต่นอนพักสักสองสามวัน ก็ลุกออกไปช่วยงานท่านพ่อได้แล้วเจ้าค่ะ” ข้าตอบท่านพ่อเพื่อให้เขาคลายกังวล เพราะท่าทีของท่านพ่อเหมือนคนรู้สึกผิด
“เจ้าต้องพักผ่อนให้มากหน่อย รอให้หายดีจริงๆก่อน ค่อยคุยเรื่องทำงานเข้าใจหรือไม่” เขาเห็นบุตรสาวยิ้มได้ก็สบายใจขึ้น แม้นางจะยังดูซีดเซียวอ่อนแรงอยู่บ้างก็ตาม
“น้องเล็กเจ้าต้องพักผ่อนอย่างที่ท่านพ่อบอกให้ดี อยากได้อะไรเจ้าก็บอกพี่ใหญ่มาได้เลย เดี๋ยวพี่ใหญ่จะช่วยทำให้เจ้าเอง” ข้าหันไปมองพี่ชายคนโตเริ่มเข้าสู่วัยหนุ่มแล้ว ปีนี้พี่ใหญ่อายุสิบห้าหนาวแล้ว เขาหน้าตาคล้ายท่านพ่อถึงเจ็ดส่วน ส่วนพี่รองเพิ่งอายุครบสิบสามหนาวเมื่อเดือนก่อน ก็มีหน้าตาคล้ายท่านพ่อห้าส่วน รูปร่างไม่ได้สูงใหญ่เหมือนท่านพ่อ แต่กลับสูงโปร่งคล้ายบัณฑิตมากกว่า ส่วนข้านั้นคล้ายท่านแม่ถึงแปดส่วนเลยทีเดียว ท่านแม่มีใบหน้าที่งดงามไม่น้อยแม้จะไม่ถึงกับงามล่มเมืองแต่กลับน่ามอง ท่านแม่มาจากครอบครัวบัณฑิต ท่านตาเป็นซิ่วไฉสอนอยู่สำนักศึกษาที่เมืองเฉียนเหอ ท่านพ่อมักจะไปติดต่อค้าขายที่เมืองนี้บ่อยๆ จึงได้เจอกับท่านแม่ เวลาที่ท่านพ่อมาทำการค้าที่เมืองนี้ ก็จะได้พูดคุยกันจนเกิดเป็นความรัก ท่านพ่อจึงให้แม่สื่อมาเจรจาสู่ขอ เมื่อแต่งงานแล้วท่านแม่ก็ต้องไปอยู่เมืองหลวงกับท่านพ่อ จะกลับไปเยี่ยมท่านตากับท่านยายนานๆ ครั้ง จนกระทั่งสองปีต่อมา ที่เมืองเฉียนเหอเกิดโรคระบาด ท่านตาท่านยายต่างก็ติดโรคระบาดนี้จนเสียชีวิตทั้งคู่ ขณะที่ลู่ชิงกำลังนึกถึงอดีตของครอบครัว ท่านแม่ก็ถือชามโจ๊กร้อนๆ เข้ามาหานางพอดี
“ชิงเออร์ มากินโจ๊กรองท้องก่อนนะลูกจะได้ดื่มยาต่อเจ้าจะได้หายไวๆ” ท่านแม่เดินเข้ามานั่งลงที่ข้างเตียงพร้อมกับเป่าไล่ความร้อนของโจ๊กให้นาง
“ขอบคุณท่านแม่เจ้าค่ะ” ข้ารู้สึกอบอุ่นในหัวใจเหลือเกิน จึงกล่าวขอบคุณท่านแม่ด้วยน้ำเสียงที่สั่นเครือ
“แม่ยินดีทำให้ชิงเออร์ มากินโจ๊กเถอะเดี๋ยวแม่จะป้อนให้เจ้าเอง” ตอนนี้นางมีความสุขมาก ที่บุตรสาวฟื้นจากอาการป่วยในครั้งนี้ จึงนั่งป้อนโจ๊กให้บุตรสาวด้วยรอยยิ้ม
ลู่ชิงมองดูถ้วยโจ๊ก ที่ท่านแม่ทำมาให้ แม้ว่ามันจะมีน้ำมากกว่าเม็ดข้าว แต่กลับรู้สึกว่าในถ้วยใบนี้ มันเต็มไปด้วยความรัก จึงอ้าปากให้ท่านแม่ป้อน และมองใบหน้าที่เต็มไปด้วยรอยยิ้ม
“ท่านแม่ ข้าอิ่มแล้วเจ้าค่ะกินอีกไม่ไหวแล้ว” ข้ากินโจ๊กไปได้หลายคำก็รู้สึกอิ่ม เพราะนอนป่วยหลายทำให้กินได้ไม่มาก
“ถ้าเช่นก็ดื่มยาแล้วนั่งพักสักครู่ แล้วค่อยนอนพักผ่อนนะลูก” ท่านแม่วางถ้วยโจ๊กแล้วหยิบถ้วยยาสีดำปี๋ แถมกลิ่นก็ไม่น่าพิศมัยเอาเสียเลยยื่นมาให้ข้า
