โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ธุรกิจ-เศรษฐกิจ

GPSC ปั๊มพลังงานสะอาด บริษัทไทยรายแรกรายเดียวในอินเดีย

ประชาชาติธุรกิจ

อัพเดต 12 ส.ค. 2566 เวลา 09.27 น. • เผยแพร่ 12 ส.ค. 2566 เวลา 09.27 น.
รสยา เธียรวรรณ

คอลัมน์ : สัมภาษณ์

การเปลี่ยนผ่านสู่พลังงานสะอาด เป็นโจทย์ที่ท้าทายกับทุกประเทศทั้งโลก ไม่เว้นแม้แต่ “อินเดีย” มหาอำนาจทางเศรษฐกิจ ที่มีขนาดตลาดมากกว่า 1,400 ล้านคน กำลังเดินหน้าสู่การสร้างพลังงานสะอาด จึงนับได้ว่าเป็นโอกาสอย่างยิ่งสำหรับธุรกิจพลังงานหมุนเวียน

อินเดียมีเป้าหมายที่จะเพิ่มปริมาณการใช้พลังงานสะอาดสูงถึง 500 จิกะวัตต์ (GW) ภายในปี 2573 ซึ่งมีสัดส่วนการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานแสงอาทิตย์ที่ 280 GW พร้อมตั้งเป้าผลิตพลังงานไฟฟ้าหมุนเวียน 50% เพื่อบรรลุเป้าหมายการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ (Net Zero) ภายในปี 2613

บริษัทไฟฟ้าในกลุ่ม ปตท. อย่าง “GPSC” นับเป็นบริษัทไทยรายแรกและรายเดียวที่เข้ามาลงทุนด้านพลังงานในอินเดีย “ประชาชาติธุรกิจ” สัมภาษณ์ “นางรสยา เธียรวรรณ” รองกรรมการผู้จัดการใหญ่พัฒนาธุรกิจ บริษัท โกลบอล เพาเวอร์ ซินเนอร์ยี่ จำกัด (มหาชน) หรือ GPSC ถึงโอกาสและความท้าทายของการลงทุนในอินเดีย

ปัจจัยหนุนลงทุนในอินเดีย

ตัวเลขคาดการณ์ทางเศรษฐกิจของประเทศอินเดียในปี 2567 คาดว่าจะเติบโตถึง 6.8% มากกว่าปี 2566 ที่เติบโต 6.1% ซึ่งคิดเป็นมูลค่าสูงถึง 5 ล้านล้านเหรียญสหรัฐ ภายในปีงบประมาณ 2569 และเพิ่มเป็น 7 ล้านล้านเหรียญสหรัฐ ในปี 2573

นอกจากนี้รัฐบาลอินเดียยังมีนโยบายสนับสนุนด้านธุรกิจ อาทิ FDI ที่ให้ชาวต่างชาติสามารถเข้ามาลงทุนได้โดยตรง ผ่านมาตรการ Production Linked Incentive (PLI) ที่ยิ่งผลิตมากยิ่งได้ต้นทุนกลับคืนมาก และมีเป้าหมายที่จะเป็นศูนย์กลางพลังงานไฮโดรเจน
สีเขียว ที่ช่วยพัฒนาพลังงานสะอาดควบคู่ไปกับการกักเก็บ (energy storage)

ประกอบกับอินเดียมีประชากรกว่า 1,400 ล้านคน เป็นอันดับ 1 ของโลกแซงจีนและมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นอีกจนถึงปี 2603 และมีการใช้ไฟฟ้าต่อประชากร 1.2 เมกะวัตต์ชั่วโมง เมื่อเทียบกับประชากรโลกที่ 3.4 เมกะวัตต์ชั่วโมง

แสดงให้เห็นว่าอุปสงค์และอุปทานของอินเดียยังมีโอกาสที่จะขยายตัวเพิ่มขึ้นได้อีกในอนาคต ตลาดอินเดียมีส่วนสำคัญที่ช่วยสนับสนุน GPSC ในการก้าวสู่ผู้นำตลาดพลังงานหมุนเวียนของไทย

“การลงทุนครั้งนี้ใช้ระยะเวลาตัดสินใจเพียง 5 เดือนเท่านั้น เนื่องจากเล็งเห็นโอกาสจากปัจจัยด้านประชากร การเติบโตทางเศรษฐกิจ การสนับสนุนของรัฐบาลอินเดีย ตลอดจนพันธมิตรคนสำคัญอย่างนาย Vineet Mittal ประธานอวาด้ากรุ๊ป ที่ทำให้ตัดสินใจเลือกอินเดียเป็นบ้านหลังที่สองของ GPSC”

