โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

หุ้น การลงทุน

ชี้กลยุทธ์ “momentum” ในหุ้น Top5 จาก 11 อุตฯ ทั่วโลก โชว์ผลตอบแทนดี ตอบโจทย์ทุกภาวะตลาด... ส่วน “หุ้นเทคฯ จีน” แรงดี ราคา Discount กว่า 20% โอกาสสร้างการเติบโตระดับโลก !!!

Wealthy Thai

อัพเดต 05 มี.ค. เวลา 08.24 น. • เผยแพร่ 19 พ.ค. 2568 เวลา 10.02 น. • โต๊ะกองทุน Wealthy Thai

Fun of Funds: นโยบาย “ภาษี Trump” ยังคงทำให้ภาพตลาดการลงทุนมีความผันผวนสูง และตราบเท่าที่ยังไม่มีความชัดเจนออกมาก็คงจะเป็นอยู่ในสภาพนี้ต่อไป
อย่างไรก็ตาม ในระหว่างการยืดระยะเวลาประกาศใช้ไป 90 วัน และพัฒนาการในการเจรจาของประเทศต่างๆ ก็อาจเป็นจังหวะที่ดีในการลงทุนเช่นกัน โดยเฉพาะในตลาดหุ้นที่มีศักยภาพที่จะปรับตัวขึ้นได้ มี Momentum ที่ดี
หนึ่งในนั้น คือ “หุ้นดาวเด่น” 5 ตัว ใน 11 กลุ่มอุตสาหกรรมทั่วโลก อีกหนึ่งก็คือ “หุ้นเทคโนโลยีจีน” นั่นเอง ซึ่งเป็น 2 ธีมที่น่าสนใจ มี Momentum ที่สามารถสร้างผลตอบแทนที่ดีได้ในท่ามกลาง “สงครามการค้า” (Trade War) ที่โลกกำลังเผชิญหน้าอยู่นี้
ทำไมทั้ง 2 ธีมจึงน่าสนใจ ตามทีมงาน ‘โต๊ะกองทุน Wealthy Thai’ ไปฟังมุมมองจากผู้เชี่ยวชาญพร้อมกันได้เลย

Momentum” กลยุทธ์ที่ตอบโจทย์…เฟ้น “หุ้นดาวเด่น” 11 กลุ่มอุตสาหกรรมทั่วโลก

โดย“พจน์ หะริณสุต” ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บลจ.วรรณ บอกว่า ตลาดทั่วโลกมีแนวโน้มฟื้นตัวขึ้น จากการเจรจาการค้าที่มีทิศทางคลี่คลาย หลังสหรัฐและจีนได้บรรลุข้อตกลงปรับลดอัตราภาษีศุลกากรฝ่ายละ 115% เป็นเวลา 90 วัน ส่งผลให้อัตราภาษีของสหรัฐฯ ที่เรียกเก็บจากสินค้านำเข้าจากจีน ลดลงสู่ระดับ 30% จากเดิมที่ 145% และอัตราภาษีของจีนที่เรียกเก็บจากสินค้านำเข้าจากสหรัฐลดลงสู่ระดับ 10% จากเดิมที่ 125% อาจเปิดทางสู่การเจรจากับคู่ค้าสำคัญอื่นๆ แนวโน้มสงครามการค้าที่มีแนวโน้มผ่อนคลายลงช่วยลดแรงกดดันต่อการเติบโตของเศรษฐกิจโลกและประมาณการกำไรบริษัทจดทะเบียนในระยะถัดไป เป็นผลบวกต่อการลงทุนในสินทรัพย์เสี่ยง
ทั้งนี้กลยุทธ์หุ้น Momentum” จากสถิติในอดีตชี้ว่า หุ้นที่มีปัจจัยด้าน Momentum ช่วยสร้างผลตอบแทนเฉลี่ยต่อปี (Annualized return) และมีอัตราผลตอบแทนต่อความเสี่ยง (Sharpe Ratio) ที่โดดเด่นที่สุดเมื่อเทียบกับการลงทุนตลาดหุ้นโลกทั่วไป และหุ้นปัจจัยด้านอื่นๆ เช่น ปัจจัยด้านการเติบโต (Growth) ด้านคุณภาพ (Quality) และด้านคุณค่า (Value)

