โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

พระเทพย์โมฬี (ผึ้ง) พระราชาคณะยุค ร.3 คบชู้เจ้าจอม จนต้องไปเป็นตะพุ่นหญ้าช้าง

ศิลปวัฒนธรรม

อัพเดต 21 พ.ค. 2568 เวลา 08.51 น. • เผยแพร่ 20 พ.ค. 2568 เวลา 05.32 น.
(ภาพประกอบเนื้อหา) จิตรกรรมภาพพระภิกษุ วัดบวรนิเวศวิหาร

ชีวิตสุดพลิกผันของพระเทพย์โมฬี (ผึ้ง) เป็นพระราชาคณะวัดราชบูรณะ อีกหนึ่งพระเถระผู้ปราดเปรื่องทางอักษรศาสตร์และภาษาศาสตร์ในยุคต้นกรุงรัตนโกสินทร์ แต่กลับมีบั้นปลายชีวิตอันน่าอเนจอนาถ

พระเทพย์โมฬี มีนามเดิมว่า ผึ้งเป็นบุตรของพระมหาวิชาธรรม จางวางราชบัณฑิต กับนางผ่อง ธิดาหลวงธรรมรักษา (บุญเกิด) เกิดในแผ่นดินพระบาทสมเด็จพระพระพุทธเลิศหล้านภาลัย (รัชกาลที่ 2)

เนื่องจากบิดาเป็นอธิบดีแม่กองสอบไล่หนังสือขอมพระปริยัติธรรมพระคัมภีร์พระไตรปิฎก แผนกสอบไล่ฝ่ายในพระราชวังบวรฯ (วังหน้า) นายผึ้งจึงมีโอกาสเรียนหนังสือไทยและขอมกับพระญาณสมโภช วัดมหาธาตุ และเรียนคัมภีร์พระไตรปิฎกในที่ประชุมพระเถรานุเถระ ที่พระที่นั่งดุสิตมหาปราสาท จนสอบได้ 5 ประโยค และได้ตาลปัตรมหาตั้งแต่เป็นสามเณร

สามเณรผึ้งมีอายุได้ 21 ปี จึงบวชเป็นพระภิกษุ ในพรรษาต้นก็เข้าสอบไล่ได้อีก 3 ประโยค รวมเป็นเปรียญ 8 ประโยค จึงรับพระราชทานนิตยภัตและตาลปัตรเลื่อนตำแหน่งเป็นยศเปรียญเอก

เมื่อถึงสมัยพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว (รัชกาลที่ 3) พระเจ้าอยู่หัวทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้ตั้ง “พระมหาผึ้ง” เป็นพระเทพย์โมฬี พระราชาคณะสามัญวัดราชบูรณะ

พระเทพโมฬี (ผึ้ง) เป็นนักปราชญ์ผู้ชาญฉลาดด้านหนังสือขอมและไทย เป็นผู้แต่งตำราเรียน ปฐมมาลาหนังสือสอนการใช้ภาษา ใช้พยัญชนะและสระอย่างถูกต้อง ทำนองเดียวกับหนังสือ จินดามณีท่านเป็นพระเถระผู้มีพรสวรรค์ด้านการเทศนา ถูกยกย่องว่ามีฝีปากเทศน์ถูกพระราชหฤทัยในรัชกาลที่ 3 ยิ่ง ทั้งเป็นที่ติดอกถูกใจของเจ้าขุนมูลนายรวมถึงราษฎรทั่วไป

เมื่อจะมีพิธีฉลองวัดพระเชตุพนฯ งานมหกรรมสมโภชพระอารามหลวง รัชกาลที่ 3 พระเจ้าแผ่นดินผู้ทรงอุทิศทุ่มเทเพื่อพระพุทธศาสนา จึงทรงจัดสรรเครื่องไทยทานมูลค่าไม่ต่ำกว่า 10 ชั่ง และสิ่งของมีค่าอีกจำนวนหนึ่ง สำหรับพระราชทานแก่พระราชาคณะแต่ละรูป ซึ่งถือเป็นทรัพย์จำนวนไม่น้อยเลย และในการณ์นั้นพระเทพย์โมฬีก็เป็นหนึ่งในพระราชาคณะที่จะได้รับพระราชทานด้วย