“ท่านแม่เจ้าคะ ไม่ดื่มได้หรือไม่ ดูแล้วมันคงจะขมมากนะเจ้าคะ” แค่เห็นสีของยาข้าก็ไม่อยากจะดื่มมันขึ้นมาเสียแล้ว
“ยาก็ต้องมีรสขมเป็นธรรมดา เจ้ากลั้นใจดื่มสักหน่อยเถิด” นางพยายามพูดปลอบใจบุตรสาว ที่ไม่อยากดื่มยารสขม
“ก็ได้เจ้าค่ะ ท่านแม่” ข้ารับถ้วยยามาและกลั้นหายใจ ดื่มมันลงไปทีเดียว อื้อหืม ขมมากแม่ล้วงคอเอาออกมายังทันมั้ย
“เอาล่ะอีกสักพักเจ้านอนพักผ่อน มีอะไรก็เรียกแม่ได้ แม่จะนั่งปักผ้าอยู่ตรงหน้าบ้านนะ” ฟางซินเห็นบุตรสาวทำสีหน้าหลังดื่มยาก็อดที่จะขำไม่ได้ นางกำชับบุตรสาวเล็กน้อย ก่อนจะเดินออกจากห้องไป
หลังจากที่ข้าดื่มยาถ้วยนั้นแล้วนั่งอยู่สักครู่ ก็เริ่มจะง่วงขึ้นมาอีกครั้งจึงค่อยๆ เอนตัวลงนอน ด้วยร่างกายที่ยังอ่อนเพลียจากพิษไข้อยู่ข้าจึงหลับไปอย่างง่ายดาย โดยไม่รู้ตัวเลยว่ากำลังมีเรื่องอัศจรรย์เกิดขึ้นกับตนเอง
--------------------------
มาส่งตอนแรกให้คุณรี้ดแล้วจ้า
ได้มิติมาแบบไม่คาดฝัน
ลู่ชิงนอนหลับสนิทอยู่สักพัก แต่กลับถูกรบกวนด้วยเสียงใครบางคน ที่พยายามเรียกตนเองให้ตื่น ทั้งที่กำลังนอนหลับสบาย จากอาการป่วยจนร่างกายไร้เรี่ยวแรงมานาน เมื่อทนการรบเร้านี้ไม่ไหว จึงได้ลืมตาตื่นมองไปรอบๆ ที่ยามนี้ไม่ใช่เตียงนอนเก่าๆอีกแล้ว แต่เป็นสถานที่หนึ่ง กับชายชราผมขาว ที่ยืนถือไม้เท้าลักษณะแปลกๆ มองมาที่ลู่ชิงอย่างเหนื่อยใจ
"นังหนูๆๆ ตื่นได้แล้วกระมัง จะนอนกินบ้านกินเมืองหรือยังไง โลกโน้นทำเจ้าอดหลับอดนอน จนข้ามมายังโลกนี้ก็ยังต้องเหนื่อยอีก" ชายแก่ผมขาวในมือยังถือไม้เท้า ปลุกร่างบางที่ยังนอนหลับอยู่
"อืม ขอนอนต่ออีกสักหน่อยนะเจ้าคะ" ลู่ชิงยังไม่รู้ตัวว่าตอนนี้ นางไม่ได้อยู่บนเตียงนอนในบ้านของตนเอง
"ถ้าเจ้ายังไม่ยอมตื่นขึ้นมาเสียทีละก็ ข้าจะไม่ให้ของดีกับเจ้าแล้วนะนังหนู" ชายแก่ยังไม่ยอมแพ้ที่จะปลุกนาง
"พรึ่บ!! หืม! ที่นี่คือที่ไหน ไม่ใช่ห้องนอนในบ้านนี่ แล้วเมื่อกี้เสียงใครปลุกข้ากัน" ข้ารู้สึกแปลกใจที่มีคนมาปลุก แถมพูดว่าจะให้ของดีกับข้าอีก พอหันไปด้านหลังก็เจอกับชายแก่ผมขาว ที่ดูใจดีคนหนึ่งยืนอยู่เงียบๆ
"ท่านตาเป็นใครหรือเจ้าคะ แล้วที่นี่คือที่ไหน หรือว่าข้าตายอีกรอบแล้วงั้นเหรอเจ้าคะ" ข้าพูดขึ้นด้วยความตกใจ
"ไอหย๋าาาา นังหนูคนนี้นี่ตื่นมาก็พูดไม่หยุด จะให้ข้าตอบคำถามไหนก่อนดีเล่า" ตอนปลุกไม่ยอมตื่น พอตื่นมาก็พูดเป็นต่อยหอยเชียว
"แฮะๆๆ ข้าต้องขออภัยด้วยเจ้าค่ะ ท่านเป็นใครหรือเจ้าคะและที่นี่คือที่ไหน" ข้าปรับอารมณ์ใหม่และถามกับชายแก่คนนี้ช้าๆ อีกครั้ง
"ข้าเป็นเทพชะตาของโลกใบนี้ และที่เจ้าอยู่ในตอนนี้คือมิติวิเศษ ที่ข้าจะมอบให้กับเจ้าเป็นการตอบแทน" เทพชะตาตอบคำถามของลู่ชิงอย่างใจเย็น
