เครื่องสำอาง-อาหารเสริม ดารา ปังจริงหรือแค่หลอกขายแฟนคลับ
“ดารา” ผันตัวปั้นแบรนด์ “เครื่องสำอางค์ - อาหารเสริม” ใช้ความดังเป็นแต้มต่อได้คุ้มเสีย? “วุ้นเส้น วิริฒิพา” เปิดใจแบรนด์ดาราไม่ง่ายต้องแบกชื่อเสียง ทำดีรอดตัว สินค้าแย่โดนดราม่าหลายเท่า “ปนันชิตา” มองพรีเซ็นเตอร์ดารายังขายได้ “อั้ม พัชราภา-เอ ศุภชัย” ปลุกยอดขายสุดปัง
อาชีพ “ดารานักแสดง” แม้จะทำรายได้มากแต่ก็ผันแปรตาม “ชื่อเสียง” ทำให้รายได้ไม่แน่นอน หนึ่งช่องทางที่สร้างรายได้ให้ดาราเป็นกอบเป็นกำ คือ“พรีเซ็นเตอร์” โดยเฉพาะเครื่องสำอางค์และผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร นัยหนึ่งคือการสร้างภาพลักษณ์แบรนด์ให้น่าเชื่อถือ และขยายฐานลูกค้าไปยังกลุ่มแฟนคลับของดาราคนนั้น ยิ่งดาราเบอร์ใหญ่ ยิ่งมีโอกาสทำยอดขายได้มาก
บางแบรนด์อัพเกรดจากใช้พรีเซ็นเตอร์ดาราเป็นการทำแบรนด์หรือพัฒนาโพรดักซ์ร่วมกับดาราและสร้างภาพลักษณ์ใหม่ นอกจากค่าตัวพรีเซ็นเตอร์แล้วอาจได้ส่วนแบ่งจากยอดขายอีกทางหนึ่งด้วย
อย่างไรก็ตาม ปัจจุบันกลยุทธ์ใช้ดาราเป็นพรีเซ็นเตอร์ อาจไม่ได้ปังมากเหมือนในอดีต เพราะผู้บริโภค“มองออก” ว่าอันไหนคอนเทนต์ อันไหนโฆษณา เพราะบางครั้งดาราเองไม่ได้ใช้สินค้าตัวนั้น ทำให้ความน่าเชื่อถือลดลง ขณะเดียวกันหากแบรนด์มีดราม่าย่อมส่งผลกระทบต่อพรีเซ็นเตอร์อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้
สิ่งที่น่าสนใจ คือ ในระยะหลังดาราเริ่มผันตัวจากการเป็นพรีเซ็นเตอร์ มาทำแบรนด์ของตัวเองโดยใช้ชื่อเสียงและความดังเป็นแต้มต่อ พร้อมกับฐานแฟนคลับเป็นฐานลูกค้ากลุ่มแรก แต่อย่างไรก็ตาม การปั้นแบรนด์ของตัวเองก็ไม่ใช่เรื่องง่ายเพราะมายด์เซ็ทของผู้บริโภคที่ยังยึดติดว่า แบรนด์ดาราเป็นแบรนด์ฉาบฉวย ไม่ยั่งยืน สินค้าไม่มีคุณภาพ ขายความดังของเจ้าของแบรนด์??