ในโอกาสมีอุปสรรค

จากรายงานของสำนักข่าว Reuters ระบุว่า อินเดียประกาศขึ้นภาษีนำเข้าแผงโซลาร์เซลล์เมื่อเมษายน ปี 2565 และภาษีของโซลาร์เซลล์อีก 25% เพื่อลดการนำเข้าจากจีน ซึ่งอยู่ในแผนของนายกรัฐมนตรี นาย Narendra Modi ที่ต้องการให้อินเดียพึ่งพาตนเองมากขึ้นและลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกด้วยการเพิ่มกำลังการผลิตพลังงานหมุนเวียน

ในปี 2564 อินเดียก็ขึ้นภาษีมูลค่าเพิ่มจาก 5% เป็น 12% ซึ่งเป็นปีที่ GPSC เพิ่งลงทุนไปเมื่อกรกฎาคมปี 2564

ฝ่าความท้าทายในอินเดีย

ช่วงแรกที่เข้ามาเริ่มในอินเดียนั้นราบรื่น แต่ปรากฏว่าพอผ่านไปได้ 6 เดือนก็เกิดปัญหาขึ้น เพราะอินเดียขึ้นภาษีนำเข้า 40% จากเดิมที่ไม่มี ทำให้ต้องวุ่นวายกับการหาเงินทุนและเตรียมสต๊อกสินค้าต่าง ๆ แถมซ้ำด้วยการที่อินเดียประกาศขึ้นภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT) จาก 5% กลายเป็น 12% เรียกได้ว่าเป็น perfect storm แต่ตอนนี้สถานการณ์ทุกอย่างก็คลี่คลายแล้ว

แต่ก็เป็นที่น่าจับตามองว่าอินเดียจะมีการเปลี่ยนแปลงอีกหรือไม่ในอนาคต เพราะจากรายงานของสำนักข่าว Reuters เมื่อวันที่ 30 พฤษภาคม 2566 ระบุว่า กระทรวงพลังงานหมุนเวียนของอินเดียมีแผนที่จะพูดคุยกับกระทรวงการคลัง เพื่อเสนอให้ลดภาษีนำเข้าแผงโซลาร์เซลล์จาก 40% ให้เหลือ 20% รวมถึงลดภาษีมูลค่าเพิ่มจาก 12% ให้เหลือ 5% เพื่อเพิ่มปริมาณโซลาร์เซลล์ในอินเดียขนานใหญ่ แต่ปัจจุบันยังไม่มีความชัดเจน ทำให้ต้องดูว่าแผนนี้จะเกิดขึ้นจริงหรือไม่

ชิงตลาดไฟสีเขียว 500 GW

ปัจจุบัน GPSC ถือหุ้นในสัดส่วน 42.93% ของบริษัท อวาด้า เอนเนอร์ยี่ ไพรเวท จำกัด (Avaada Energy Private Limited) หรือ AEPL ซึ่งคิดเป็นเงินลงทุนมูลค่า 779 ล้านเหรียญสหรัฐ ตั้งแต่ปี 2564 ซึ่ง AEPL เป็นบริษัทในอวาด้ากรุ๊ป (Avaada Group) ที่มีส่วนแบ่งตลาดพลังงานในอินเดียราว 10-15% หรือคิดเป็นกำลังผลิตที่ 7 จิกะวัตต์ ตีคู่กับบริษัทของภาครัฐ

โดยในปี 2569 คาดว่าจะมีกำลังการผลิตอยู่ที่ 11 จิกะวัตต์ ทำให้ GRSC จะได้สัดส่วนการผลิตไฟอยู่ประมาณ 3 จิกะวัตต์ สอดรับกับยุทธศาสตร์ของกลุ่มบริษัท ปตท. ที่ตั้งเป้าสร้างการเติบโตด้วยพลังงานสะอาดในปี 2569 ที่ 7 จิกะวัตต์ พร้อมขยับเป้าหมายในปี 2573 มาที่ 15 จิกะวัตต์

ทั้งนี้ การเข้าร่วมทุนกับ AEPL มีส่วนสำคัญต่อการขยายสัดส่วนกำลังการผลิตพลังงานหมุนเวียนของ GPSC ให้ได้ตามเป้าหมายมากกว่า 50% ในปี 2573 โดยปัจจุบัน GPSC มีกำลังการผลิตพลังงานหมุนเวียนอยู่ที่ 3,629 เมกะวัตต์ หรือคิดเป็น 45% ของกำลังการผลิตรวม ซึ่งเป็นไปตามยุทธศาสตร์การขับเคลื่อนธุรกิจพลังงานเพื่อความยั่งยืน