โอ้โห เป็นเทพชะตาคงมาจากบนสวรรค์เป็นแน่ แถมจะมอบมิติวิเศษเป็นการตอบแทน แต่จะตอบแทนข้าเรื่องอะไรกันล่ะเนี่ย อย่าเสียเวลาถามให้รู้เรื่องไปก็จบแล้ว
"ข้าขอถามท่านเทพสักข้อเจ้าค่ะ ท่านจะมอบมิติวิเศษนี้ เพื่อตอบแทนข้าเรื่องอะไรหรือเจ้าคะ" ข้าอยากรู้จริงๆ นะ
"ข้าจะมอบมิตินี้ พร้อมห้างสรรพสินค้าแบบในโลกที่เจ้าจากมา และบ่อน้ำวิเศษที่รักษาโรคได้อีกหนึ่งบ่อ ตอบแทนที่เจ้าจะต้องดูแลครอบครัวนี้ แทนเจ้าของร่างเดิมที่หมดอายุขัยแล้ว ข้ารับรู้ว่าเจ้าใฝ่ฝันที่จะมีครอบครัวที่อบอุ่น รักใคร่สามัคคีกัน จึงได้พาดวงวิญญาณของเจ้า มาที่โลกคู่ขนานแห่งนี้" ท่านเทพชะตาอธิบายเหตุผลให้ลู่ชิงได้ฟัง
"ขอบคุณท่านเทพชะตา ที่มอบมิตินี้ให้กับข้าเจ้าค่ะ แล้วมีอย่างอื่นต้องทำอีกหรือไม่เจ้าคะ นอกจากการช่วยดูแลครอบครัวนี้แล้ว" ข้าถามเพื่อความแน่ใจ ว่าจะต้องทำเรื่องอะไรเพิ่มนอกเหนือจากนี้หรือไม่
"ไม่มีเรื่องอื่นเจ้าอย่าได้กังวล แต่สิ่งที่มนุษย์ทุกคนควรทำ นั่นก็คือความดีเจ้าก็ทำความดีเป็นบุญกุศล เพื่อส่งเสริมตัวเจ้าและครอบครัวก็แล้วกัน" แค่พวกเขาหมั่นทำความดีก็เพียงพอแล้ว
"ข้ารับปากเจ้าค่ะว่าจะทำความดี แล้วมิตินี้ข้าสามารถ พาครอบครัวเข้ามาได้หรือไม่เจ้าคะ เวลาในมิติกับด้านนอกต่างกันมากไหมเจ้าคะ" การทำความดี เป็นเรื่องที่สมควรทำแน่นอน ข้าถึงถามเผื่อครอบครัวเรื่องมิติด้วย
"เจ้าสามารถพาพวกเขาเข้ามาได้ แต่คนอื่นที่ไม่ใช่ครอบครัว ไม่สามารถเข้ามาได้หากเจ้าไม่อนุญาต ส่วนเวลาในมิติหนึ่งชั่วยามเท่ากับเวลาด้านนอกเพียงหนึ่งเค่อเท่านั้น อ้อ เวลาจะเข้าออกมิติ เจ้าเพียงคิดในใจเท่านั้น ก็สามารถเข้าออกได้แล้วล่ะ ยังมีอะไรจะถามอีกหรือไม่" ท่านเทพชะตาตอบคำถามของลู่ชิงได้ครอบคลุมทุกข้อ
"ไม่มีคำถามแล้วเจ้าค่ะ" ท่านเทพชะตาอธิบายมาขนาดนี้ ถ้ายังมีคำถามอีกคงไม่ต้องออกไปจากที่นี่กันพอดี
"เอาล่ะเมื่อเจ้าเข้าใจแล้วก็ดี จากนี้ก็ใช้ชีวิตให้มีความสุขก็พอ ข้าต้องไปแล้วขอให้เจ้าโชคดีนังหนู" พอพูดจบท่านเทพก็หายไปทันที
ตอนนี้ไม่รู้ว่าจะทำอะไรก่อนดี แต่การมีตัวช่วยที่ดีเช่นนี้ ย่อมทำให้ความเป็นอยู่ของครอบครัว เปลี่ยนไปในทางที่ดีขึ้นอย่างแน่นอน แต่ข้าจะบอกกับพวกเขาว่าอย่างไร เรื่องมิติวิเศษนี่ถ้าบอกความจริงว่า ข้าเป็นวิญญาณจากที่อื่น มาอยู่ในร่างนี้แทนลู่ชิงตัวจริง พวกเขาจะรู้สึกอย่างไร แต่ถ้าโกหกและทำตัวมีพิรุธ พวกเขาก็ต้องจับได้สักวัน สู้บอกความจริงตั้งแต่แรกก็สิ้นเรื่อง จากนั้นก็ดูปฏิกิริยาของทุกคนอีกที ว่าจะไปในทิศทางใด มันอาจจะยากที่จะรับเรื่องนี้ได้ แต่จะให้ทำอย่างไรเพราะอุปนิสัย ของลู่ชิงคนเก่ากับลู่ชิงคนใหม่ ช่างต่างกันคนละขั้ว คนเดิมพูดน้อยเงียบขรึมไม่ร่าเริง ต่างจากลูชิงคนใหม่ที่ชอบพูด ชอบยิ้มชอบทำเรื่องท้าทาย ถ้าหากพวกเขารับไม่ได้ ข้าคงต้องแยกตัวออกไป แล้วค่อยให้ความช่วยเหลือ หลังจากที่ทำงานมีเงินมากๆก็แล้วกัน