วุ้นเส้น - วิริฒิพา ภักดีประสงค์ นักแสดงชั้นแนวหน้าของไทยที่ผันตัวเองมาทำธุรกิจสกินแคร์แบรนด์“เซวา” เมื่อ 8 ปีที่แล้วเปิดเผยว่าเดิมอยู่ในวงการบันเทิงมานานมีโอกาสได้จับงาน “พรีเซ็นเตอร์” บ้างแต่ไม่เคยทำธุรกิจมาก่อน เมื่อหันมาจับธุรกิจจริงจัง “ไม่ง่าย” เพราะมีขั้นตอนเยอะมากกว่าจะออกมาเป็นสินค้าหนึ่งตัว สินค้าตัวแรกคือ “น้ำตบโสม”ภายใต้แบรนด์ “เซวา”
*สิ่งที่เราเน้นย้ำเป็นพิเศษ คือ “สินค้า” คือสิ่งที่เชิดหน้าชูตาของแบรนด์ เพราะฉะนั้นของจะต้องดีจริงๆ เพราะคนคาดหวังอยู่แล้วว่าการที่ดารามาทำสินค้า สินค้าจะดีจริงไหม? จะเป็นแค่สินค้ากระแสหรือเปล่า หน้าที่ของเราคือทำให้ผู้บริโภคเชื่อให้ได้ว่าดาราเองก็ตั้งใจทำสินค้าที่มีคุณภาพจริงและอยู่ได้ยาวนาน ไม่ใช่แค่สร้างแบรนด์ออกมา 6 เดือนหรือ 1 ปีโกยเงินแล้วก็ไป แต่เราอยู่มาเกือบ 10 ปีซึ่งพิสูจน์แล้วว่าเราจริงจัง พอเราอยู่มาถึงจุดนี้ตอนนี้มายด์เซตของผู้บริโภคก็ดีขึ้น คนก็เชื่อว่าเซวาไม่ใช่แบรนด์ดาราที่มา ๆ ไป ๆ เราจริงจังและพัฒนาอย่างต่อเนื่อง*
วุ้นเส้นกล่าวต่อไปว่า ในช่วงที่ตกลงใจทำแบรนด์“เซวา” ตนไม่รับงานพรีเซ็นเตอร์ที่เกี่ยวกับสินค้าความงาม ยอมที่จะไม่มีรายได้ทางนั้นแต่ทุ่มเทให้กับแบรนด์เพื่อสร้างรายได้ระยะยาว ความได้เปรียบของตนคือประสบการณ์จากการทำงานในวงการบันเทิงกว่า 21 ปี ทำให้รู้มากกว่าคนอื่นในบางเรื่องและนำมาปรับใช้
“การสร้างแบรนด์ขึ้นมาไม่ใช่แค่ความรู้ในหนังสืออย่างเดียว จะต้องใช้ประสบการณ์มาเสริมด้วย ที่สำคัญคือการทำสินค้าให้มีคุณภาพถ้ามี feedback ใช้แล้วไม่ดีหรือมีปัญหาก็เป็นผลลบกับแบรนด์ แต่เรายังไม่เคยไปถึงจุดนั้น ไม่เคยมีใครมาเรียกร้องว่าใช้แล้วไม่โอเคหรือเกิดปัญหา ขณะเดียวกันเราต้องทำ Marketing ไม่ให้ขาด ถ้า 2 ตัวนี้ไปด้วยกันได้ 100% แบรนด์จะไม่หายไปจากตลาดแน่นอน”
และแม้จะเป็นแบรนด์ที่มีดาราเป็นเจ้าของ แต่ “เซวา” ก็ยังคงใช้ “ดารา” เป็นพรีเซ็นเตอร์เช่นเดียวกับแบรนด์อื่นๆ รวมไปถึงอินฟลูเอนเซอร์ ซึ่งผู้บริหารกล่าวว่า
นอกจากเราจะใช้สินค้าด้วยตัวเอง แล้วเรายังให้พรีเซ็นเตอร์ทดลองใช้สินค้าด้วย ถ้าใช้แล้วได้ผล ใช้แล้วชอบค่อยเป็นพรีเซ็นเตอร์ แต่ถ้าใช้แล้วไม่ชอบก็ไม่ต้องเซ็นสัญญาพรีเซ็นเตอร์ก็ได้ แต่ถ้าใช้แล้วชอบก็อยู่ด้วยกันยาว ๆ อย่าง คุณมดดำ ก็อยู่กับเรามาตั้งแต่เริ่มธุรกิจแรก ๆ เราอยากได้ Real user จริง ๆ มาช่วยในการสื่อสารเพราะประชาชนรู้อยู่แล้วว่าคอนเทนต์ที่ออกไปเป็นโฆษณาหรือรีวิวจริง เราอยากสร้างภาพลักษณ์ใหม่ว่าสินค้าของเราดาราใช้จริงไม่ใช่แค่ขายอย่างเดียว ถ้าลูกค้าใช้แล้วก็จะสวยเหมือนพรีเซ็นเตอร์มันเป็นเรื่องของ emotional