สิ่งนี้ไม่น่าเป็นปัญหาอะไร ถ้าพระเทพย์โมฬีไม่ได้มีความตั้งใจจะลาสึกจากสมณเพศ…

สำหรับเหตุจูงใจการลาสิกขาบทของพระเทพย์โมฬีนั้นต้องขอละไว้ ที่แน่ ๆ คือท่านตัดสินใจก่อนทราบพระราชประสงค์ดังกล่าว เมื่อรู้เรื่องจึงตรึกตรองว่า หากยังเป็นพระราชาคณะไปจนถึงงานสมโภชและได้รับพระราชทานของหลวงราคาสิบชั่ง ถ้าถวายพระพรลาสิกขาหลังจากนั้นคงเป็นที่น่ารังเกียจ เพราะเหมือนท่านรอรับไทยทานเพื่อเอามาทำทุนในเพศฆราวาส จึงตัดสินใจว่าจะไม่อยู่รอถึงวันนั้น

พอคิดแล้วพระเทพย์โมฬีจึงเตรียมจะเข้าไปถวายพระพรลาสึกต่อรัชกาลที่ 3 แต่ไม่ทันจะเข้าเฝ้าก็มีฎีกากรมสังฆการี (กรมการศาสนา) มาแจ้งความว่า “ขออาราธนาเจ้าคุณเทพย์โมฬี เข้าไปถวายพระธรรมเทศนากัณฑ์พิเศษ ในพระที่นั่งอัมรินทรวินิจฉัย มไหยสุริยพิมาน (ท้องพระโรง) ในพระราชวังหลวงเมื่อเวลายามหนึ่ง”

พระเทพย์โมฬีตกใจมาก จึงรีบเข้าเฝ้าก่อนเวลาถวายเทศน์กัณฑ์พิเศษ รัชกาลที่ 3 ทอดพระเนตรเห็นความลุกลี้ลุกลนของพระเทพย์โมฬี จึงทรงถามว่า “ชีต้นผึ้งเข้ามาหาโยมทำไม มีธุระร้อนอะไรหรือ หรือหลงวันเข้ามาจะเทศน์ วันนี้ยังไม่ทันถึงวันกำหนดนัดที่จะมีเทศน์”

พระเทพย์โมฬีจึงถวายพระพรว่า “ขอถวายพระพรเจริญแด่มหาบพิตรพระราชสมภารเจ้า อาตมาภาพขอถวายพระพรลาสึก ควรมิควรแล้วแต่จะทรงพระกรุณาโปรด ขอถวายพระพร”

พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงทราบก็ไม่ได้ยินดีกับการตัดสินใจนั้น ทรงพิโรธแล้วมีพระบรมราชดำรัสว่า “โยมชอบใจฟังชีต้นผึ้งเทศน์ เมื่อชีต้นจะสึกไม่เทศน์ให้โยมฟังก็ตามแต่ใจเถิด”แล้วจึงมีพระบรมราชโองการว่า “เฮ้ย อ้ายสังฆการีที่มึงไปวางฎีกานิมนต์ชีต้นผึ้งเทศน์นี้ ให้ถอนฎีกาเอามานิมนต์ชีต้นสาวัดบนเทศน์เถิด”

(ชีต้นสาคือ พระอมรโมฬี (สา)พระราชาคณะสามัญ วัดบวรนิเวศฯ ซึ่งได้ชื่อว่าเป็นผู้เฉลียวฉลาดและเป็นนักปราชญ์อีกรูปหนึ่ง รัชกาลที่ 3 โปรดปรานมากพอ ๆ กับพระเทพย์โมฬี)

สังฆการีรับพระบรมราชโองการไปแจ้งพระอมรโมฬีตามที่รับสั่ง กลายเป็นว่าเรื่องกลับตาลปัตรยุ่งเหยิงไปอีก เมื่อพระอมรโมฬีรีบมาเข้าเฝ้าแล้วถวายพระพรว่า “อาตมาภาพขอถวายพรลาสึก” กราบทูลห้วน ๆ แล้วรีบกลับวัดไปเลย