ลู่ชิงนึกขึ้นได้ที่ท่านเทพชะตาบอกว่า น้ำในบ่อวิเศษใช้รักษาโรคได้ จึงเดินไปลองตักขึ้นมาดื่มไปหลายอึก เพียงไม่นานก็รู้สึกว่า อาการต่างๆจากพิษไข้ ไม่เหลืออยู่แล้วมันหายเป็นปลิดทิ้ง แถมร่างกายเหมือนจะแข็งแรงเพิ่มขึ้น แม้จะยังดูผอมอยู่ก็ตาม ข้าไม่อยากเชื่อว่าน้ำในบ่อ จะทำให้อาการป่วยของร่างนี้ดีขึ้นได้จริงๆ เช่นนั้นถ้าทุกคนในครอบครัวได้ดื่มทุกวัน ต้องมีร่างกายที่แข็งแรง และไม่เจ็บป่วยง่ายอย่างแน่นอน ตอนนี้ก็ออกจากมิติไปก่อนก็แล้วกัน เผื่อมีใครเข้ามาแล้วไม่เจอจะเป็นเรื่องใหญ่เอาได้
เมื่อออกมาจากมิติ ร่างของข้าก็นอนอยู่บนเตียงเช่นเดิม รอให้ทุกคนอยู่พร้อมหน้ากันในตอนเย็น แล้วค่อยบอกเรื่องของข้าและมิติที่ได้มาก็แล้วกัน ในเมื่อมีแรงแล้ว ก็ขอออกไปสำรวจภายในบ้านดูสักหน่อย พอเดินออกจากห้องนอนมา ก็มองสำรวจภายในตัวบ้าน ที่มีห้องนอนอยู่สามห้อง ท่านพ่อท่านแม่หนึ่งห้อง พี่ใหญ่กับพี่รองอยู่ด้วยกันหนึ่งห้อง และอีกห้องเป็นของข้า สภาพทุกอย่างของบ้าน หากไม่รีบปรับปรุง ยามฝนตกหนักน้ำคงท่วมบ้านแน่ เอาไว้จัดการเรื่องสำคัญที่ต้องบอกพวกเขาทุกคน ให้เรียบร้อยก่อน หลังจากนั้นค่อยทำงานหาเงิน มาซ่อมแซมหรือสร้างบ้านใหม่ก็ยังไม่สาย ข้าเดินมาจนถึงประตูเข้าบ้าน ก็เจอท่านแม่นั่งปักผ้าอยู่ตรงแคร่ด้านนอก เพื่ออาศัยแสงสว่างจากนอกบ้าน ในการทำงานที่ละเอียดอ่อนเช่นนี้
"ท่านแม่เจ้าคะ" ข้าเอ่ยเรียกท่านแม่ทันทีที่เดินพ้นประตูห้องออกมา
"อ้าว ชิงเออร์เจ้าออกมาข้างนอกทำไมกัน ถึงจะมีแสงแดดส่องมาบ้าง แต่อากาศด้านนอกยังหนาวเย็นอยู่มากอยากได้อะไรทำไมไม่เรียกแม่เล่า" ฟางซินกลัวว่าบุตรสาวจะป่วยอีก ถ้าโดนอากาศที่ยังหนาวเย็นด้านนอก จึงถามขึ้นด้วยความเป็นห่วง
"ข้ารู้สึกดีขึ้นจากเมื่อเช้ามากแล้วเจ้าค่ะ นอนหลับไปตั้งหลายวัน ข้าอยากออกมาเดินบ้าง ร่างกายจะได้แข็งแรงไวๆ เจ้าค่ะ" ข้าไม่อยากนอนเฉยๆ เพราะปวดเมื่อยตัวจากการนอนนานๆ ดังนั้นจึงอยากเดินออกกำลัง เป็นการกระตุ้นการทำงานของร่างกายได้อีกทาง
"แม่แค่เป็นห่วงกลัวเจ้าจะจับไข้อีก ถ้าเจ้าบอกว่าไม่เป็นไร แม่จะยอมเชื่อเจ้าสักหน่อยก็แล้วกันนะ" ในเมื่อบุตรสาวบอกมาเช่นนั้น ก็ลองเชื่อใจนางสักหน่อยจะเป็นไรไป
