โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

รัชกาลที่ 1-3 ทรงคัดเลือก “ขุนนางวังหน้า” อย่างไร ไม่ให้ตีกับขุนนางวังหลวง?

ศิลปวัฒนธรรม

อัพเดต 25 ส.ค. 2568 เวลา 09.04 น. • เผยแพร่ 25 ส.ค. 2568 เวลา 09.04 น.
(ซ้าย) พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช รัชกาลที่ 1 กับ (ขวา) พระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย รัชกาลที่ 2

“ขุนนางวังหน้า” คือข้าราชการในกรมพระราชวังบวรสถานมงคล หรือ “วังหน้า” เป็นตำแหน่งพระมหาอุปราช มีอำนาจและบารมีเป็นรองแต่พระเจ้าแผ่นดินเท่านั้น และเป็นที่รู้กันโดยนัยว่า วังหน้าคือว่าที่กษัตริย์องค์ต่อไป

การคัดเลือกข้าราชการหรือขุนนางที่จะมาทำงานถวายวังหน้า จึงต้องคัดเลือกอย่างรอบคอบ เพื่อจะได้ทำงานราชการแผ่นดินได้อย่างมีประสิทธิภาพ ขณะเดียวกันก็จะได้ไม่ต้องขัดแย้งกับ “ขุนนางวังหลวง” หรือขุนนางที่ทำงานถวายพระมหากษัตริย์

รัชกาลที่ 1 กับการคัดเลือกข้าราชการวังหน้า

สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ ทรงเล่าไว้ในพระนิพนธ์ “พระราชพงศาวดาร รัชกาลที่ 5” ว่า

เมื่อ พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช เสด็จปราบดาภิเษกขึ้นเป็นพระมหากษัตริย์แห่งกรุงรัตนโกสินทร์ ทรงเลือกสรรผู้มีความชอบที่ได้โดยเสด็จในการศึกสงครามเป็นพื้นในการแต่งตั้งข้าราชการชั้นสูง เป็นข้าราชการในสมัยกรุงธนบุรีบ้าง เป็นเจ้าเมืองกรมการหัวเมืองบ้าง หรือเป็นข้าหลวงเดิมบ้าง

ส่วนสมเด็จพระอนุชาธิราช รัชกาลที่ 1 ทรงสถาปนาขึ้นเป็น สมเด็จพระบวรราชเจ้ามหาสุรสิงหนาท หรือตำแหน่งกรมพระราชวังบวรสถานมงคล ก็ทรงเลือกสรรข้าราชการที่ร่วมรบออกศึกกับพระองค์เป็นข้าราชการเช่นเดียวกัน

การแบ่งเป็นข้าราชการวังหลวงกับข้าราชการวังหน้า จึงเกิดขึ้นในสมัยรัชกาลที่ 1 โดยฝ่ายแรกมีอยู่ตามหัวเมืองด้วย ขณะที่ฝ่ายหลังมีอยู่เพียงในกรุงเทพฯ

เรื่องข้าราชการวังหลวงกับข้าราชการวังหน้า กรมดำรงทรงบอกว่า

“ในชั้นแรกข้าราชการทั้งสองฝ่ายก็ปรองดองกันดี เพราะผู้เป็นขุนนางทั้งสองฝ่ายเคยช่วยกันทำศึกสงครามมาแต่ก่อน และเมื่อทรงตั้งแล้วก็ยังต้องช่วยกันต่อสู้ข้าศึกรักษาบ้านเมืองอยู่เนืองๆ

ครั้นเวลาล่วงมาช้านานถึง ๒๐ ปี ข้าราชการชั้นเดิมสิ้นอายุหมดตัวไปเสียโดยมาก ผู้ซึ่งเป็นข้าราชการขึ้นรุ่นหลัง แม้ยังมีโอกาสทำศึกสงคราม ก็เป็นการสงครามซึ่งฝ่ายไทยไปรุกรบข้าศึก เช่นไปขับไล่พม่าออกจากมณฑลพายัพเป็นต้น และการสงครามชั้นนี้กรมพระราชวังบวรมหาสุรสิงหนาทมักเสด็จไปเป็นจอมพล