(พจน์ หะริณสุต)

“ตัวอย่าง ดัชนี ‘Bloomberg Global Industry Elite 55 Index’ ซึ่งกระจายการลงทุนใน 11 อุตสาหกรรมทั่วโลก โดยจะคัดเลือกบริษัทที่โดดเด่นที่สุด 5 อันดับแรกของแต่ละอุตสาหกรรม รวมทั้งหมด 55 หลักทรัพย์ที่มีมูลค่าราคาตลาดสูงและมีความสามารถในการทำกำไรที่แข็งแกร่ง ใช้ปัจจัยด้าน Momentum ในการให้น้ำหนักการลงทุนในแต่ละอุตสาหกรรม ช่วยจับจังหวะการลงทุนในช่วงตลาดขาขี้น กระจายการลงทุนในหลากหลายกลุ่มอุตสาหกรรม พร้อมตั้งรับกับการเปลี่ยนแปลงของตลาดทุนที่รวดเร็ว สามารถสร้างผลตอบแทนระยะยาวได้อย่างโดดเด่นในช่วง 5 ปีที่ผ่านมา อยู่ที่ 17.97% ต่อปีชนะดัชนี ‘S&P500’ และ ‘World’ ที่ทำได้ 15.58% ต่อปีและ 14.50% ต่อปีตามลำดับ (ข้อมูล ณ 30 เม.ย. 25)”
ทั้งนี้ ไตรมาส1/25 ตลาดเริ่มมีการเปลี่ยนกลุ่มหุ้นที่ลงทุน (Rotation) จากกลุ่มหุ้นเทคโนโลยีขนาดใหญ่ (Big Tech) และหุ้นเติบโต (Growth) โดยเฉพาะกลุ่ม 7 นางฟ้า”หรือ “Magnificent 7” (Mag7) ไปหุ้นกลุ่มอื่นๆ ที่มี Valuation ถูกกว่า มีแนวโน้มการเติบโตของกำไรที่น่าสนใจ ที่สำคัญมี Momentum หรือราคาหุ้นปรับตัวขึ้นในระยะสั้นได้โดดเด่น โดยแนวโน้มกำไรของหุ้น 7 นางฟ้า มีอัตราการเติบโตที่ลดลง สวนทางประมาณการกำไรของหุ้นสหรัฐฯ อื่นๆ ที่มีแนวโน้มเติบโตเพิ่มขึ้น เป็นปัจจัยสนับสนุนเม็ดเงินลงทุนให้การกระจายไปหุ้นกลุ่มอุตสาหกรรมอื่นๆ มากขึ้นในระยะข้างหน้า

“หุ้นเทคฯ จีน” โอกาสสร้างการเติบโตระดับโลก”