"ขอบคุณท่านแม่ที่เป็นห่วงเจ้าค่ะ แล้วนี่ท่านพ่อพี่ใหญ่พี่รองไปไหนกันหมดล่ะเจ้าคะ" ข้าเห็นท่านแม่นั่งอยู่เพียงลำพัง แต่ไม่เห็นเหล่าบุรุษของบ้านสักคน
"อ่อ ท่านพ่อและพี่ชายทั้งสองของเจ้า กำลังช่วยกันกวาดหิมะอยู่ด้านนอก อีกสักพักก็คงจะเสร็จแล้วล่ะ เจ้ามีเรื่องอะไรหรือเปล่าชิงเออร์" ฟางซินตอบบุตรสาวไปและสังเกตเห็นว่าบุตรสาวเหมือนมีเรื่องอะไรอยู่ในใจ
"ไม่มีอะไรมากหรอกเจ้าค่ะ พอดีข้ามีเรื่องอยากจะพูดคุย กับพวกท่านทุกคน เช่นนั้นรอท่านพ่อและพี่ชาย กวาดหิมะเสร็จแล้วค่อยคุยกันนะเจ้าคะ" ข้าเกริ่นกับท่านแม่ไปก่อน ว่ามีเรื่องอยากจะพูดคุยกัน
ระหว่างที่รอท่านพ่อกับพี่ชายทำงานเสร็จ ข้าก็นั่งพูดคุยเป็นเพื่อนท่านแม่ไปพลางๆ ข้าชวนท่านแม่คุยไปหลายเรื่องมาก ทำให้รู้สึกคุ้นเคยกับท่านแม่ได้มากทีเดียว ข้าคุยกับท่านแม่เพลินไปหน่อย จนใกล้จะถึงยามเซิน จึงชวนท่านแม่เข้าบ้านเพื่อเตรียมทำมื้อเย็น ไว้รอพวกท่านพ่อกับพี่ชาย หลังกินมื้อเย็นเสร็จข้าจะได้พูดคุยเรื่องสำคัญ กับพวกเขาเสียที เพื่อความสบายใจของทั้งสองฝ่าย ในการใช้ชีวิตเป็นครอบครัวเดียวกัน
------------------
สำรวจมิติ
ปลายยามโหย่ว หลังจากที่ทุกคนกินมื้อเย็นเสร็จ และเก็บจานชามไปทำความสะอาดเรียบร้อยแล้ว ก็กลับมารวมตัวกันอยู่ที่โต๊ะกินข้าวอีกครั้ง และเป็นท่านพ่อที่เอ่ยถาม เรื่องที่ข้าอยากจะพูดคุยกับพวกเขาขึ้นมา
“ชิงเออร์ ท่านแม่ของเจ้าบอกพ่อว่า เจ้ามีเรื่องอยากจะคุยกับพวกเราเช่นนั้นหรือ” ลู่เวินเอ่ยถามบุตรสาว เมื่อทุกคนมาพร้อมหน้ากันแล้ว
“เจ้าค่ะท่านพ่อ ข้ามีเรื่องสำคัญ อยากจะบอกความจริงบางอย่าง กับพวกท่านทุกคน ก่อนที่ข้าจะเล่าข้าอยากจะขอให้พวกท่านตั้งสติ และทำความเข้าใจ เพราะเรื่องที่ข้าจะพูดมันเกี่ยวข้อง กับบุตรสาวของท่าน” ข้าอยากให้พวกเขามีสติกับความจริงที่ข้าจะพูดออกไป
“เอาเถอะไม่ว่าจะเรื่องอะไร พวกเราทุกคนยินดีที่จะรับฟังทั้งสิ้น เจ้าพูดมันออกมาได้เลยชิงเออร์” เขาอยากจะรู้ว่าบุตรสาว มีเรื่องหนักใจอันใด ถึงได้ทำสีหน้ากังวลเช่นนั้น
“ข้าที่ยืนอยู่ต่อหน้าพวกท่านในตอนนี้ ด้วยรูปลักษณ์ภายนอก ยังคงเป็นบุตรสาวของท่านพ่อท่านแม่ และเป็นน้องสาวของพี่ชายทั้งสอง แต่ดวงจิตที่อยู่ในร่างกายนี้ กลับไม่ใช่บุตรสาวตัวจริงของท่าน สวีลู่ชิงตัวจริงได้ตายจากไป ตั้งแต่เมื่อเช้ามืดของวันนี้แล้ว และข้าที่เป็นดวงวิญญาณ ที่ตายจากโลกคู่ขนานอีกโลกหนึ่ง ได้ถูกท่านเทพชะตาพามาอยู่ในร่างบุตรสาวของพวกท่าน และข้าได้ให้สัญญากับสวีลู่ชิงไว้แล้วว่า ข้าจะช่วยดูแลพวกท่านแทนนาง นับจากนี้เป็นต้นไปเจ้าค่ะ” ข้าเล่าออกไปและสังเกตอาการของทุกคน ว่าเป็นอย่างไร แน่นอนว่าท่านแม่นั้นร้องไห้ออกมา ตั้งแต่ข้าบอกว่าลู่ชิงตัวจริงนั้นได้ตายไปแล้ว ท่านพ่อกับพี่ชายก็ดูจะเสียใจไม่น้อย แต่ไม่มีน้ำตาให้เห็น