*พวกวังหน้าเป็นทัพหลวงได้โอกาสรบพุ่งเป็นเกียรติยศ พวกวังหลวงเป็นแต่ทัพสมทบ ซ้ำต้องตำหนิติเตียนหลายคราว ความร้าวราญจึงเกิดขึ้นในระหว่างข้าราชการทั้งสองฝ่ายด้วยพวกวังหน้ามักดูหมิ่น ว่าขุนนางวังหลวงไม่มีใครเข้มแข็งศึกสงครามเหมือนชั้นก่อน”* (เน้นตัวหนาโดยผู้เขียนบทความ)

ด้วยเหตุนี้ เมื่อสมเด็จพระบวรราชเจ้ามหาสุรสิงหนาทสวรรคตเมื่อ พ.ศ. 2346 พระองค์เจ้าลำดวน พระองค์เจ้าอินทปัต ซึ่งเป็นพระเจ้าลูกเธอในกรมพระราชวังบวรสถานมงคล ซึ่งโตทันได้ทำศึกสงคราม และพวกข้าราชการวังหน้าซึ่งเป็นตัวสำคัญขึ้นชั้นหลัง จึงพากันกระด้างกระเดื่อง นำสู่สิ่งที่กรมดำรงทรงบอกว่า “ถึงต้องกำจัดเสียมาก”

จากนั้น รัชกาลที่ 1 ทรงสถาปนา สมเด็จพระเจ้าลูกยาเธอ เจ้าฟ้ากรมหลวงอิศรสุนทร เป็นวังหน้าต่อจากสมเด็จพระบวรราชเจ้ามหาสุรสิงหนาท ครั้งนั้นไม่มีผู้ใดทางฝั่งวังหน้าที่จะทรงเลือกสรรตั้งเป็นข้าราชการผู้ใหญ่ได้

สมเด็จพระเจ้าลูกยาเธอ เจ้าฟ้ากรมหลวงอิศรสุนทร จึงทรงแต่งตั้งข้าหลวงเดิมเป็นขุนนางฝ่ายวังหน้า แต่บางตำแหน่งก็ตั้งไม่เต็มอัตรา

อ่านเพิ่มเติม : คำร่ำลืออาถรรพ์ “วังหน้า” กรุงรัตนโกสินทร์ เมื่อกรมพระราชวังบวรฯ ตรัสสาปแช่ง

รัชกาลที่ 2 ทรงแก้ความขัดแย้ง “ขุนนางวังหลวง-ขุนนางวังหน้า” อย่างไร?

เมื่อรัชกาลที่ 1 สวรรคต สมเด็จพระเจ้าลูกยาเธอ เจ้าฟ้ากรมหลวงอิศรสุนทร ทรงขึ้นครองราชย์เป็น พระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย มีพระราชประสงค์ย้ายพวกข้าหลวงเดิมมามีตำแหน่งรับราชการวังหลวง

เหตุนี้จึงทรงปรึกษากับสมเด็จพระอนุชาธิราช คือ สมเด็จพระบวรราชเจ้ามหาเสนานุรักษ์ ที่ทรงสถาปนาขึ้นเป็นวังหน้าในรัชกาลของพระองค์ เพื่อป้องกันความ “แตกร้าว” ระหว่างข้าราชการ 2 ฝ่าย ซึ่งวังหน้าก็ได้กราบทูลรัชกาลที่ 2 ให้ทรงเลือกตามพระราชอัธยาศัย

รัชกาลที่ 2 จึงโปรดฯ ให้แบ่งข้าราชการวังหลวงไปรับราชการวังหน้าเป็นครั้งแรก และในบรรดาตระกูลข้าราชการ ถ้ามีพี่น้อง 2 คน ให้เอาไว้รับราชการวังหลวงคนหนึ่ง และส่งไปรับราชการวังหน้าคนหนึ่ง เป็นแบบนี้แทบทุกตระกูล

ยกตัวอย่าง เช่น สมเด็จเจ้าพระยาบรมมหาประยูรวงศ์ (ดิศ บุนนาค) กับ สมเด็จเจ้าพระยาบรมมหาพิชัยญาติ (ทัต บุนนาค) ที่รัชกาลที่ 2 โปรดให้ขุนนางผู้พี่รับราชการวังหลวง ส่วนขุนนางผู้น้องไปรับราชการวังหน้า