อีกตลาดที่น่าสนใจมี Momentum ที่ดีเช่นกัน ก็คือ “ตลาดหุ้นจีน” นั่นเอง
โดย “มนชญา รัชตกุล” ประธานเจ้าหน้าที่บริหารจัดการลงทุน บลจ.ดาโอ บอกว่า หลังจากที่ตลาดหุ้นจีนมีผลการดำเนินงานต่ำกว่าที่คาดหมายมาหลายปี ปัจจุบันมีโอกาสที่จะฟื้นตัวขึ้นได้อีกมาก เนื่องจากปัจจัยเศรษฐกิจภายในประเทศที่ดีขึ้นและการปฏิรูปเชิงโครงสร้างที่ยังคงดำเนินต่อไป ที่จะมาช่วยผลักดันให้ตลาดหุ้นจีนกลับมาเติบโตอย่างแข็งแกร่ง โดยภาคเทคโนโลยีของจีนเป็นหัวใจสำคัญของยุทธศาสตร์ "Made in China 2025" เป็นโครงการมูลค่า 300 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ ที่เปิดตัวในปี 2015 มีเป้าหมายเพื่อเพิ่มการพึ่งพาตนเองในอุตสาหกรรมเทคโนโลยีขั้นสูง เช่น อวกาศ หุ่นยนต์ และเทคโนโลยีชีวภาพ เป็นต้น
ขณะที่แผนพัฒนาเศรษฐกิจ5 ปี ฉบับที่ 14 ของจีน (2021-2025) ได้กำหนดทิศทางการพัฒนาเทคโนโลยีอย่างต่อเนื่อง โดยรัฐบาลมีแผนเพิ่มงบประมาณการวิจัยและพัฒนา (R&D) ปีละ 7% ซึ่งจีนเป็นประเทศที่ลงทุนด้านการวิจัยและพัฒนา (R&D) มากเป็นอันดับสองของโลก และกำลังไล่ตามสหรัฐฯ อย่างรวดเร็ว โดยมูลค่าการใช้จ่ายด้าน R&D ของจีนในปี 2022 คิดเป็น 80% ของสหรัฐ เพิ่มขึ้นจาก 26% ในปี 2005

(มนชญา รัชตกุล)

“เศรษฐกิจจีนในปัจจุบันสามารถเปรียบได้กับภาวะ ‘Goldilocks Economy’ คือมีอัตราการเติบโตที่เหมาะสม ไม่ร้อนแรงเกินไปหรือชะลอตัวมากเกินไป โดยคาดการณ์อัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจไว้ที่ 5%และอัตราเงินเฟ้อที่ 2% ในด้านมูลค่าหลักทรัพย์ของจีนมีราคาถูกมาก โดยมีอัตราส่วนราคาต่อกำไรล่วงหน้า (Forward PE) ที่เพียง 8 เท่า ซึ่งสะท้อนถึงความเสี่ยงขาลงที่มีอยู่แล้วในราคาหุ้น ราคา ‘หุ้นเทคโนโลยีจีน’มีมูลค่าต่ำกว่าค่าเฉลี่ยในอดีตเมื่อเปรียบเทียบกับ ‘หุ้นเทคโนโลยีสหรัฐ’โดยซื้อขายที่ราคา Discount ต่ำกว่า 20% และด้วยแนวโน้มการเติบโตของเทคโนโลยีระดับโลกของจีน มองเป็นโอกาสลงทุนเพื่อสร้างการเติบโตไปกับหุ้นเทคโนโลยียักษ์ใหญ่ของจีนได้เป็นอย่างดี”
นอกจากนี้ เศรษฐกิจจีนมีปัจจัยสนับสนุนการเติบโตที่สำคัญ เช่น การเปลี่ยนรูปแบบการผลิตที่ใช้ Labour-Intensive” ไปสู่การผลิตสินค้าที่มีเทคโนโลยีขั้นสูงและซับซ้อนมากขึ้น ตั้งแต่หลายปีก่อน ซึ่งมีการดำเนินโครงการอุตสาหกรรมสำคัญ เช่น หุ่นยนต์, เซมิคอนดักเตอร์ขั้นสูง และยานยนต์พลังงานใหม่ เพื่อยกระดับอุตสาหกรรมไฮเทคของจีน รวมถึงแนวคิด "New Quality Productive Forces" ที่มุ่งเน้นการสร้างนวัตกรรมเพื่อให้จีนสามารถพึ่งพาตนเองด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี
สำหรับใครที่มองหาโอกาสกระจายการลงทุนไปในหุ้นที่มี Momentum ที่น่าสนใจในท่ามกลางมรสุม “Trade War” เชื่อว่า “หุ้นดาวเด่น” ใน 11 กลุ่มอุตสาหกรรมชั้นนำของโลก และ “หุ้นเทคฯ จีน” จะเป็นอีก 2 ธีมที่จะเป็นทางเลือกที่ตอบโจทย์ได้เป็นอย่างดี

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...