รัชกาลที่ 3 จึงทรงทวีความพิโรธเป็นสองเท่า มีพระบรมราชโองการดำรัสว่า “ข้าชอบฟังเทศน์ท่านเจ้าผึ้ง ท่านเจ้าผึ้งก็ลาสึก ครั้นย้ายมานิมนต์ท่านเจ้าสาก็สึกเสียอีก ที่นี้ข้าจะไปฟังเทศน์ใครหนอ แต่เออว่าข้าไม่ของ้อท่านทั้งสอง ทีนี้ละเฮ้ย อ้ายสังฆการี มึงไปนิมนต์เหมาท่านเจ้าถึกวัดโพธิ์ทีเดียวเถอะหว่า”(ท่านเจ้าถึกคือ พระธรรมวโรดม เปรียญเอก 9 ประโยค วัดพระเชตุพนฯ)

ท้ายที่สุดเจ้าคุณผู้ร้อนผ้าเหลืองทั้งสองก็ได้รับอนุญาตให้สึก โดยนายผึ้งเข้าไปถวายตัวเป็นข้าในกรมพระเจ้าลูกยาเธอ กรมหมื่นอมเรนทรบดินทร์ ส่วนนายสาเข้ามาถวายตัวเป็นข้าในพระเจ้าลูกยาเธอ พระองค์เจ้าอรรณพ

ไม่นานหลังจากนั้น มีโจทย์มาฟ้องนายผึ้งว่าเป็นปาราชิก ลักลอบคบชู้กับกับ เจ้าจอมมารดาม่วงแจ้พระสนมเอกในสมเด็จพระบวรราชเจ้ามหาศักดิพลเสพ กรมพระราชวังบวรฯ หรือเจ้าวังหน้าในรัชกาลที่ 3 จึงโปรดเกล้าฯ ให้พระพิเรนทรเทพ (กระต่าย) เป็นตุลาการพิจารณาชำระความ

ปรากฏว่านายผึ้งให้การสารภาพรับเป็นสัตย์ตามคำกล่าวหาของโจทย์ทุกกระทงความ จึงโปรดเกล้าฯ ให้เจ้าพนักงานนำตัวไปสักหน้าผากเป็นตะพุ่นหญ้าช้างตามโทษานุโทษ

วิบากกรรมของนายผึ้งไม่จบเพียงเท่านั้น เพราะเมื่อถึงวันฉลองวัดพระเชตุพนฯ พระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว โปรดเกล้าฯ ให้ช่างวาดเขียนฝีมือดีวาดรูปนายผึ้งขนาดเท่าคนจริงลงแผ่นกระดาษใหญ่ เป็นรูปนายตะพุ่นหญ้าช้างนุ่งผ้าเขียว ยืนหาบหญ้า มือถือเคียว มีฉลากปิดอักษรไทยเขียนว่า “นายผึ้ง เทพย์โมฬีหาบหญ้า”

เรียกว่าทรงขัดเคืองพระราชหฤทัย ถึงขึ้น “ประจาน” กันกลางเมืองเลยทีเดียว

เป็นอันว่าพระเทพย์โมฬี (ผึ้ง) ก็ชดใช้กรรมตามที่ตนก่อ อย่างไรก็ตาม ผลงานตำราเรียนสำหรับสอนกุลบุตรกุลธิดาอย่าง ปฐมมาลาที่ท่านฝากไว้ถือเป็นกุศลใหญ่เช่นกัน เพราะทานใดจะยิ่งใหญ่ไปกว่า “วิทยาทาน” นั้นหาได้ยากยิ่ง…

อ่านเพิ่มเติม :

สำหรับผู้ชื่นชอบประวัติศาสตร์ ศิลปะ และวัฒนธรรม แง่มุมต่าง ๆ ทั้งอดีตและร่วมสมัย พลาดไม่ได้กับสิทธิพิเศษ เมื่อสมัครสมาชิกนิตยสารศิลปวัฒนธรรม 12 ฉบับ (1 ปี) ส่งความรู้ถึงบ้านแล้ววันนี้!! สมัครสมาชิกคลิกที่นี่

อ้างอิง :

ประยุทธ สิทธิพันธ์. (2506). ศาลไทยในอดีต.กรุงเทพฯ : สาส์นสวรรค์.

เผยแพร่ในระบบออนไลน์ครั้งแรกเมื่อ 20 พฤษภาคม 2568

อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : พระเทพย์โมฬี (ผึ้ง) พระราชาคณะยุค ร.3 คบชู้เจ้าจอม จนต้องไปเป็นตะพุ่นหญ้าช้าง

ติดตามข่าวล่าสุดได้ทุกวัน ที่นี่
– Website : https://www.silpa-mag.com

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...