สมเด็จพระบวรราชเจ้ามหาเสนานุรักษ์ ทรงดำรงพระยศเป็นพระมหาอุปราชอยู่ 8 ปี ก่อนสวรรคตใน พ.ศ. 2360 คราวนั้น ข้าราชการวังหน้าลงมาสมทบรับราชการวังหลวง ก็เข้ากับข้าราชการวังหลวงได้ดี และหลังจากนั้น รัชกาลที่ 2 ก็มิได้ทรงแต่งตั้งผู้ใดเป็นวังหน้าตลอดรัชกาล จวบจนพระองค์สวรรคตเมื่อ พ.ศ. 2367

รัชกาลที่ 3 ทรงทำอย่างไร เมื่อข้าราชการวังหน้าเดิมหมดสิ้นตัวคน?

เมื่อกรมหมื่นเจษฎาบดินทร์ ทรงขึ้นครองราชย์เป็นพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงสถาปนากรมหมื่นศักดิพลเสพ ที่เคยร่วมรบกับพระองค์ขึ้นเป็น สมเด็จพระบวรราชเจ้ามหาศักดิพลเสพ วังหน้าในรัชกาลที่ 3

กรมดำรงทรงพระนิพนธ์ว่า การเลือกสรรข้าราชการวังหน้าในช่วงแรกทำอย่างไรไม่ปรากฏหลักฐาน แต่เมื่อเข้ารัชกาลที่ 3 ได้ไม่นาน เจ้าเวียงจันท์เป็นกบฏ สมเด็จพระบวรราชเจ้ามหาศักดิพลเสพจึงเสด็จเป็นจอมพลยกทัพไปปราบปราม

ครั้งนั้น มีข้าราชการผู้ใหญ่ฝ่ายวังหน้าร่วมรบ 4 คน สันนิษฐานว่า รัชกาลที่ 3 พระราชทานพระบรมราชานุญาตให้เลือกสรรข้าราชการวังหลวงไปตั้ง และน่าจะเป็นข้าราชการในกรมพระกลาโหมเป็นพื้น เพราะวังหน้าทรงบัญชาการกรมพระกลาโหมอยู่ก่อน

เมื่อเสร็จศึกวังหน้าแล้ว สมเด็จพระบวรราชเจ้ามหาศักดิพลเสพต้องทรงเลือกหาข้าราชการฝ่ายวังหน้าเอง ซึ่งกรมดำรงทรงเล่าว่า “ก็มักจะได้แต่ผู้ซึ่งไม่สามารถ จะหาดีได้ทางวังหลวงแล้วไปเป็นขุนนางวังหน้า สันนิษฐานว่าเห็นจะตั้งไว้แต่พอทรงใช้สอย หาตั้งเต็มตามธรรมเนียมไม่”

สมเด็จพระบวรราชเจ้ามหาศักดิพลเสพ ทรงเป็นวังหน้าอยู่ 7 ปี ก็สวรรคตเมื่อ พ.ศ. 2375 จากนั้นตำแหน่งนี้ก็ว่างเว้นไปราว 20 ปี กระทั่งรัชกาลที่ 3 สวรรคตเมื่อ พ.ศ. 2394 ทำให้ข้าราชการวังหน้าสูญไปหมดอีกครั้ง

อ่านเพิ่มเติม :

สำหรับผู้ชื่นชอบประวัติศาสตร์ ศิลปะ และวัฒนธรรม แง่มุมต่าง ๆ ทั้งอดีตและร่วมสมัย พลาดไม่ได้กับสิทธิพิเศษ เมื่อสมัครสมาชิกนิตยสารศิลปวัฒนธรรม 12 ฉบับ (1 ปี) ส่งความรู้ถึงบ้านแล้ววันนี้!! สมัครสมาชิกคลิกที่นี่

อ้างอิง :

ดำรงราชานุภาพ, สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระยา. พระราชพงศาวดาร รัชกาลที่ 5. พิมพ์ครั้งที่ 4. กรุงเทพฯ : มติชน, 2555

เผยแพร่ในระบบออนไลน์ครั้งแรกเมื่อ 23 กรกฎาคม 2567

อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : รัชกาลที่ 1-3 ทรงคัดเลือก “ขุนนางวังหน้า” อย่างไร ไม่ให้ตีกับขุนนางวังหลวง?

ติดตามข่าวล่าสุดได้ทุกวัน ที่นี่
– Website : https://www.silpa-mag.com

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...