“ตัวข้าในโลกแห่งนั้น ไม่เป็นที่รักของครอบครัวสักเท่าไหร่ พ่อแม่รักพี่ชายมากไม่ว่าเขาอยากได้อะไร ล้วนได้ตามที่ต้องการเสมอ แต่กับข้าอยากได้อะไร ต้องหามันมาด้วยตัวเองเท่านั้น ในใจลึกๆ ข้าใฝ่ฝันมาตลอด ว่าอยากจะมีครอบครัวที่รักลูกทุกคน ไม่ว่าจะเป็นสตรีหรือบุรุษ ขอแค่มีครอบครัวที่อบอุ่น ได้ใช้ชีวิตอย่างมีความสุขก็เพียงพอแล้ว ดังนั้นข้าที่ได้มาเกิดใหม่ ในร่างของบุตรสาวพวกท่าน ข้าจะขอฝากตัวเป็นบุตรสาว เป็นน้องสาวของครอบครัวนี้ ของท่านได้หรือไม่เจ้าคะ” ข้าพูดถึงความใฝ่ฝันที่อยากมีในชีวิตสักครั้ง
“เป็นเพราะพ่ออย่างข้า ที่ไม่เอาไหนปล่อยให้บุตรสาว ต้องล้มป่วยจนตาย นี่คงเป็นลิขิตของสวรรค์ ที่บุตรสาวของข้าได้มาใช้ชีวิตเพียงแค่สิบสองหนาว ส่วนพวกเราก็ไม่อาจรู้ได้ ว่าจะมีชีวิตอยู่ยืนยาวหรือไม่ ไหนๆ เรื่องราวมันก็เกิดขึ้นแล้ว ไม่สามารถย้อนกลับไปแก้อะไรได้ ไม่ว่าเจ้าจะเป็นใครก่อนหน้านี้ แต่ตอนนี้เจ้าคือสวีลู่ชิงบุตรสาวคนเล็ก ของครอบครัวตระกูลสวี” แม้จะเสียใจอยู่ลึกๆแต่อย่างน้อย ร่างของบุตรสาวก็ยังได้ทำความดี ให้อีกคนได้เกิดใหม่มีโอกาสใช้ชีวิตที่เหลือแทนนาง
“โธ่ชิงเออร์ลูกแม่ ฮือๆๆ เพราะพวกเราดูแลลูกได้ไม่ดี ทำให้เจ้าต้องจากไปเร็วเช่นนี้ ฮือๆๆ” ฟางซินไม่อยากจะเชื่อว่าบุตรสาวของนาง ได้จากโลกนี้ไปแล้ว จึงยังทำใจไม่ได้ขอตัวกลับเข้าห้องไปก่อน
“เจ้าช่วยให้เวลาท่านแม่ ทำใจสักพักเถิดนะ พวกข้าเองก็เสียใจไม่น้อย แต่ในเมื่อทุกอย่างมันเกิดขึ้นแล้ว พวกเราคงต้องยอมรับความจริง เจ้าอย่าได้กังวล ขอเพียงเจ้าไม่ทำร้ายครอบครัว พวกเราก็อยู่ร่วมกันได้ต่อไป และเจ้าก็เกิดอยู่ในร่างของชิงเออร์แล้ว เจ้าก็ต้องเป็นน้องสาวอยู่ดี” ลู่จื้อพูดขึ้นมาอย่างจริงจังและลู่เสียน ก็พยักหน้าเห็นด้วยกับพี่ชาย
“ฮึก ขอบคุณพวกท่านที่ไม่รังเกียจข้า ที่เป็นคนแปลกหน้ามาจากที่อื่น ข้าขอสัญญาว่าต่อจากนี้ไป ความรู้ใดที่ข้ามีนั้น ข้าจะนำมันมาใช้ให้เกิดประโยชน์ เพื่อให้ทุกคนได้มีความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น ในอนาคตอย่างแน่นอนเจ้าค่ะ” ข้าคุกเข่าลงและก้มหัวคำนับให้กับพวกเขา
“อ่อ ข้ายังมีอีกเรื่องที่อยากจะบอกพวกท่านเจ้าค่ะ ถือว่าข้าบริสุทธิ์ใจไม่คิดมีความลับ กับพวกท่านที่จะให้ข้าอยู่ที่นี่ ในฐานะสมาชิกคนหนึ่ง ของครอบครัวตระกูลสวี และเรื่องนี้มันสำคัญมาก หากข้าบอกไปแล้วพวกท่านต้องเก็บเป็นความลับ จะบอกให้คนอื่นรู้ไม่ได้เด็ดขาดเลยนะเจ้าคะ” ข้าไม่ลืมที่จะบอกพวกเขาเรื่องมิติวิเศษนั่น
