“น้ำมันดิบโลก” พุ่งต่อเนื่องกว่า 4% หวั่นวิกฤตอิหร่าน-อิสราเอลกระทบอุปทานโลก
"น้ำมันดิบโลก" พุ่งต่อเนื่องกว่า 4% หวั่นวิกฤตอิหร่าน-อิสราเอลกระทบอุปทานโลก ขณะที่นักวิเคราะห์คาดว่าแรงกดดันจากสงครามอาจเร่งให้เฟดลดดอกเบี้ยเร็วกว่าคาด
วันที่ 18 มิถุนายน 2568 เวลา 08.31 น. สำนักข่าวรอยเตอร์รายงานว่า ราคาน้ำมันดิบโลกปรับตัวขึ้นเล็กน้อยในการซื้อขายช่วงต้นของวันพุธ หลังจากปิดตลาดวันก่อนหน้าพุ่งขึ้นกว่า 4% จากความกังวลว่าความขัดแย้งระหว่างอิหร่านกับอิสราเอลอาจส่งผลกระทบต่ออุปทานน้ำมัน
*สัญญาน้ำมันดิบเบรนท์ เพิ่มขึ้น 19 เซนต์ หรือ 0.25% มาอยู่ที่ 76.64 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ณ เวลา 00.29 น. ตามเวลา GMT ขณะที่ สัญญาน้ำมันดิบเวสต์เท็กซัส อินเตอร์มีเดียต (WTI) ของสหรัฐ เพิ่มขึ้น 23 เซนต์ หรือ 0.31% มาอยู่ที่ 75.07 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล*
เมื่อวันอังคาร โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐ เรียกร้องให้อิหร่านยอมจำนนโดยไม่มีเงื่อนไข ขณะที่สงครามทางอากาศระหว่างอิหร่านกับอิสราเอลเข้าสู่วันที่ 6 เจ้าหน้าที่ทหารสหรัฐ 3 คน เปิดเผยว่ากองทัพกำลังส่งเครื่องบินขับไปรบเพิ่มเติมไปยังภูมิภาคดังกล่าวเพื่อเสริมกำลังในพื้นที่
นักวิเคราะห์ระบุว่าตลาดกังวลเป็นพิเศษเกี่ยวกับความเสี่ยงในการหยุดชะงักของอุปทานที่ช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งเป็นเส้นทางขนส่งน้ำมันทางทะเลประมาณ 1 ใน 5 ของโลก โดยในวันอังคารมีรายงานว่าเรือน้ำมันสองลำชนกันใกล้ช่องแคบและเกิดไฟไหม้ ขณะที่หน่วยงานความมั่นคงทางทะเลของอังกฤษเตือนก่อนหน้านี้ว่า มีการแทรกแซงทางอิเล็กทรอนิกส์กระทบระบบนำทางของเรือ
โดย อิหร่าน เป็นผู้ผลิตน้ำมันดิบรายใหญ่อันดับ 3 ของกลุ่มโอเปก โดยผลิตได้ประมาณ 3.3 ล้านบาร์เรลต่อวัน (bpd) อย่างไรก็ตามนักวิเคราะห์กล่าวว่าสมาชิกโอเปกรายอื่นอาจใช้กำลังการผลิตสำรองเพื่อชดเชยการผลิตที่ลดลงจากอิหร่านได้
ขณะเดียวกันตลาดยังจับตาการประชุมวันที่สองของธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) ในวันพุธ ซึ่งคาดว่าจะคงอัตราดอกเบี้ยนโยบายไว้ในกรอบ 4.25%-4.50%
อย่างไรก็ตามความขัดแย้งในตะวันออกกลางและความเสี่ยงต่อการชะลอตัวของการเติบโตทั่วโลก อาจเป็นปัจจัยให้เฟดตัดสินใจลดดอกเบี้ยลง 0.25% ในเดือนกรกฎาคม ซึ่งเร็วกว่าที่ตลาดคาดไว้เดิมว่าจะเกิดขึ้นในเดือนกันยายน ตามความเห็นของ Tony Sycamore นักวิเคราะห์ตลาดจาก IG
“สถานการณ์ในตะวันออกกลางอาจกลายเป็นตัวเร่งให้เฟดส่งสัญญาณผ่อนคลายมากขึ้น เช่นเดียวกับที่เกิดขึ้นหลังการโจมตีของฮามาสเมื่อวันที่ 7 ตุลาคม 2566”
โดยทั่วไปแล้วการลดดอกเบี้ยมักกระตุ้นการเติบโตทางเศรษฐกิจและเพิ่มความต้องการใช้น้ำมัน แต่ในทางกลับกันความขัดแย้งในตะวันออกกลางยังเป็นแหล่งกดดันเงินเฟ้อใหม่ผ่านราคาน้ำมันที่พุ่งสูงขึ้น
นอกจากนี้แหล่งข่าวในตลาดเปิดเผยโดยอ้างข้อมูลจากสถาบันปิโตรเลียมอเมริกัน (API) ว่า สต็อกน้ำมันดิบและน้ำมันเบนซินของสหรัฐลดลงในสัปดาห์ที่ผ่านมา ขณะที่สต็อกน้ำมันกลั่นเพิ่มขึ้น
อ้างอิง : reuters.com