“คาดว่าในอนาคตหากยังสามารถรักษาส่วนแบ่งตลาดในอินเดียราว 10-15% นี้ต่อไปได้ ประกอบกับเป้าหมายของรัฐบาลอินเดียที่ตั้งเป้าว่าจะเพิ่มกำลังการผลิตพลังงานสะอาดที่ 50 จิกะวัตต์ต่อปี จนบรรลุเป้าหมาย 500 จิกะวัตต์ ได้ในปี 2573 จะทำให้ GPSC สามารถมีพลังงานสะอาดอย่างน้อย 5 จิกะวัตต์ต่อปี”

แผนสู่อนาคต

นอกจากพลังงานแสงอาทิตย์แล้วในอนาคต GPSC ยังตั้งเป้าที่จะขยายขอบเขตการดำเนินธุรกิจใน AEPL ให้ครอบคลุมธุรกิจระบบกักเก็บพลังงานแบบแบตเตอรี่ (BESS) ภายในปีหน้า รวมถึงในอนาคตอาจจะมีการลงทุนโครงการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานไฮโดรเจนสีเขียวในอินเดีย เพราะตอบโจทย์ในเรื่องต้นทุนการผลิตของไฮโดรเจน

“ต้นทุนส่วนใหญ่ของพลังงานไฮโดรเจนเกือบ 60% มาจากค่าไฟ ทำให้การลงทุนในไทยอาจจะไม่คุ้มค่าเพราะค่าไฟที่ 4.45 บาทต่อหน่วย ขณะที่ค่าไฟของอินเดียอยู่ที่ 1.50 บาทต่อหน่วยเท่านั้น ซึ่งถูกกว่าไทยเกือบ 3 เท่า”

อันดับ 3 ของอาเซียน

ปัจจุบัน GPSC มีกำลังการผลิตพลังงานสะอาดอยู่ที่ 5 จิกะวัตต์ เมื่อรวมกับการลงทุนใน AEPL ที่ได้ประมาณ 2-3 จิกะวัตต์แล้ว จะพบว่า ปัจจุบันนี้ GPSC ถือว่าเป็นอันดับ 3 ของเอเชียตะวันออกเฉียงใต้เป็นที่เรียบร้อยแล้ว

“อย่าลืมว่าการที่เรามีแพสชั่นอยากเป็นอันดับ 3 ทุกคนก็มีเป้าหมายในการเพิ่มจิกะวัตต์เช่นเดียวกัน ดังนั้นเราก็หยุดไม่ได้ที่จะเพิ่มสัดส่วนพลังงานสะอาดและหวังว่าในอนาคตจะยังรักษาตำแหน่งอันดับ 3 นี้ไว้ได้”

เปิดกลยุทธ์ 4S

การที่ GPSC สามารถเติบโตได้นั้นมาจาก 4 กลยุทธ์การเติบโต หรือ 4S ประกอบด้วย S1 คือ Strengthen and Expand the Core ซึ่งเป็นการเสริมความแข็งแกร่งที่พร้อมขยายการให้บริการในธุรกิจหลัก โดยเน้นการเพิ่มประสิทธิภาพด้านการผลิต เพื่อรักษาลูกค้าเก่าและสร้างลูกค้าใหม่

ต่อมาคือ S2 คือ Scale-up Green Energy เป็นการเพิ่มสัดส่วนการพัฒนาโครงการพลังงานสะอาดเพื่อเพิ่มพอร์ตพลังงานสะอาด 50% ในปี 2573 และ S3 คือ S-Curve & Batteries เป็นการพัฒนานวัตกรรมพลังงานและธุรกิจแห่งอนาคต อาทิ ระบบกักเก็บพลังงาน และ Non-EV mobility

สุดท้ายคือ S4 คือ Shift to Customer-Centric Solutions บริการโซลูชั่นเพื่อตอบสนองความต้องการของลูกค้า ทั้งในด้านการผลิตไฟฟ้าและสาธารณูปโภคให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุด

เป้าหมายในการลดปริมาณการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ 10% ในปี 2568 และ 35% ในปี 2573 เพื่อบรรลุเป้าหมายความเป็นกลางทางคาร์บอนภายในปี 2593 และการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ภายในปี 2603

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...