“หืม เรื่องสำคัญที่ต้องเก็บเป็นความลับเลยหรือ ถ้ามันสำคัญถึงเพียงนั้น เจ้าไม่ต้องบอกพวกเราก็ได้” ท่านพ่อถามข้าด้วยความสงสัย ว่าเป็นเรื่องสำคัญอันใด แต่ก็ยังคิดเผื่อว่าไม่ต้องบอก และเก็บไว้กับตัวดีกว่า
“ไม่เป็นไรเจ้าค่ะ บอกพวกท่านให้รู้ไว้ย่อมดีที่สุด ยามที่พวกท่านเห็นสิ่งแปลกๆ จะได้ไม่ตกใจจนจับไข้อย่างไรเล่า ตอนนี้จับมือกันไว้และหลับตานะเจ้าคะ หายใจเข้าลึกๆด้วยเจ้าค่ะ ข้าจะพาพวกท่านไปยังที่แห่งหนึ่ง” เมื่อทุกคนทำตามที่ข้าบอกแล้ว ข้าก็พูดว่าเข้ามิติ เพียงวูบเดียวก็พาทุกคนมาโผล่ด้านในมิติแล้ว
“พวกท่านลืมตาได้แล้วเจ้าค่ะ” ข้าบอกให้พวกเขาลืมตาทันทีที่เข้ามาในมิติแล้ว
“ชิงเออร์!!! นะ นี่เจ้าพาพวกเรามาที่ไหนกัน เมื่อครู่ยังอยู่ในบ้านอยู่เลย ถ้าท่านแม่ออกมาไม่เจอเล่า”
“ชิงเออร์!! เจ้าอาคารนั่นคือสิ่งใด ทำไมมันถึงมีขนาดใหญ่เช่นนั้นล่ะ ที่เมืองหลวงไม่เคยเห็นอาคารเช่นนี้นะ”
“ชิงเออร์!! ที่เจ้าบอกว่าเป็นเรื่องสำคัญ หรือว่าเจ้าจะได้รับพรวิเศษมาจากท่านเทพใช่หรือไม่”
ทุกคนลืมตาขึ้นก็พากันตกใจหันมองซ้ายทีขวาที ถามคำถามจนไม่เว้นช่องให้ข้าได้ตอบเลย ทำให้ข้าแอบอมยิ้มขำขันเล็กน้อย ก่อนที่ทุกคนจะตั้งคำถามอีก ข้าจึงชิงอธิบายให้ทุกคนฟังทันที
“ท่านพ่อ ที่นี่เป็นมิติวิเศษ ที่ท่านเทพชะตามอบเป็นของตอบแทนให้ข้าเจ้าค่ะ หากข้ามีมิติแห่งนี้ข้าจะได้นำของต่างๆ ไปสร้างอาชีพให้กับพวกเรา อาคารขนาดใหญ่ที่พวกท่านเห็น มันเรียกว่าห้างสรรพสินค้า ทุกอย่างในนั้นล้วนเป็นสิ้นค้า ที่ต้องใช้ในชีวิตประจำวันเจ้าค่ะ มีข้าวสาร เนื้อสัตว์ อาหารแห้ง ผักผลไม้ แป้งที่ใช้ทำอาหารหรือทำขนมก็มีครบ ร้านเครื่องประดับ อุปกรณ์ตัดเย็บ เครื่องครัว และมีอีกมากมายหลายอย่าง เดี๋ยวพวกเราค่อยไปเดินสำรวจด้วยกันเจ้าค่ะ จะได้เลือกของที่อยากจะทำ เป็นมื้อเช้าวันพรุ่งนี้ด้วย แต่ว่าตอนนี้ข้าอยากให้พวกท่าน ได้ดื่มน้ำจากบ่อวิเศษนี้ก่อนเจ้าค่ะ ที่ข้าหายป่วยเร็วก็เพราะดื่มน้ำจากในบ่อนี้ แม้พวกท่านจะไม่ได้เจ็บป่วย แต่ว่าเมื่อดื่มมันไปแล้ว จะช่วยให้ร่างกายแข็งแรงมากขึ้นกว่าเดิมนะเจ้าคะ” ข้าอธิบายเรื่องห้างสรรพสินค้าไปแล้ว จึงพาทุกคนเดินมาที่บ่อน้ำวิเศษ และตักขั้นมาใส่แก้วให้พวกเขาได้ดื่ม พี่ชายทั้งสองดื่มแล้วไม่มีอาการผิดปกติใดๆ แต่คนที่มีอาการผิดปกติ กลับเป็นท่านพ่อที่ตอนนี้มีคราบสีดำ ซึมออกมาตามเสื้อผ้า จากที่เคยอ่านนิยายแนวกำลังภายในมาบ้าง อาการแบบนี้มันเป็นอาการของคนที่ถูกวางยาพิษ