ด้าน นางสาวเบญจกิติ เมฆแสน ซีอีโอและผู้ร่วมก่อตั้งแบรนด์ เซวา ไทยแลนด์ เปิดเผยเพิ่มเติมว่า การที่มีดาราเป็นเจ้าของแบรนด์มีความเสี่ยงอย่างมาก หากทำสินค้าออกมาไม่ดีจะเกิดความเสียหายมากเกินกว่าที่จะรับผิดชอบได้
“ตั้งแต่วันแรกที่ตัดสินใจทำแบรนด์เราคุยกันเลยว่าคุณภาพจะต้องมาก่อน เพราะเราจะทำให้ชื่อเสียงของ “วุ้นเส้น” เสียหายไม่ได้ ซึ่งการที่เราทำแบรนด์ร่วมกันกับวุ้นเส้นมีทั้งกระแสบวกและลบเยอะมาก บางคนมองว่า แบรนด์ดาราต้องได้เปรียบกว่าคนอื่นไม่จำเป็นต้องทำการตลาดก็ได้แค่เอาดารามาถ่ายรูปลงก็ได้แล้ว แต่ในความเป็นจริงไม่ได้ง่าย การเป็นแบรนด์ดาราเราจะต้องพิสูจน์ตัวเองว่าสินค้าของเราไม่ใช่สินค้ากระแส ไม่ใช่สินค้าฉาบฉวย เราจะต้องทำแบรนด์ของเราให้ดีและมั่นคง
เพราะต้องยอมรับว่า“วุ้นเส้น” อยู่ในที่สว่างเมื่อเกิดฟีดแบ็กทางลบก็จะโดนมากกว่าแบรนด์ปกติ ดังนั้นเราก็จะต้องทำให้ดีไปเรื่อย ๆ ไปให้สุดไม่ให้คนมาว่าเราได้ ซึ่งจริง ๆ เราโดนมองมาตลอดว่าของไม่ดีแน่ ๆ ดารามาโกงเงินแล้วก็ไปแน่ๆ”
ขณะที่ ปนันท์ชิตา อัครทรัพย์ธาดา นักธุรกิจเจ้าของแบรนด์ PANANCHITA ซึ่งมีผลิตภัณฑ์เสริมอาหารเป็นโพรดักซ์เรือธง และใช้กลยุทธิ์ เซเบริตี้ เป็นพรีเซ็นเตอร์ในหลายผลิตภัณฑ์ โดยล่าสุด ได้พัฒนาผลิตภัณฑ์ใหม่ร่วมกับ 2 พรีเซนเตอร์คนดังเบอร์ใหญ่อย่าง ‘อั้ม-พัชราภา’ และ ‘เอ-ศุภชัย’ เปิดเผยว่า การมี ‘อั้ม-พัชราภา’ และ ‘เอ-ศุภชัย’ เข้ามาร่วมโปรเจ๊กต์ได้รับผลตอบรับที่ดีทุกโปรเจ๊กต์ โดยเริ่มจากการเป็นพรีเซ็นเตอร์ Per Peach Fiber ตามมาด้วยPerleen โปรตีน และล่าสุดยกระดับการทำงานร่วมกันเป็นการร่วมพัฒนาสูตร เพอร์ เบอร์รี่ พลัส ไฟเบอร์ ร่วมทั้งทดสอบทั้งรสชาติและคุณภาพสินค้าด้วยตัวเองอีกด้วย
“การที่มีคุณอั้มกับคุณเอมาทำงานร่วมกัน จะทำให้ลูกค้าเชื่อมั่นว่าทานแล้วปลอดภัยและด้วยพรีเซ็นเตอร์เบอร์ใหญ่ก็ทำให้ Mass ขึ้นและขายดีกว่าเดิม นอกจากนี้เรายังมี กาแฟปนันชิตาหรือกาแฟเป้ย ที่มี เป้ยปานวาดเป็นพรีเซ็นเตอร์รวมทั้งสินค้าอื่นๆที่มีคุณธัญญ่า คุณเอกกี้เป็นพรีเซ็นเตอร์ด้วย”