“ท่านพ่อ!!!” พวกข้าทั้งสามคนต่างเรียกท่านพ่อขึ้นพร้อมกัน
“ท่านพ่อ อาการของท่านเช่นนี้ข้าคิดว่า ตอนที่ท่านอยู่ที่เมืองหลวง มีคนแอบวางยาพิษท่านพ่อเป็นแน่เจ้าค่ะ แต่ไม่ได้ใส่ในปริมาณที่มาก เหมือนอยากให้ท่านค่อยๆ มีอาการเจ็บป่วยและตายในที่สุดเจ้าค่ะ” ข้ารีบอธิบายความผิดปกติ ให้ทุกคนฟังจะได้ไม่ตกใจจนเกินไป
“พวกสารเลว!! แค่ใส่ร้ายท่านพ่อ จนพวกเราถูกไล่ออกจากตระกูลแล้ว ยังไม่พอใจถึงกับวางยาพิษท่านพ่ออีก” พี่ใหญ่พอได้ฟังสิ่งที่ข้าพูด ก็โมโหเป็นอย่างมาก
“สมมติว่าพวกเรายังใช้ชีวิตปกติ จนท่านพ่อจากไป พวกเราก็คงจะคิดว่าท่านพ่อป่วย จนรักษาไม่ได้ทั้งที่จริงแล้วเป็นยาพิษ ที่ทำให้ท่านพ่อต้องตายช่างโชคดีจริงๆ ที่พวกเราได้ดื่มน้ำจากบ่อน้ำวิเศษ จึงได้รู้ความจริงเร็วเช่นนี้ และยาพิษนั่นก็ถูกขับออกมาหมดแล้ว” พี่รองตั้งสมมติฐานได้ตรงประเด็นมาก
“ใช่แล้วเจ้าค่ะตอนนี้ท่านพ่อ ไม่มีพิษตกค้างในร่างกายอีกแล้ว จากนี้มีแต่จะแข็งแรงสุขภาพดีอายุยืนยาว รวมถึงพวกเราทุกคนด้วยนะเจ้าคะ ข้าจะตักน้ำในบ่อวิเศษนี้ไปใส่ในถังน้ำในบ้าน ครอบครัวของเราจะได้ดื่มทุกวัน เพื่อบำรุงร่างกายจนแข็งแรงแล้ว พอหิมะละลายอากาศเริ่มอุ่นขึ้นกว่านี้ พวกเราค่อยคิดกันว่าจะทำอาชีพอะไรเพื่อหาเงิน ดีหรือไม่เจ้าคะ” ข้าถามความคิดเห็นจากทุกคนขึ้นมา
“พ่อเห็นด้วยกับชิงเออร์ ช่วงที่รอหิมะละลาย พวกเราก็ดูแลร่างกายให้ดี จากนั้นค่อยปรึกษากันเรื่องอาชีพ ที่จะใช้หาเงินกันอีกที” ลู่เวินเห็นด้วยกับสิ่งที่บุตรสาวพูดมา
“พวกพี่สองคนก็เห็นด้วยกับเจ้า หากมีอาชีพประจำที่สามารถหาเงินได้ พวกเราย่อมมีความเป็นอยู่ที่ดีขึ้นกว่านี้แน่นอน” ลู้จื้อและลูเสียนย่อมไม่ขัดใจน้องสาวของพวกเขาอยู่แล้ว
“ขอบคุณพวกท่านที่เชื่อใจข้า รับรองว่าในอนาคตอันใกล้ ทุกอย่างจะเปลี่ยนไปในทางที่ดีขึ้นเจ้าค่ะ ถ้าท่านแม่รู้สึกสบายใจขึ้นแล้ว เรื่องนี้คงต้องรบกวนท่านพ่ออธิบาย กับท่านแม่อีกครั้งเจ้าค่ะ” ข้ามีความสุขมากที่ได้มาอยู่ในครอบครัวนี้
“อืม พ่อจะช่วยอธิบายกับแม่ของเจ้าเอง ให้เวลานางอีกสักหน่อยนะ”
“ขอบคุณท่านพ่อ เจ้าค่ะ”
จากนั้นข้าก็ชวนทุกคนเข้าไป เดินสำรวจข้างในห้างสรรพสินค้า และให้ท่านพ่อเปลี่ยนเสื้อผ้าด้านในไปก่อน ทุกคนล้วนตื่นตาตื่นใจกับสิ่งของที่มีหลากหลาย ข้าแยกไปส่วนของอาหารสดและอาหารแห้ง ส่วนท่านพ่อและพี่ชายให้ไปดูที่นอน เพื่อจะได้นำออกไปวางในห้องของแต่ละคน ‘สวีลู่ชิงเจ้าคงวางใจได้แล้วนะ ว่าข้าสามารถดูแลพวกเขาได้จริงๆ’ ขอแค่ทุกคนมีความสุขนั่น เป็นสิ่งที่ดีที่สุดสำหรับข้าแล้ว
---------------------------